- หน้าแรก
- เจียงเยี่ยนเทียน ระบบอัปยศพระเอก
- ตอนที่ 39 กล่าวว่าจะเฆี่ยน ก็ต้องเฆี่ยน!
ตอนที่ 39 กล่าวว่าจะเฆี่ยน ก็ต้องเฆี่ยน!
ตอนที่ 39 กล่าวว่าจะเฆี่ยน ก็ต้องเฆี่ยน!
ตอนที่ 39 กล่าวว่าจะเฆี่ยน ก็ต้องเฆี่ยน!
เมื่อหนวนตงได้ยินดังนั้น ก็มิได้รอช้า มืออันงามละมุนพลิกไปมา ฉับพลันแส้ยาวสีโลหิตก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนาง
นางยื่นสองมือประคองแส้นั้น ค้อมกายส่งมอบให้แก่เจียงเยี่ยนเทียนด้วยความเคารพ
เจียงเยี่ยนเทียนคว้าหมับที่ด้ามแส้ แล้วสะบัดออก!
ชวับ! ป้าบ!!
เสียงแส้ฟาดกระทบพื้นดังก้อง ทิ้งรอยเฆี่ยนลึกไว้บนพื้นดิน พลันสะท้อนประกายเยียบเย็นออกมา
“เจียงเยี่ยนเทียน! เจ้าคิดจะทำสิ่งใด! เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน!”
“ต่อหน้าท่านเจ้าสำนัก เจ้า…เจ้ากล้ากระทำการเช่นนี้ได้อย่างไร! เจ้าไม่กลัวเลยหรือ!”
เจียงเยี่ยนเทียนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “เหอะ! ข้าคือผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติแห่งสายคุมกฎ! เย่เฟิง เจ้าคิดว่าข้าจะไม่กล้าหรือ?!”
คำพูดยังไม่ทันขาด แส้โลหิตในมือก็สะบัดฟาดลงไปอย่างไร้ความปรานี!
ป้าบ!
“อ๊ากกก!!!” เย่เฟิงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แทบจะทรงกายไว้ไม่อยู่
แส้โลหิตนี้หาใช่แส้ธรรมดาไม่ แต่มันคือศาสตราแห่งการลงทัณฑ์ที่เจียงเยี่ยนเทียนประทานให้แก่หนวนตง
ต่อให้เป็นเจ้าสำนักถูกเฆี่ยนด้วยแส้นี้ ก็ต้องร้องโหยหวนเป็นแน่!
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองมีโทษอันใด!”
แส้ถูกเงื้อขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะสะบัดลงอย่างรุนแรงอีกครา
ป้าบ!
“อ๊ากกกก!!!”
【ติ๊ง! เย่เฟิงได้รับความทรมานทั้งกายและใจ ค่าความอัปยศ +5000】
“บังอาจล่วงเกินเบื้องสูง นี่คือความผิดประการแรก!”
ป้าบ!!
“อ๊ากก!!” เย่เฟิงดิ้นเร่าอยู่กับพื้น ราวกับหนอนดิ้นพล่าน
“ป้ายสีผู้อาวุโส นี่คือความผิดประการที่สอง!”
ป้าบ!!
“อ๊ากกก!!”
“เมินเฉยต่อคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ นี่คือความผิดประการที่สาม!”
ป้าบ!!
เจียงเยี่ยนเทียนกล่าววาจาแต่ละประโยค ก็ฟาดแส้ออกไปหนึ่งครั้ง
และทุกการลงทัณฑ์ล้วนเป็นไปโดยชอบธรรม ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน!
มีเพียงเย่เฟิงเท่านั้นที่รู้ดีว่า…แท้จริงแล้ว การลงโทษได้สิ้นสุดตั้งแต่ครั้งที่ห้าแล้ว!
