- หน้าแรก
- สวีเจ๋อ คนซื่อคนสุดท้ายแห่งโลกบ่มเพาะ
- ตอนที่ 35 เจตนาล้ำลึกของข้า (ยาว)
ตอนที่ 35 เจตนาล้ำลึกของข้า (ยาว)
ตอนที่ 35 เจตนาล้ำลึกของข้า (ยาว)
ตอนที่ 35 เจตนาล้ำลึกของข้า (ยาว)
ภายในหอยอดอัจฉริยะ
ทันทีที่ปิดประตูลง สีหน้าของสวีเจ๋อก็กลับคืนสู่ความปกติ แฝงรอยยิ้มบางเบาไว้บนใบหน้า
นับตั้งแต่การประลองกับฉีหมิงเมื่อวาน ที่เคล็ดเที่ยงธรรมผนึกปีศาจเกือบหลุดควบคุม สวีเจ๋อก็เริ่มให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของตนมากขึ้น หากมีความคิดใดที่ติดขัดไม่ราบรื่น ก็ต้องรีบหาทางระบายออกในทันที
ดังเช่นเมื่อครู่ พอได้โต้กลับไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นทันตา ร่างกายและจิตใจก็เบาสบายขึ้นมาก
[ที่แท้เคล็ดเที่ยงธรรมผนึกปีศาจนี้ มิได้เพียงบ่มเพาะขอบเขต แต่ยังขัดเกลาจิตใจ ถึงว่า… เมื่อบ่มเพาะแล้วก็เป็นคนดีมีศีลธรรม]
สวีเจ๋อลอบพยักหน้าภายในใจ ความสามารถควบคุมจิตตนเองนั้น เห็นได้ชัดว่าก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น
เหล่าผู้บ่มเพาะหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้าง ยังคงมีท่าทีเหม่อลอยอยู่บ้าง
ไข่มุกแห่งตระกูลม่อแห่งทวีปซีคุน ออกจากด่านบ่มเพาะแล้วหรือ? แถมยังจะสังหารท่านจ้าววิหารใหญ่?
ทว่าท่านจ้าววิหารใหญ่กลับสวนกลับไปด้วยถ้อยคำอันเฉียบคม แล้วตอนนี้ยังนั่งยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านราวหมูตายไม่กลัวน้ำร้อน…
ช่างลึกซึ้งเกินหยั่ง ไม่เสียทีที่เป็นจ้าววิหารใหญ่!
เหล่าผู้บ่มเพาะหนุ่มต่างรู้สึกเลื่อมใสจากใจ เพราะชื่อเสียงด้านอุปนิสัยของไข่มุกตระกูลม่อนั้น พวกเขาล้วนรู้ดีอยู่แล้ว
“เอาล่ะ เรามาคุยเรื่องเมื่อครู่ต่อ พวกเจ้าวิหารไก่ รู้ที่อยู่ของวิหารเทพอื่นหรือไม่?” สวีเจ๋อก้าวเข้ามาพลางถามยิ้มๆ
บัดนี้ สิ่งที่เขาสนใจที่สุดก็คือวิหารสิบสองเทพ ไม่ว่าต้นกำเนิดจะเป็นเช่นไร ขอเพียงรวบรวมคัมภีร์เคล็ดของทั้งสิบสองวิหารได้ครบถ้วน เคล็ดเที่ยงธรรมผนึกปีศาจก็จะสมบูรณ์ไร้บกพร่อง
“ท่านจ้าววิหารใหญ่ เรื่องนี้ต้องถามหัวหน้าฝ่ายจึงจะกระจ่าง”
“แต่ด้วยฐานะของหัวหน้าฝ่าย เกรงว่ายังไม่มีสิทธิ์รู้ความจริง คงต้องไปถามท่านจ้าววิหารไก่โดยตรง” ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งเอ่ย
สวีเจ๋อชะงัก “ที่อยู่ของวิหารอื่น ปิดเป็นความลับถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ท่านจ้าววิหารใหญ่ไม่ทราบ ที่แท้หลายปีก่อน วิหารสิบสองเทพเคยเกิดสงครามใหญ่ภายใน แย่งชิงคัมภีร์เคล็ดหมายจะรวมเป็นหนึ่ง แม้สุดท้ายจะล้มเหลว แต่หลังจากนั้น สิบสองวิหารก็แทบไม่ติดต่อกัน ต่างก็เลือกซ่อนตัวในสถานที่ลับ และนานๆ จึงจะเผยตัวในโลก”
“ที่แท้ก็เพื่อป้องกันคนกันเองนี่เอง!” สวีเจ๋อถึงบางอ้อ
