เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 เสียใจด้วยนะ ข้ามีคู่หมั้นแล้ว

บทที่ 8 เสียใจด้วยนะ ข้ามีคู่หมั้นแล้ว

บทที่ 8 เสียใจด้วยนะ ข้ามีคู่หมั้นแล้ว


บทที่ 8

เสียใจด้วยนะ ข้ามีคู่หมั้นแล้ว

มองดูท่าทางที่รังเกียจแต่ก็กินของหรงสวินแล้ว            เซียวเป่าเอ๋อร์รู้สึกผิดหวัง

เซียวเป่าเอ๋อร์คิดว่าครอบครัวของเขาขาดเสาหลักมาตลอด ในใจของเขาเคยวางแผนไว้นานแล้ว อย่างแรกเขาต้องการที่จะหาท่านลุงหน้าตาดีสักคนให้กับแม่ของเขาและมาเป็นพ่อของเขา เพื่อที่ครอบครัวของเขาจะได้ไม่ถูกรังแกโดยคนในหมู่บ้าน และตัวเขาก็จะไม่ใช่เด็กไม่มีพ่ออย่างที่ใคร ๆ ในหมู่บ้านเรียก

แต่ว่าชื่อเสียงในหมู่บ้านของเขาแย่มาก ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาสู่ขอแม่ของเขาแต่งงานกลับมีแต่คนที่พิการไม่ก็ขี้โอ่ไร้ค่า เขาจึงอยากแนะนำท่านลุงเหวินไฉที่เป็นถึงผู้ทรงความรู้ในหมู่บ้านให้กับแม่ของเขา แต่แม่ของเขากลับไม่อนุญาตให้เขาเอ่ยชื่อออกมา และไม่ให้เขาข้องแวะกับท่านลุงเหวินไฉด้วย

แม้ว่าหรงสวินจะบาดเจ็บสาหัส เซียวเป่าเอ๋อร์ก็เห็นว่าชายหนุ่มเป็นคนที่ไม่กลัวใคร เมื่อใดที่เขารักษาหาย เขาจะต้องเป็นคนที่ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านตกใจได้ เมื่อรวมกับความฝันของเขา เขาจึงอยากได้อีกฝ่ายมาเป็นพ่อที่ดีของเขาและเป็นคู่สมรสที่ดีของท่านแม่

แต่ดูเหมือนว่าหรงสวินจะไม่ได้ชอบท่านแม่ของเขา เมื่อคิดได้เช่นนี้เซียวเป่าเอ๋อร์ก็ถอนหายใจออกมาและส่ายหัว ไม่แปลกใจที่จะเป็นอย่างนั้นถึงท่านแม่ของเขาจะสวยมากในความคิดของเขา แต่นางกลับผอมจนเห็นกระดูกทั้งยังมีชื่อเสียงไม่ดีไปทั่วทั้งเมืองอีกต่างหาก

“เฮ้อ.....”

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เซียวเป่าเอ๋อร์ก็ลงไปนั่งกับพื้นและร้องไห้อย่างเสียใจ

หรงสวินตกตะลึงกับการเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนี้ เจ้าเด็กคนนี้เป็นอะไรไป?

“ลืมไปเถอะ เซียวหลี เซียวหลี มีพ่อแต่พ่อไม่เลี้ยง ลูกชายก็เป็นแค่เด็กที่พ่อให้กำเนิดแต่ไม่สนใจเลี้ยงดูเหมือนกัน สมควรแล้วจริง ๆ ที่เจ้าไม่มีพ่อ ไม่มีใครให้พึ่งพา”

ยิ่งเขาพูดมากเท่าไร น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาเท่านั้น

หรงสวินมีสีหน้ามืดครึ้ม เขามองไปที่เจ้าตัวน้อยที่กำลังเช็ดน้ำตาขณะที่กำลังพูดกับตัวเอง ซึ่งฟังจากที่เขาพูดสองคนแม่ลูกที่มีแต่แม่และไม่มีพ่อทั้งคู่ ถ้าหากเป็นคนอื่นพูดคงจะไม่เท่าไร แต่ไม่คิดว่าเจ้าเด็กคนนี้เองจะเป็นแบบนั้นด้วย

ถึงแม้ว่ามันจะสมควรกับความดื้อรั้นของเซียวหลี แต่กับเจ้าเด็กคนนี้แล้ว

เขาไม่ได้ผิดอะไร!