เวลานี้ เจียงเยี่ยนเทียนฟาดแส่ไปกว่ายี่สิบครั้งแล้ว จากที่เริ่มต้นด้วยเหตุผลอันสมควร บัดนี้กลับกลายเป็นการหาเรื่องป้ายสีไปเสียแล้ว
“กินข้าวแล้วมิได้ล้างมือ โทษประการที่ยี่สิบห้า!”
ป้าบ!!
“ขณะฟังธรรมกลับมัวแต่แคะเท้า โทษประการที่ยี่สิบหก!”
ป้าบ!!
ผู้อาวุโสฮวาโย่วเชวี่ยแห่งสายโอสถ ขบกรามแน่น กล่าวอย่างอดกลั้น “ผู้อาวุโสเจียง เย่เฟิงหมดสติไปแล้ว ข้าว่าควรหยุดเพียงเท่านี้เถิด!”
“จริงหรือ?” เจียงเยี่ยนเทียนเอ่ยเสียงเรียบ ยกมือขึ้น พลังวิญญาณมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเย่เฟิง
ร่างของเย่เฟิงสะท้านเฮือก ดวงตาพลันลืมขึ้นอีกครั้ง!
“หา! ยังไม่หมดสติ เช่นนั้นก็ฟาดต่อ!” เจียงเยี่ยนเทียนสะบัดแส้อีกครั้ง ฟาดลงโดยมิรีรอ!
ครานี้ถึงขั้นไม่ต้องหาเหตุผลแล้ว ฟาดอย่างเดียว!
ฮวาโย่วเชวี่ยโมโหจนตัวสั่นระริก
มิใช่เพราะสงสารเย่เฟิง แต่มันคือความโกรธที่เจียงเยี่ยนเทียนฉีกหน้าตนต่อหน้าสาธารณชน!
เย่เฟิงบัดนี้เป็นศิษย์สืบทอดของเขาโดยชอบธรรม แต่เจียงเยี่ยนเทียนกลับเฆี่ยนตีไม่เว้นมือ!
เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบข้างล้วนรู้สึกหนังศีรษะชาเย็น
สุดท้าย เมื่อแส้ฟาดลงครบรอบที่ห้าสิบ เจียงเยี่ยนเทียนก็หยุดลง ขว้างแส้คืนให้หนวนตง
“ผู้อาวุโสฮวา เอากลับไปดูแลให้ดีเถิด ข้ามิได้ลงมือหนักเกินไปนัก สองสามวันก็คงลุกขึ้นมาได้”
มุมปากของฮวาโย่วเชวี่ยกระตุกมิหยุด
มิได้ลงมือหนัก?
ทั้งเนื้อทั้งหนังปริแตกเช่นนี้ ยังเรียกว่ามิได้ลงมือหนักหรือ?
ที่เลวร้ายที่สุดก็คือพิษที่แฝงอยู่ในแส้โลหิต ยิ่งทำให้ผู้ถูกลงทัณฑ์อยากตายยิ่งกว่ามีชีวิตอยู่!
แต่ถึงกระนั้น ฮวาโย่วเชวี่ยก็มิได้โต้เถียงต่อไปให้มากความ ไร้ประโยชน์เสียเปล่า
เขาจึงสั่งให้ศิษย์นำร่างของเย่เฟิงกลับไป
เจียงเยี่ยนเทียนพลันหันไปกล่าวกับลู่หมิง “ท่านเจ้าสำนัก ข้าฟาดจนเมื่อยมือแล้ว คงต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน”
กล่าวจบ ก็หมุนกายจากไปโดยมิได้หันกลับมาอีก
เหล่าศิษย์แห่งสายคุมกฎเห็นเจียงเยี่ยนเทียนเดินจากไป ต่างก็เดินตามโดยพร้อมเพรียง
เงาร่างในอาภรณ์ดำเคลื่อนขบวนเป็นแถว แน่นขนัดราวกับกระแสธารอันเกรียงไกร!