“เอ่อ… ท่านจ้าววิหารใหญ่ พวกเราก็เป็นเพียงศิษย์สาขารองของวิหารไก่ รู้ความจริงไม่มากนัก เรื่องละเอียดคงต้องถามหัวหน้าฝ่าย” เหล่าผู้บ่มเพาะหนุ่มเผยสีหน้าลำบากใจ
“เช่นนั้น หัวหน้าฝ่ายของพวกเจ้าจะมาถึงเมื่อใด?” สวีเจ๋อเอ่ยถาม
ก่อนหน้านี้สวีเจ๋อได้ไถ่ถามคนกลุ่มนี้ไปแล้ว ก็ทราบว่าพวกเขาเป็นเพียงศิษย์สาขารองของวิหารไก่ ฐานะยังตื้นเขิน จึงยังไม่มีสิทธิ์รับการถ่ายทอดเคล็ดปีกเพลิง แน่นอนว่า… ในสายตาสวีเจ๋อแล้ว ชื่อที่ถูกต้องควรเป็น บัวเพลิงไท่หยิน
ดังนั้น หากอยากได้เห็น หรือกระทั่งได้ครอบครองบัวเพลิงไท่หยิน ก็มีเพียงต้องไปพบกับหัวหน้าฝ่าย ที่พวกเขากล่าวถึงเท่านั้น
ทว่าหัวหน้าฝ่ายผู้นี้ ที่แท้ตำแหน่งก็มิได้สูงส่งอันใด แท้จริงคือ หัวหน้าฝ่ายสาขารองวิหารไก่ แห่งวิหารสิบสองเทพ ประจำเมืองเทียนเหอ
กล่าวโดยง่าย ก็เป็นเพียงผู้ถูกส่งมาประจำการที่เมืองเทียนเหอเท่านั้น — ซึ่งในแผ่นดินชิงซื่อ ไม่ว่าจากสำนักหรือกองกำลังใด หากถูกส่งมาประจำที่นี่ ก็แทบไม่ต่างจากถูกเนรเทศไปชายแดน
จึงพอคาดเดาได้ว่าหัวหน้าฝ่ายผู้นี้ ฐานะในวิหารไก่นั้นต่ำต้อยเพียงใด
“ท่านจ้าววิหารใหญ่ ก่อนหัวหน้าฝ่ายจะไป ได้กำชับเราว่า หากถึงฟ้ามืดแล้วยังไม่มาพบ ก็ให้เราพาท่านออกเดินทางตรงไปยังสำนักงานใหญ่แห่งทวีปตงเฉียน” ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ว่าจบก็เหลือบมองท้องฟ้าด้านนอกที่มืดมิดอีกครั้ง ก่อนหันกลับมามองสวีเจ๋อ พร้อมเผยสีหน้าว่า “ท่านคงเข้าใจความหมายแล้วกระมัง”
“หัวหน้าฝ่ายของพวกเจ้า… คงไม่ถึงกับดวงกุดหรอกกระมัง? วันนั้นข้าเคยประมือกับโหวซานเยว่มาแล้ว ฝีมือเขาก็มิใช่เลว” สวีเจ๋อถาม พลางทำเมินต่อคำใบ้ของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง
หัวหน้าฝ่ายที่พวกเขากล่าวถึงนี้ แท้จริงก็คือบุรุษลึกลับที่แอบลอบช่วยเหลือเขาในวันนั้นนั่นเอง
“ท่านจ้าววิหารใหญ่วางใจได้เถิด หัวหน้าฝ่ายของเรานั้น เพียงแต่กดข่มพลังลงมาประจำการที่เมืองเทียนเหอ หากอยู่ภายนอกแล้ว พลังฝีมือหาได้ด้อยกว่าโหวซานเยว่ไม่ การจะเอาตัวรอดย่อมไม่ใช่เรื่องยาก” เหล่าผู้บ่มเพาะกล่าวขึ้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจในพลังของหัวหน้าฝ่ายผู้นั้น
สวีเจ๋อพยักหน้าเบาๆ วันนั้นโหวซานเยว่เลือกที่จะถอยหนี คิดไปก็พอเข้าใจได้ หากตนจับมือกับหัวหน้าฝ่ายคนนั้นจริง โหวซานเยว่คงยากที่จะหนีรอด
เพียงแต่เมื่อย้อนคิดแล้วก็ยังอดเสียดายมิได้ หากตอนนั้นตนเองไล่ตามไปด้วย เกรงว่าบัดนี้คงได้ครอบครอง “กระบี่สะท้านปฐพีแปดทิศ” ของวิหารลิงมาแล้ว
“ท่านจ้าววิหารใหญ่…”
ครานั้น เหล่าผู้บ่มเพาะก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง จ้องมองสวีเจ๋อพลางลองหยั่งถามว่า “ท่านดูสิ บัดนี้ฟ้าก็มืดแล้ว หัวหน้าฝ่ายยังไม่กลับมา ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นเช่นไร?”