“เจ้าหนู เจ้า.....”

“ท่านลุง!”

โดยไม่รอให้หรงสวินได้พูดจบ เป่าเซียวเอ๋อร์หยุดร้องไห้ทันทีและเช็ดน้ำตาของเขาออก เด็กชายลุกขึ้นยืนอีกครั้งและป้อนน้ำแกงไก่ให้เขาต่อ

“ท่านลุงหรง แม่ของข้าใจดีมากเลยนะ”

“ก็อาจจะ”

“ท่านลุงหรง ท่านแม่ของข้าเป็นคนที่สวยมากจริง ๆ นะ ท่านไม่คิดแบบนั้นบ้างเหรอ?”

“ฮ่า ๆ ....ข้าไม่คิดแบบนั้น แต่ถ้าบอกว่ามีใบหน้าโดดเด่นไม่เหมือนใครก็อาจใช่”

“ท่านลุงหรง ท่านแม่ของข้าเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจมาก ท่านไม่อยากที่จะทำความรู้จักกับนางให้มากกว่านี้เหรอ?”

“เจ้าหนู นี่เจ้ากำลังคิดจะหาพ่อให้ตัวเองอยู่หรืออย่างไร?”

เซียวเป่าเอ๋อร์กะพริบตากลมโตของเขามองไปที่      หรงสวินอย่างแน่วแน่แล้วกล่าวในใจว่า ‘ในที่สุดท่านลุงก็เข้าใจ’

เป่าเอ๋อร์มองด้วยสายตาที่คาดหวัง แต่หรงสวินพูดราวกับเทน้ำเย็น ๆ ลงใส่หัวของเขาอีกครั้ง

“ขอโทษด้วย ข้ามีคู่หมั้นแล้ว”

เซียวเป่าเอ๋อร์เม้มปากแน่น ก้มหน้าลงไปอย่างอดทนอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาพูด “เอาล่ะ ท่านแม่ของข้าขึ้นไปบนภูเขาเพื่อเก็บสมุนไพรให้ท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านแม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมยังหกล้มซ้ำอีก เมื่อใดที่ครอบครัวของท่านมาแล้ว ไม่คิดบ้างเหรอว่าแค่ 1 ตำลึงเงินมันจะไม่น้อยเกินไปหน่อยเหรอ?”

“1 ตำลึงเงินน่ะ สำหรับคนอย่างพวกเจ้าแล้วหาไม่ได้ง่าย ๆ ภายในครึ่งปีไม่ใช่รึไง? แค่นี้ก็พอแล้ว”

เซียวเป่าเอ๋อร์ฝืนทนอย่างมาก เมื่อมองไปที่ใบหน้ายิ้มแย้มของหรงสวินแล้ว เขาไม่อาจมองเห็นความตั้งใจที่แท้จริงของหรงสวินเลย เขาคิดอยากได้ผู้ชายเลือดเย็นเช่นนี้มาเป็นพ่อของเขาได้อย่างไร? เขาส่ายหัวโชคดีที่เขาทำไม่สำเร็จ

เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นมา เซียวเป่าเอ๋อร์วางน้ำแกงไก่บนโต๊ะข้างเตียง ‘กินเองก็แล้วกัน’

ปากเล็ก ๆ ของเด็กน้อยกล่าวว่า “ท่านลุงแย่มาก” หลังจากพูดแล้วก็คิดจะจาก แม้เขาจะคิดว่าท่านแม่ของเขาคงจะไม่พูดอย่างนั้น แต่ท่านแม่บอกให้เขานำน้ำแกงไก่มาให้ท่านลุงคนนี้จริง ๆ