อาภรณ์สีดำที่เจียงเยี่ยนเทียนสวมใส่นั้น หาใช่ชุดธรรมดาไม่ แต่มันปักลวดลายมังกรด้วยดิ้นทอง อันเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจสูงสุดในสายคุมกฎ
ขณะที่ผู้อาวุโสพิทักษ์สายคุมกฎป้านชิว และหนวนตง ต่างสวมชุดลายอสรพิษปักด้วยดิ้นเงิน
ส่วนศิษย์สายคุมกฎที่เหลือ ล้วนอยู่ในชุดดำเรียบขลับ ราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน
พวกเขาดูคล้ายว่าในสายตานั้นมีเพียงเจียงเยี่ยนเทียน มิได้ให้ความสำคัญกับเจ้าสำนักแม้แต่น้อย!
ลู่หมิงแม้จะขัดเคืองอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็เลือกจะสงบปากสงบคำ ไม่กล่าวอันใดออกมา
ขณะเดินผ่านกลุ่มคนของสายโอสถ สายตาของเจียงเยี่ยนเทียนพลันจับจ้องไปที่สตรีหนึ่ง นางคือหลิวเมิ่งเจี๋ย
และพอดิบพอดี หลิวเมิ่งเจี๋ยเองก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน
ดวงตาทั้งสองสบกันกลางอากาศ
เจียงเยี่ยนเทียนแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะสั่นไหว ปลดปล่อยพลังออกไปยังท้องนภาด้านหลัง
โครม!!!
เสียงระเบิดดังสนั่น ทุกสายตาพลันเบนไปยังจุดที่เกิดเสียงโดยสัญชาตญาณ
ฉวยโอกาสนี้ เจียงเยี่ยนเทียนสะบัดแขนโอบร่างหลิวเมิ่งเจี๋ยเข้ามาใกล้ ปากโน้มลงไป คาบเบาๆบนติ่งหูขาวเนียนของนาง
“อื้ม…”
เจียงเยี่ยนเทียนดูดกลืนความหอมหวานนั้นเข้าไปหนักๆ
“อื๊อ~~~”
หลิวเมิ่งเจี๋ยเผยอริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงหน้าฉับพลันขึ้นสีร้อนผ่าว ทรวงอกสะท้านไหว สองขาอ่อนแรงแทบยืนมิอยู่
เพียงชั่วพริบตาเดียว เจียงเยี่ยนเทียนก็ผละออก ปิดท้ายด้วยการทิ้งจุมพิตแผ่วเบาบนแก้มนาง
“ว่างๆ จะไปหานะ”
หลิวเมิ่งเจี๋ยหอบหายใจถี่ มิอาจตั้งสติได้ในทันที
แต่เจียงเยี่ยนเทียนนั้นได้ก้าวเดินต่อไปแล้ว ราวกับเรื่องเมื่อครู่มิใช่อันใดสำคัญ
“ศิษย์สายคุมกฎที่เข้าร่วมการฝึกฝนครานี้ พวกเจ้าทำได้ดีมาก!”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงก้องกังวานขณะก้าวเดินต่อ
“ทั้งสิบเอ็ดคน ข้ามีรางวัลส่วนตัวให้คนละห้าร้อยศิลาวิญญาณระดับสูง!”
“ผู้อาวุโสทรงเกรียงไกร!!!”
ศิษย์เหล่านั้นล้วนเปี่ยมด้วยความยินดี
“แน่นอนว่าแม้แต่ผู้ที่มิได้เข้าร่วมการฝึกฝนก็มิอาจละเลย! ทุกคนที่อยู่ในสายคุมกฎ ข้ามอบให้คนละห้าร้อยก้อนศิลาวิญญาณระดับกลาง!”
“โอ้วววว!! ผู้อาวุโสจงเจริญ!”
เหล่าศิษย์สายคุมกฎแทบจะคุกเข่าลงถวายบังคมให้เขาในบัดดล!
การได้ติดตามผู้อาวุโสเจียง นับเป็นวาสนาสูงสุดของชีวิต!