“ไปทวีปตงเฉียนรึ? เวลานี้เกรงว่ายังไปไม่ได้… ก่อนหน้านี้ฉีหมิงเคยกล่าวไว้ว่า หุบเขายอดอัจฉริยะถูกปิดผนึกแล้ว และอีกอย่าง…” สวีเจ๋อส่ายหน้าตอบ
“ท่านจ้าววิหารใหญ่ไม่ต้องกังวล หัวหน้าฝ่ายของเราประจำอยู่เมืองเทียนเหอมานานนัก รู้จักเส้นทางลับหนึ่ง สามารถตรงจากเมืองเทียนเหอไปถึงทวีปตงเฉียนได้” ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งรีบกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“ก็ยังไม่อาจไปได้อยู่ดี” สวีเจ๋อส่ายหน้าอีกครั้ง ก่อนเอ่ยต่อ “ภายนอกเวลานี้ คงมีดวงตานับไม่ถ้วนจับจ้องอยู่ที่ข้า หากร่วมทางไปด้วยกัน เกรงว่าพวกเจ้าจะถูกลากไปด้วย ข้าขอแนะว่าพวกเจ้าควรไปก่อน ไม่ต้องใส่ใจข้า”
เขาเข้าใจสภาพของตนเองเป็นอย่างดี ภาพบันทึกที่สำนักข่าวสารเผยแพร่ออกไปนั้น ย่อมดึงดูดสายตาจากทั่วหล้า
ไข่มุกแห่งตระกูลม่อนั้นเป็นเพียงภัยตรงหน้า ส่วนภัยที่ซ่อนอยู่… เพียงพวกวิหารที่ทรยศไปแล้ว ก็มีหลายแห่งทีเดียว
เหล่าผู้บ่มเพาะฟังแล้วถึงกับชะงักไป
สตรีผู้บ่มเพาะคนหนึ่งเอ่ยด้วยความร้อนรนว่า “ท่านจ้าววิหารใหญ่ ท่านยังไม่ไว้วางใจพวกเราหรือ? แต่พวกเราจริงใจภักดีต่อท่านมาโดยตลอด วิหารไก่ไม่เคยคิดทรยศเลย”
“ใช่แล้วท่านจ้าววิหารใหญ่ รหัสลับนั้นแท้จริงแล้วยังมีคำตอบอีกแบบ— ‘ไก่เปลี่ยน คู่ไม่เปลี่ยน หมู่ไก่ไม่ทรยศ’” อีกคนก็รีบเสริม
“…” มุมปากสวีเจ๋อกระตุกเล็กน้อย
เขามิได้เคลือบแคลงในตัวคนเหล่านี้ และแม้กระทั่งหัวหน้าฝ่ายที่พวกเขากล่าวถึงก็เช่นกัน
หากคิดร้ายต่อตน วันนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกมาช่วย เพียงแอบซุ่มรอเวลา ก็อาจหาทางสังหารตนและโหวซานเยว่ได้ง่ายดาย
ส่วนคนเหล่านี้ แม้พลังจะอ่อน แต่เมื่อวานกลับพุ่งออกมาช่วยตนอย่างไม่คิดชีวิต เกือบถูกฉีหมิงฆ่าตาย
ยิ่งกว่านั้น เหล่าศิษย์พี่ของพวกเขาที่ถูกฉีหมิงสังหาร เช่น จางจิ่วเฟิงและอีกหลายคน ล้วนเป็นผู้มีใจอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม
คนเช่นนี้ สวีเจ๋อไม่มีเหตุผลจะต้องระแวงอีก
เพียงแต่ ในสภาพการณ์นี้ หากออกไปพร้อมกัน ต่อให้เขามีวิธีเอาชีวิตรอดมากมาย แต่สำหรับคนเหล่านี้แล้ว… กลับยากจะรับประกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุที่เขามิได้ขัดขวางการที่สำนักข่าวสารส่งภาพบันทึกออกไป ก็เป็นความตั้งใจของเขาเอง หากเพราะเหตุนี้กลับทำให้พวกเขาต้องถูกลูกหลง เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ด้วยเหตุนี้ สวีเจ๋อจึงจำต้องอธิบายด้วยความหวังดี พิจารณาทั้งด้านคุณและโทษ แล้วเปรียบเทียบตามฝีมือ