“เดี๋ยวก่อน” หรงสวินพยายามขยับร่างกายโดยอดทนต่อความเจ็บปวด แล้วพูดอย่างยากลำบาก “ป้าของเจ้าหายไปในเมืองตั้ง 1 วัน 1 คืนแล้ว ทำไมนางถึงยังไม่กลับมาอีก? ไม่ใช่ว่าที่นี่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองหรอกเหรอ?”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เซียวเป่าเอ๋อร์ก็นึกถึงท่านป้าของเขาขึ้นมา เขามองไปที่หรงสวินด้วยสีหน้าที่เสียใจแล้วส่ายหัวของเขา “ถ้าหากท่านโชคร้ายท่านป้าก็น่าจะอยู่ที่บ่อนพนัน แต่หากท่านโชคดีอีกไม่นานนางก็คงจะกลับมา”

“นางจะไปตามที่ข้าบอกแล้วพาหมอมาไหม?”

“ท่านเป็นคุณชายสูงส่งในสายตาของนาง ข้าคิดว่าบางทีนางอาจจะเชิญหมอถูก ๆ มาให้ท่านก็ได้”

เซียวเป่าเอ๋อร์ตอบอย่างรวดเร็ว แล้วร่างเล็ก ๆ ของเขาเดินอย่างกระฉับกระเฉงออกไปจากห้องแล้วหายไปยังลานบ้าน

หรงสวินถอนหายใจออกมาแล้วพูดกับตัวเอง “คนจนก็มีเหตุผลแบบคนจนล่ะนะ การที่ต้องมาอยู่ในครอบครัวจน ๆ เช่นนี้ช่างน่าสงสารเสียจริง” เมื่อเขานึกถึงเซียวเป่าเอ๋อร์ขึ้นมาแล้ว เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาที่เด็กที่ฉลาดและช่างคิดต้องมาอยู่ในครอบครัวเช่นนี้

หรงสวินอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วหยิบชามขึ้นมา     อืม...น้ำแกงไก่นี่ก็รสชาติไม่ได้แย่อะไร ก่อนหน้านี้ร้องบ่นว่าจน แต่ตอนนี้กลับมีน้ำแกงไก่ให้ทาน แม้จะมีความคิดที่ดีแต่จิตใจอาจจะคิดอะไรสกปรกก็ได้

.........

“ครอบครัวบ้านสาม ในเมื่ออาหลีนั่นไม่เป็นอะไร เจ้าก็ควรจะรีบ ๆ เก็บของได้แล้ว คนในหมู่บ้านต่างก็มารอที่จะส่งเจ้าออกไปจากหมู่บ้านแล้วนะ”

ผู้ที่พูดคือเซียวต้าโหย่ว ผู้เป็นลุงของเซียวหลี

เขามาที่นี่แต่เช้าและเรียกให้ชาวบ้านมากมายมารวมตัวกัน เวลาเพียงแค่ชั่วก้านธูป ทั้งลานบ้านก็เต็มไปด้วยผู้คน

ชาวบ้านส่วนใหญ่เพียงแค่มาดูความสนุกเท่านั้น อย่างไรเสียพอมีคนมากก็ย่อมไม่กลัวที่จะทำการใหญ่

“ครอบครัวบ้านสาม ไม่ต้องทำมาเป็นไร้ยางอายเลยนะ ได้เวลาที่พวกเจ้าจะต้องไปแล้ว”

เซียวต้าโหย่วเดินไปเดินมาโดยไขว้มือไว้ด้านหลัง เขาตะโกนแล้วมองไปในบ้านด้วยความมั่นใจ เมื่อครอบครัวจากไปบ้านหลังนี้จะเป็นของเขา

“พี่ใหญ่ ภรรยาม่ายของน้องสามก็น่าสงสารนะ อย่างไรเสียนางก็เป็นหลานของพวกเราเอง” เซียวโหย่วฟู่บุตรคนที่สองของตระกูลเซียวจงใจพูดเสียงดังขึ้นมา เพื่อให้คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านคิดว่าตัวเขาที่เป็นลูกชายคนที่สองของตระกูลเป็นคนที่มีมโนธรรม