อยู่ใต้บัญชาผู้อาวุโส กินดีอยู่ดี วันละสิบห้ามื้อ!
แม้ว่าศิลาวิญญาณสิบก้อนระดับต่ำจะเทียบเท่าหนึ่งก้อนระดับกลาง และสิบก้อนระดับกลางจะเทียบหนึ่งก้อนระดับสูง แต่การได้รับรางวัลโดยไม่ต้องทำอันใด ถือเป็นโชควาสนาที่ใครเล่าจะริษยา!
เมื่อได้ยินคำประกาศของเจียงเยี่ยนเทียน ผู้อาวุโสของสายอื่นๆ ต่างพากันอึดอัดจนพูดไม่ออก
จะแข่งขันกันเช่นนี้ใช่หรือไม่?!
เจียงเยี่ยนเทียนแจกจ่ายรางวัลมากมาย หากพวกเขากระเหม็ดกระแหม่จนเกินไป ย่อมทำให้ศิษย์ภายในสายเกิดความไม่พอใจ
เพราะมนุษย์ย่อมมีนิสัยเปรียบเทียบกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์จากทุกสายล้วนแสดงผลงานได้ดีเยี่ยมในครานี้ หากมิให้รางวัลตอบแทนเกรงว่าคงมิอาจมองหน้าศิษย์ของตนเองได้
เห็นที…ครั้งนี้คงต้องกระเป๋าฉีกกันถ้วนหน้าแล้ว!
…
ค่ำคืนนี้ ภายใต้การนำของเจียงเยี่ยนเทียน สายคุมกฎล้วนปล่อยใจเริงร่า ฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยง!
ยังไม่พอ! เจียงเยี่ยนเทียนถึงกับเชื้อเชิญศิษย์จากยอดเขาชิงหลานให้มาร่วมวง
เปลวไฟจากกองฟืนลุกโชติช่วง ส่องสว่างไปเกือบครึ่งสำนัก!
เหล้าอาหารที่ถูกนำออกมา ล้วนเป็นของหายากที่ช่วยเสริมพลังวิญญาณได้ทั้งสิ้น
ศิษย์จากสายอื่นต่างมองด้วยความอิจฉาจนตาร้อนผ่าว
แต่ก็ช่วยมิได้ ผู้อาวุโสเจียงเป็นถึงมหาเศรษฐีในหมู่ผู้อาวุโส ทรัพยากรดูไม่มีวันหมดสิ้น!
นอกจากลั่วซิงฉายแห่งยอดเขาชิงหลานที่มอบรางวัลแก่ศิษย์ของตนอย่างใจกว้างแล้ว
ลองมองย้อนกลับไปยังสายของพวกตน…
บางคนได้รับเพียงศิลาวิญญาณระดับกลางสิบก้อน!
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ผู้อาวุโสยังทำสีหน้าเหมือนจำใจมอบให้ หากไม่อยากแจกก็อย่าแจกสิ!
จะเลียนแบบสายคุมกฎและสายกระบี่ไปเพื่ออันใดกัน?!
…
ส่วนทางสายโอสถ ในเวลานี้กลับมิได้สงบสุขนัก
ศิษย์ของสายโอสถถือเป็นผู้ที่เคราะห์ร้ายที่สุด ไม่เพียงไม่ได้รับรางวัลใดๆ
แต่ยังต้องมาทนฟังการประชุมวิพากษ์วิจารณ์
ศิษย์ทั้งสิบที่เสี่ยงชีวิตเข้าสู่แดนต้องห้ามพันธนาการวิญญาณ ถูกตำหนิจนแทบไร้ที่ยืน
ใจความสำคัญของการต่อว่าวันนี้ สรุปได้เพียงว่า
พวกเขาล้มเหลวในการปกป้องฮวาเจียว!
ส่งผลให้ฮวาเจียวต้องตายสิ้น ทั้งกายทั้งจิตวิญญาณดับสูญ!
ภายนอก ศิษย์เหล่านั้นอาจก้มหน้านิ่งเงียบ ไม่กล่าวถ้อยคำใด
แต่ภายในใจ กลับสาดคำด่าทออย่างไม่ไว้หน้า!
ทางด้านสายโอสถ
ภายในห้องหนึ่ง ฮวาโย่วเชวี่ย หลิวเมิ่งเจี๋ย และผู้อาวุโสพิทักษ์ของสายโอสถคนหนึ่ง กำลังประชุมกันเงียบๆ
ขณะที่ผู้อาวุโสพิทักษ์กำลังบรรจงทายาให้เย่เฟิง ฮวาโย่วเชวี่ยกลับมีสีหน้ามืดครึ้ม รัศมีโดยรอบดูอึมครึมราวกับพายุจะมาเยือน
ส่วนหลิวเมิ่งเจี๋ย… นางกลับไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย
ในห้วงคำนึง มีเพียงภาพของเจียงเยี่ยนเทียนในตอนที่เขาก้มลงดูดดึงติ่งหูของนาง
ยิ่งคิด ร่างกายก็ยิ่งร้อนผ่าว ความรู้สึกแปลกประหลาดถาโถมราวกับกำลังถูกเพลิงราคะเผาผลาญ
นางรู้สึกปั่นป่วนไปทั้งร่าง
หลิวเมิ่งเจี๋ยเป็นหญิงที่ถูกจับแต่งให้เป็นภรรยาของฮวาโย่วเชวี่ย แต่ความจริงแล้ว นางไม่เคยเต็มใจ
ฮวาโย่วเชวี่ยสูญเสียภรรยาไปก่อนหน้านั้น และเพื่อผลประโยชน์ทางตระกูล หลิวเมิ่งเจี๋ยจึงถูกส่งมาแต่งแทน
พูดถึงตัวฮวาโย่วเชวี่ยเอง ก็หาใช่คนไร้หัวใจไม่ เขายังคงรักและอาลัยภรรยาผู้ล่วงลับเสมอมา
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลิวเมิ่งเจี๋ย จึงเป็นเพียงเปลือกนอกที่ปราศจากความรู้สึก
และฮวาเจียว… นางก็ไม่เคยชอบหลิวเมิ่งเจี๋ยเลยสักนิด
ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ฮวาเจียวมักหาเรื่องกลั่นแกล้ง ขับไล่ ไล่ต้อนสารพัด เพื่อบีบให้นางออกไปจากตระกูล
นับตั้งแต่แต่งเข้ามา หลิวเมิ่งเจี๋ยและฮวาโย่วเชวี่ยแม้จะมีสถานะเป็นสามีภรรยา แต่แท้จริงแล้ว ทั้งสองไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลย
ทุกสิ่งเป็นเพียงหน้าฉากที่แสดงต่อสาธารณชนเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น หลิวเมิ่งเจี๋ยก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนนัก
ตราบใดที่นางยังมีฐานะเป็นภรรยาของฮวาโย่วเชวี่ย ตระกูลของนางก็สามารถได้รับผลประโยชน์ไม่รู้จบ
ต่อให้ต้องอดทนต่อความอัปยศและถูกกดขี่ นางก็สามารถใช้ฐานะนี้สะสมทรัพยากรได้มหาศาล
ทว่าวันนี้…
การกระทำของเจียงเยี่ยนเทียน ได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างขึ้นในใจของนาง!
นางเป็นสตรี… แล้วจะไร้ซึ่งความต้องการเช่นสตรีคนอื่นได้อย่างไร!
ยิ่งไปกว่านั้น ชายที่กระตุ้นเปลวไฟในตัวนาง หาใช่ผู้ใดอื่น
แต่เป็นเจียงเยี่ยนเทียน ชายผู้หล่อเหลาและเปี่ยมเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่ง!