ใจความโดยสรุปคือ — พวกเจ้ามีพลังอ่อนเกินไป หากร่วมทางกับข้า นอกจากจะไม่ช่วยอะไรได้แล้ว ยังอาจต้องสังเวยชีวิตเปล่าๆ
เหล่าผู้บ่มเพาะจึงยอมเชื่อฟัง ตกลงจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน พร้อมทิ้งแผนที่เส้นทางลับไว้ให้
ก่อนจากไปนั้น เเม่สาวผู้บ่มเพาะคนหนึ่งเอาเเต่หันกลับมามองสวีเจ๋ออยู่บ่อยครั้ง ราวกับมีถ้อยคำอยู่ในใจเเต่ไม่กล้าพูดออกมา
เหล่าผู้บ่มเพาะคนอื่นเห็นท่าทางเช่นนั้นก็พากันทอดถอนใจ คนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านจ้าววิหารใหญ่ ศิษย์น้องจางหลินนิสัยค่อนข้างเก็บตัว นางอยากจะ…”
“ไม่ได้ เรื่องนี้อย่าได้คิด”
สวีเจ๋อรีบขัดขึ้น สีหน้าขรึมขลัง “ทั้งวันมานี้ ข้าสังเกตแววตาที่นางมองข้า ล้วนเป็นความจริงจากใจ เดิมทีข้าสามารถทำเป็นไม่เห็น ไม่รู้เรื่อง หวังให้นางยับยั้งชั่งใจบ้าง แต่ในเมื่อพูดกันมาถึงเพียงนี้แล้ว ข้าก็จะพูดตรงๆเลย
ตอนนี้ข้าไม่คิดเรื่องความรัก เพียงอยากดำรงตนให้มั่น และมุ่งสู่หนทางบ่มเพาะเท่านั้น”
“หา? เรื่องนี้…” เหล่าผู้บ่มเพาะถึงกับตะลึงงัน
จางหลินเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงซ่าน รีบร้อนกล่าวว่า “ไม่ใช่นะท่านจ้าววิหารใหญ่ ข้า…”
“เจ้าต้องหัดควบคุมตนเอง อย่าเผลอมีใจให้ใครง่ายดายนัก เจ้าเป็นสตรีที่ดี แต่ข้าไม่อยากทำลายความจริงใจของเจ้า จงหาคู่ครองที่เหมาะสมเถิด”
ว่าจบ “ปัง!” ประตูก็ถูกปิดลงอย่างแรง
สวีเจ๋อถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนหยิบพู่กัน กระดาษ และแท่นหมึกจากชั้นหนังสือ ก้าวขึ้นชั้นบนไป
ภายนอก เหล่าผู้บ่มเพาะมองหน้ากันด้วยความงุนงง
“ท่านจ้าววิหารใหญ่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ศิษย์น้องจางหลินเพียงอยากขอบคุณท่าน ที่ล้างแค้นให้ศิษย์พี่หลี่พวกเขาเท่านั้น” ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งตะโกนบอกผ่านประตู
“เฮ้อ… ไม่ต้องพูดมากแล้ว” เสียงถอนหายใจดังมาจากหน้าต่างชั้นบน
ทันใดนั้น แผ่นกระดาษสีขาวก็ลอยร่วงลงมาจากหน้าต่าง
“ท่านทั้งหลาย ช่วยนำจดหมายนี้ไปมอบให้แม่นางจางหลินด้วย”
สิ้นเสียง หน้าต่างชั้นบนก็ “ปัง” ปิดลงอีกครั้ง
ทุกคนรับแผ่นกระดาษที่ปลิวลงมา พลันเห็นอักษรเขียนไว้ว่า — “จดหมายปฏิเสธ ถึงแม่นางจางหลิน”
ทันใดนั้น เหล่าผู้บ่มเพาะก็ยืนแข็งราวถูกสาป ก่อนสีหน้าจะพลันเปลี่ยนไป
“โอ้… มีกลิ่นอายวิถีที่ทรงพลังยิ่งนัก”
“ทุกเส้นทุกริ้ว เหมือนกับกระบี่ของผู้บ่มเพาะกระบี่ระดับสูง กำลังร่ายรำอยู่บนกระดาษ”
“ศิษย์น้องจางหลิน… นี่มันคือเคล็ดกระบี่ที่ท่านจ้าววิหารใหญ่มอบให้เจ้า!”
ทุกคนตื่นตะลึงเป็นล้นพ้น ก่อนส่งจดหมายให้จางหลินซึ่งใบหน้าแดงจัด
นางเห็นคำว่า “จดหมายปฏิเสธ” บนหน้ากระดาษแล้วแทบอยากฉีกมันทิ้งด้วยความโกรธ
ทว่าพอเพียงชำเลืองมองแวบแรก ก็พลันถูกตัวอักษรนั้นดึงดูดเข้าอย่างจัง ราวกับในความพร่ามัวปรากฏเงาร่างเล็กๆผู้หนึ่ง ยืนอยู่เหนือกระดาษ แล้วร่ายรำเคล็ดกระบี่อันล้ำลึกให้เห็นอยู่ตรงหน้า
นางเองก็เป็นผู้บ่มเพาะกระบี่อยู่แล้ว การหยั่งรู้จึงลึกซึ้งกว่าผู้อื่น และยังไวต่อความรู้สึกยิ่งกว่าใคร
สัญชาตญาณบอกนางว่า เคล็ดกระบี่ชุดนี้มิใช่ของธรรมดา อีกทั้งยังแฝงด้วยกลิ่นอายวิถีที่ล้ำลึกเกินหยั่ง
จางหลินรีบกางจดหมายออก ภายในมีเพียงถ้อยคำสั้นๆ ไม่กี่ประโยค ลอยเด่นออกมาว่า —
“แม่นางจงมุ่งเหนือไปเถิด ข้าขอหันใต้เพียงมอง
จากนี้ต่างก็แยกทาง ขอให้ท่านรักษาตนให้ดี
คราใดพบคู่ครองอันเหมาะสม จงร่วมสร้างนครแห่งความสุข
ให้แสงอุ่นอยู่เคียงตลอดกาล”
จางหลินไม่ทันได้สนใจความหมายของถ้อยคำ เพียงรู้สึกว่าจิตใจว่างเปล่า ถูกดึงเข้าสู่ลวดลายอักษรนั้นอย่างลึกซึ้ง
บนแผ่นจดหมายตรงหน้า เงาร่างเล็กผู้หนึ่งยังคงร่ายรำกระบี่ไปตามจังหวะเส้นอักษร กระบี่นั้นดุดันราวแทงทะลุสรรพสิ่ง ทว่าทุกครั้งที่กระบวนเปลี่ยนกลับอ่อนโยนโอบอุ้มสรรพสิ่งได้ในคราวเดียว
“ช่างเป็นเคล็ดกระบี่ที่ผสานทั้งความแข็งและอ่อนอย่างแท้จริง เพียงท่วงท่าก็ล้ำลึกถึงเพียงนี้ กลิ่นอายวิถีที่แฝงอยู่ยิ่งเกินคาดหมาย” จางหลินพึมพำแผ่วเบา ในใจเต็มไปด้วยความตะลึง
“นี่… นี่อย่างน้อยก็เป็นเคล็ดกระบี่ระดับสอง” นางเงยหน้าขึ้น เอ่ยกับเหล่าศิษย์พี่น้องด้วยลมหายใจเร่งร้อน
ต้องรู้ไว้ว่า ต่อให้เป็นสำนักสูงสุดแห่งทั้งสี่ทวีป นอกจากวิชาพรสวรรค์จากสายโลหิตของเหล่ายอดอัจฉริยะแล้ว เคล็ดและวิชาสุดยอดอื่นๆของสำนัก ก็เพียงระดับสองเสียเป็นส่วนใหญ่
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านจ้าววิหารใหญ่จงใจทำเช่นนี้ แกล้งแต่งเรื่องไร้สาระขึ้นมาเพื่อเขียนจดหมาย แท้จริงคือเพื่อมอบเคล็ดกระบี่นี้แก่ศิษย์น้องหลิน”
“ไม่… ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงนั้น หากท่านจ้าววิหารใหญ่จะมอบเคล็ดกระบี่ เหตุใดต้องอ้อมค้อมถึงเพียงนี้ แถมยังระบุให้มอบจดหมายแก่ศิษย์น้องหลินโดยเฉพาะ…” ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งพูดถึงตรงนี้ก็เผยรอยยิ้มมีนัยลึก
“หากข้าเดาไม่ผิด ท่านจ้าววิหารใหญ่คงมีใจต่อศิษย์น้องหลินเป็นพิเศษ”
“ศิษย์พี่หลิว ท่าน…ท่านพูดอะไร ขะ…ข้าไม่อยากเถียงด้วยแล้ว” จางหลินหน้าขึ้นสีแดงก่ำ ตวัดเท้าอย่างขัดเขินพลางคว้าจดหมายแล้วหมุนตัววิ่งหนีไป
คนที่เหลือสบตากันก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
จากนั้นก็พร้อมใจกันเงยหน้ามองไปยังหน้าต่างชั้นบน แล้วตะโกนว่า “ขอบคุณท่านจ้าววิหารใหญ่!”
สิ้นคำก็พากันเดินจากไป
สวีเจ๋อนั่งอยู่ในห้อง กำลังหยิบเสื้อผ้าสะอาดเตรียมอาบน้ำ พลันได้ยินเสียงเอะอะข้างนอก คล้ายเป็นคำขอบคุณ
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ต่อไปพูดจาคงไม่ควรตรงเกินไปนัก มิเช่นนั้นง่ายที่จะทำร้ายผู้อื่น และยังทำให้เขาไม่มีทางถอย แต่หากใช้จดหมายปฏิเสธแทน ถ้อยคำต้องตรงแต่แฝงความอ้อมอ้อม รูปประโยคต้องงดงามพอสมควร อีกฝ่ายก็จะยอมรับเจตนาดีของข้าได้”
บนใบหน้าสวีเจ๋อปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ รู้สึกว่าตนเองได้พัฒนาไปอีกขั้น ครานี้หากจะปฏิเสธใคร ก็สมควรทำเช่นนี้ต่อไป
ชั่วครู่ต่อมา สวีเจ๋อก็สมหวังเสียที ได้อาบน้ำร้อนอย่างสบายตัว เปลี่ยนเป็นอาภรณ์ใหม่สะอาดหมดจด แล้วเดินออกจากห้องล้างหน้าอย่างสดชื่นเริงใจ ก่อนเอนกายลงบนเก้าอี้โซฟานุ่มละมุน
ทันที… ร่างกายก็ผ่อนคลาย
หากยามนี้ได้ดื่มน้ำอัดลมแบบแช่เย็นสักกระป๋อง…
“อืม พูดถึงน้ำอัดลม ก็ลืมไปเลยว่าจะสอบถามเสียหน่อย ว่าเสี่ยวจางพวกเขาหายไปไหนกัน”
สวีเจ๋อเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าไม่เพียงแต่จางฉาง แต่รวมถึงพวกองครักษ์หอยอดอัจฉริยะทั้งหมด ดูเหมือนจะหายตัวไปนานเกินสามวันแล้ว
วันนี้ตอนคุยกับจางหลินและอีกหลายคนเรื่อง ราตรีสะกดวิญญาณแห่งเมืองเทียนเหอ เขาถึงได้รู้ว่าคืนราตรีสะกดวิญญาณนั้น ห้ามผู้ใดเอ่ยวาจาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำบอกใบ้ก็หาได้ เพราะจะต้องถูกคำสาป จนสิ้นชีพอย่างไร้สาเหตุ
เรื่องนี้ทำให้สวีเจ๋อสนใจไม่น้อย และก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาเลือกจะพักอยู่เมืองเทียนเหอต่ออีกหลายวัน
แต่ถ้าจางฉางพวกเขาออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงราตรีสะกดวิญญาณ เหตุใดจนป่านนี้ยังมิได้กลับมา?
“หรือจะเกี่ยวข้องกับวิหารลิงจริงๆ?” สวีเจ๋อขมวดคิ้ว
เขาจำได้ดีว่าหลังราตรีสะกดวิญญาณเพียงหนึ่งวัน จางฉางและองครักษ์ก็ยังไม่กลับมา ขณะเดียวกันโหวซานเยว่ก็บุกมาถึง
ครั้นคิดถึงตรงนี้ สวีเจ๋อก็ลุกขึ้นอีกครั้ง สวมเสื้อคลุมแล้วก้าวออกจากห้อง
เวลานั้นฟ้าก็มืดลงแล้ว บางทีเพราะเพิ่งผ่านศึกใหญ่มา เมืองเทียนเหอในราตรีนี้จึงดูเงียบเหงาซบเซาเป็นพิเศษ
บนถนนแทบไม่เห็นแม้เงาคน ข้างฝั่งตรงข้าม โรงเตี๊ยมชางอวิ๋น ก็ปิดประตูตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ได้เปิดทำการ
สวีเจ๋อจึงได้แต่เดินต่อไป ข้ามถนนวกเลี้ยวผ่านตรอกหลายสาย ในที่สุดก็พบโรงสุราเล็กๆแห่งหนึ่ง มีผู้บ่มเพาะราวสิบกว่าคนนั่งดื่มเหล้าระบายอารมณ์กันอยู่
“สหายทั้งหลาย ข้าขอรบกวนสักครู่” สวีเจ๋อก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนได้ยินเสียงก็หันมามอง ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วใบหน้าก็ฉายแววยินดีปรีดา
“อ้าว ที่แท้ก็คือยอดอัจฉริยะสวี”
“ศึกเมื่อคืน ยอดอัจฉริยะสวีทำให้พวกเราลืมไม่ลง คิดไม่ถึงว่าสายผู้บ่มเพาะกายจะทรงพลังได้ถึงเพียงนี้”
“ใช่แล้ว แม้ยอดอัจฉริยะสวีจะมีสายเลือดมนุษย์ธรรมดา แต่ก็เดินบนเส้นทางที่แตกต่าง”
“สมแล้วที่เป็นยอดอัจฉริยะ!”
ผู้คนสิบกว่าชีวิตพากันสรรเสริญสวีเจ๋ออย่างเกินจริง
สวีเจ๋อฟังแล้วก็อดงุนงงมิได้ เขาเองก็มิได้เดินบนเส้นทางสายผู้บ่มเพาะกายล้วนเสียหน่อย
ศึกเมื่อวาน เขาใช้วิชากายถึงสิบสามชนิดสลับกันไปมา ตอนโจมตีฉีหมิงก็เปลี่ยนใช้กระบวนหมัดกว่ายี่สิบแบบ ระหว่างนั้นยังร่ายวิชาม่านพลังเฉียนคุนเพื่อปกป้องสิ่งรอบข้าง ไม่เช่นนั้นซากปรักตรงนั้นคงกลายเป็นหลุมมหึมาไปแล้ว
พวกนี้… ไม่มีใครดูออกเลยหรือ?
ช่างเถอะ เอาเป็นว่าถามเรื่องสำคัญก่อนดีกว่า
สวีเจ๋อส่ายศีรษะเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า “สหายทั้งหลาย ข้าอยากสอบถามหน่อยว่า เคยมีผู้ใดพบเจอจางฉาง ผู้ดุแลหอยอดอัจฉริยะหรือไม่?”
“จางฉาง?”
ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย
แต่มีคนหนึ่งตอบขึ้นทันทีว่า “ยอดอัจฉริยะสวี คืนราตรีสะกดวิญญาณก่อนหน้านี้ ข้าเห็นเขาอยู่ เขาดูเหมือนจะไปทางทิศตะวันออกของหุบเขายอดอัจฉริยะ พร้อมพวกองครักษ์ของหอยอดอัจฉริยะ”
“ทางตะวันออกของหุบเขายอดอัจฉริยะ? ที่นั่นคือที่ใด?” สวีเจ๋อถามต่อ
“ถ้าไปทางตะวันออกเรื่อยๆจะผ่านหุบเขาหลับใหลแห่งยอดอัจฉริยะ แล้วจากนั้นไปอีกก็จะถึงทวีปตงเฉียน”
ผู้บ่มเพาะคนนั้นพูดถึงตรงนี้ คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยอย่างตกใจว่า “จริงสิ! เทพดาบหลี่ ก็อยู่ในทวีปตงเฉียน หรือว่าพวกเขาจะไปต้อนรับเทพดาบหลี่กัน?”
(จบตอน)