“จริงด้วย พวกนางต่างก็เป็นญาติสนิททางสายเลือดแท้ ๆ?” นางหลิวผู้เป็นภรรยาของเซียวโหย่วฟู่กล่าวพลางแสร้งยกมือปิดหน้าพร้อมเสียงสะอื้น “ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารอะไรเช่นนี้”

“ข้าขอถามสะใภ้สองว่า เจ้าจะร้องไห้ทำไม? สะใภ้สามยังไม่ตายเสียหน่อยแล้วก็ไม่ได้จัดงานศพกันด้วย เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์หรือ?” นางถังผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเซียวกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูถูก นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าครอบครัวบ้านสองนั้นมีไหวพริบและเจ้าเล่ห์ พวกเขาเองก็อยากได้ที่ดินผืนนี้เช่นกัน

คนดีเขาไม่ทำอะไรลับหลังผู้อื่น ถ้าคิดจะกำจัดผู้อื่นเพื่อเอาที่ดินแล้วละก็อย่าแกล้งทำเป็นคนดี ดังนั้นนางถึงได้ดูหมิ่นสะใภ้สองที่ทำตัวเป็นคนดี

“พะ....พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านโหดร้ายเกินไปแล้ว”

“ทำไม? ถามผู้คนที่นี่ดูก็ได้ ว่ามีใครบ้างที่ไม่อยากจะไล่ตัวซวยพวกนี้ออกไปจากหมู่บ้าน?”

นางถังกวาดสายตามองผู้คนที่ยืนอยู่ที่ลานกว้าง แต่กลับมีคนที่ตอบเพียง 2 - 3 คนเท่านั้น พวกเขาเกลียดชังครอบครัวนี้ที่ทำตัวผิดศีลธรรมและทำลายฮวงจุ้ยในหมู่บ้าน

แต่ก็มีหลายคนที่สงสารหญิงม่ายของครอบครัวบ้านสามเช่นกัน

“พี่เซียวหลีเป็นคนดี”

มีเสียงตอบอ่อย ๆ ท่ามกลางฝูงคนที่ต่อต้าน นางได้ก้มหัวของนางลง แต่ทันทีที่นางพูดจบป้าของนางที่อยู่ด้านข้างก็ยกมือปิดปากนาง

“เซียวซีซี เจ้าเป็นสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้ออกเรือน อย่าได้พูดอะไรที่เหลวไหลเช่นนั้นออกมา ทำไมเจ้าถึงได้คิดว่าเซียวหลีที่ท้องก่อนแต่งเป็นคนดีไปได้เล่า?” นางถังเบนเข็มไปเล่นงาน   เซียวซีซีแทน “นี่ เจ้าออกมาดูลูกสาวของเจ้าหน่อย อย่าปล่อยให้ลูกของเจ้ามาทำอะไรแหกคอกเช่นนี้ ระวังจะไม่มีที่ให้ร้องไห้”

“คนใจกว้างแซ่ถัง เจ้าอย่ามาพูดอะไรเสีย ๆ หาย ๆ ใส่คนอื่นนะ ข้าน่ะอบรมลูกสาวข้าดีอยู่แล้ว”

หวังกุ้ยฮวา มารดาของเซียวซีซีออกมาตอบโต้ นางไม่ชอบคนพวกนี้ อีกทั้งตัวนางเองก็เคยเป็นเด็กกำพร้าและยังเป็นแม่ม่ายอีก สามีของนางนั้นเสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว นางดูแลแม่สามีแล้วยังต้องเลี้ยงลูกอีกสองคนและยึดมั่นในสามีที่เสียไป นางเป็นผู้หญิงที่เคยได้รับรางวัลแผ่นป้ายศีลธรรมของอำเภอ ทำให้คนในหมู่บ้านพากันนับถือนาง

“เอะอะอะไรกัน? เซียวต้าโหย่วเจ้าดูแลภรรยาของเจ้าหน่อยได้ไหม?” เสียงของชายชราอายุกว่า 60 ปีดังออกมาจากในหมู่ฝูงชนโดยที่มือของเขาไขว้หลังอยู่ ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็พาหลีกทางให้เขา

จบบทที่ บทที่ 8 เสียใจด้วยนะ ข้ามีคู่หมั้นแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว