เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 เย่ลั่วบรรลุเทพ? นั่วติงถิ่นกำเนิดยอดคน

บทที่ 12 เย่ลั่วบรรลุเทพ? นั่วติงถิ่นกำเนิดยอดคน

บทที่ 12 เย่ลั่วบรรลุเทพ? นั่วติงถิ่นกำเนิดยอดคน


[หลังจากตำแหน่งเทพแตกสลาย ท่านพร้อมด้วยหูเลี่ยนา เสี่ยเยว่ และเหยียน ได้นำวิญญาณจารย์ส่วนหนึ่งที่ยังยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสำนักวิญญาณยุทธ์ หลบหนีออกจากเมืองวิญญาณยุทธ์ ออกตามหาสถานที่สันโดษห่างไกลผู้คน แล้วเก็บตัวใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ]

[ในช่วงเวลานั้น ท่านยังไม่ละทิ้งความตั้งใจที่จะรอให้ถังซานจุติสู่แดนเทพเสียก่อน แล้วค่อยฟื้นฟูสำนักวิญญาณยุทธ์ขึ้นใหม่ในดินแดนโต้วหลัว]

[เพราะอย่างไรเสีย นี่คือรากฐานที่บรรพชนตระกูลเชียนของท่านสร้างสมมานับไม่ถ้วนรุ่น!]

[ท่านไม่ยินยอมให้สำนักวิญญาณยุทธ์ต้องมาพังพินาศในยุคของท่าน]

[หลังจากการรอคอยนับร้อยปี ในที่สุดท่านก็รอจนถึงวันที่ถังซาน และเจ็ดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อคนอื่นๆ ที่บรรลุเทพ จุติสู่แดนเทพไปพร้อมกัน]

[ทว่าแม้ในยามนี้ หูเลี่ยนา เสี่ยเยว่ และเหยียน จะบำเพ็ญเพียรจนบรรลุระดับราชทินนามพรหมยุทธ์แล้วก็ตาม]

[แต่ความต้องการฟื้นฟูสำนักวิญญาณยุทธ์ของท่าน กลับถูกขัดขวางอย่างสุดกำลังจากสำนักถังที่ถังซานก่อตั้ง รวมถึงสำนักเฮ่าเทียน สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ จักรวรรดิซิงหลัว และจักรวรรดิเทียนโต้ว]

[โดยเฉพาะสำนักเฮ่าเทียน ถึงกับประกาศลั่นวาจาว่า]

[หากพวกเจ้าบังอาจฟื้นฟูสำนักวิญญาณยุทธ์ พวกเขาจะสังหารกวาดล้างเศษเดนของสำนักวิญญาณยุทธ์อย่างพวกเจ้าให้สิ้นซาก]

[ให้พวกเจ้าได้รู้ซึ้งว่า ทีใครทีมันเป็นอย่างไร!]

[ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เพื่อไม่ให้เหล่าวิญญาณจารย์ที่เชื่อมั่นในตัวท่านต้องมาจบชีวิตลง ท่านจำต้องละทิ้งความทะเยอทะยานที่จะฟื้นฟูสำนักวิญญาณยุทธ์ด้วยความขมขื่น และเตรียมใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้หมดไป]

[แต่แล้วไม่กี่ปีต่อมา ผ่านทางตำแหน่งเทพทูตสวรรค์ที่แตกสลาย จู่ๆ ท่านก็สัมผัสได้ว่ามีเทพเจ้าองค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น]

[หลังจากใช้เวลาหลายปี ท่านก็ตามหาเทพเจ้าองค์ใหม่นี้จนพบ และต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า เขาผู้นั้นก็คือเย่ลั่วที่หายตัวไปหลังจบการประลองวิญญาณจารย์ระดับทวีปเมื่อหลายปีก่อนนั่นเอง!]

[การจำลองสิ้นสุดลง!]

"เย่ลั่วบรรลุเทพ?"

เมื่อค้นพบว่าในตอนท้ายของการจำลอง เย่ลั่วได้กลายเป็นเทพ เชียนเริ่นเสวี่ยก็ตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ

เย่ลั่วผู้นี้ มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดเพียงระดับสาม แถมวิญญาณยุทธ์ยังเป็นแค่หญ้าเงินคราม

แม้จะไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร ถึงสามารถนำทีมโรงเรียนพฤกษากวาดล้างรอบจัดอันดับและรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์มาครองได้ในการประลองฯ

แต่วิญญาณจารย์หญ้าเงินครามที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับสาม กลับกลายเป็นเทพได้ เชียนเริ่นเสวี่ยรู้สึกเพียงว่ามันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

ทว่าเมื่อพบว่าเย่ลั่วมีศักยภาพที่จะเป็นเทพในอนาคต หัวใจของเชียนเริ่นเสวี่ยก็พลันเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น

ในเมื่ออนาคต แม้จะมีนางที่เป็นเทพทูตสวรรค์ และปี๋ปี่ตงที่บรรลุเป็นเทพรากษส

แต่สำนักวิญญาณยุทธ์ก็ยังไม่ใช่คู่มือของถังซาน เช่นนั้นก็เพิ่มเย่ลั่วคนนี้เข้าไปอีกคน! สามเทพเจ้าร่วมมือกัน นางไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าถังซานนั่นจะยังชนะได้!

......

เดิมทีเชียนเริ่นเสวี่ยคิดเพียงว่าเย่ลั่วเป็นแค่อัจฉริยะที่โดดเด่น มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา และมีความแข็งแกร่ง

แต่ด้วยพลังวิญญาณแต่กำเนิดเพียงระดับสาม และวิญญาณยุทธ์หญ้าเงินคราม ทำให้เชียนเริ่นเสวี่ยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเย่ลั่วมากนักในตอนแรก

แต่บัดนี้ เมื่อได้ล่วงรู้ว่าเย่ลั่วมีศักยภาพถึงขั้นบรรลุเป็นเทพได้ เรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นความตายของสำนักวิญญาณยุทธ์ในอนาคต

ความสำคัญของเย่ลั่วในใจของเชียนเริ่นเสวี่ย จึงพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในทันที

และเมื่อตระหนักว่าเย่ลั่วมีความสำคัญเพียงใด เชียนเริ่นเสวี่ยจึงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษในการที่จะเข้าหาเย่ลั่วในครั้งต่อไป

เพราะจากการจำลองหลายครั้ง เย่ลั่วผู้นี้มักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทันทีที่พูดคุยกันไม่ถูกคอ นางจำเป็นต้องรอบคอบให้มาก

มิเช่นนั้น หากพลาดโอกาสนี้ไป การจะดึงตัวเย่ลั่วมาเป็นพวก คงยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าเดิม!

เพื่อที่จะดึงตัวเย่ลั่วให้สำเร็จ เชียนเริ่นเสวี่ยเตรียมเช่าเรือนพักในเมืองนั่วติง เพื่อปักหลักทำสงครามยืดเยื้อ

แม้ในฐานะรัชทายาทแห่งจักรวรรดิเทียนโต้ว นางจะไม่สามารถละทิ้งนครหลวงเทียนโต้วไปนานเกินควร แต่ระยะเวลาสักหนึ่งเดือน ก็ยังพอเป็นไปได้

หลังจากจบการจำลองในครั้งนี้ ด้วยความที่รับรู้จากเครื่องจำลองว่า ท่านปู่ต้องสังเวยชีวิตเพื่อให้ตนได้เป็นเทพ อีกทั้งปู่จระเข้ทองคำ ปู่ชิงหลวน (เทวะปักษามรกต) และปู่ราชสีห์ ต่างก็ดูเหมือนจะจบชีวิตลงทั้งหมด

นางต้องสูญเสียญาติมิตรไปสิ้น สำนักวิญญาณยุทธ์ก็ล่มสลาย เหลือเพียงนางที่ตำแหน่งเทพแตกสลาย พร้อมด้วยเสี่ยเยว่ หูเลี่ยนา และเหยียน ที่นำพาวิญญาณจารย์ผู้ภักดีส่วนหนึ่งระหกระเหินออกจากเมืองวิญญาณยุทธ์

อนาคตที่มืดมนและน่าเวทนานี้ ทำให้เชียนเริ่นเสวี่ยรู้สึกจุกแน่นในอก อึดอัดทรมานจนแทบทนไม่ไหว จึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์

ถือโอกาสเดินชมเมืองชายแดนเล็กๆ ที่ชื่อนั่วติงแห่งนี้ไปด้วย ดูสิว่าที่นี่มีดีอะไร ถึงได้ให้กำเนิดอัจฉริยะประหลาดอย่างเย่ลั่ว ที่มีพรสวรรค์ดาษดื่นแต่กลับก้าวขึ้นเป็นเทพเจ้าได้!

ทว่าในขณะที่เชียนเริ่นเสวี่ยเปลี่ยนมาสวมชุดลำลอง พร้อมด้วยองครักษ์ที่แต่งกายเยี่ยงสามัญชน

เดินทอดน่องไปตามท้องถนนในเมืองนั่วติง ฟังเสียงร้องขายของเจี๊ยวจ๊าวสองข้างทางอยู่นั้น ทันใดนั้น เสียงถ่ายทอดทางลมปราณที่เต็มไปด้วยความร้อนรนก็ดังขึ้นข้างหูของนาง

"นายน้อย หยุดก่อน!"

"ข้างหน้ามีราชทินนามพรหมยุทธ์อยู่!"

"อะไรนะ!" เมื่อได้ยินดังนั้น รูม่านตาของเชียนเริ่นเสวี่ยหดเกร็ง

นางหยุดฝีเท้าลงทันควัน หัวใจบีบรัดแน่น เมืองชายแดนเล็กๆ แบบนี้ จะมีราชทินนามพรหมยุทธ์โผล่มาได้อย่างไร?

หรือว่า... ฐานะของข้าถูกเปิดโปงแล้ว?

แต่มองไปเบื้องหน้า กลับไม่เห็นใครที่มีลักษณะคล้ายราชทินนามพรหมยุทธ์เลยสักคน นอกจากผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา

ที่สะดุดตาที่สุด ก็เห็นจะมีเพียงชายขี้เมาคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่กำยำ สวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก

บนหน้าผากคาดผ้าแถบสีเหลืองสกปรกๆ ใบหน้าซีดเหลือง แววตาดูท้อแท้สิ้นหวัง กำลังแบกตะกร้าใส่เหล็กดิบใบใหญ่ เดินไปพลางกระดกเหล้าเข้าปากไปพลาง

เนื่องจากได้รับคำเตือนจากพรหมยุทธ์หอกอสรพิษที่ซุ่มอารักขาอยู่ เชียนเริ่นเสวี่ยจึงไม่กล้าประมาท นางแสร้งทำทีเป็นสนใจร้านหนังสือข้างทาง แล้วพาองครักษ์เดินเข้าไปหลบข้างใน

ผ่านไปสักพัก เสียงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกของพรหมยุทธ์หอกอสรพิษจึงดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง

"นายน้อย ราชทินนามพรหมยุทธ์ผู้นั้นจากไปแล้ว"

นึกไม่ถึงเลยว่าแค่มาเดินเล่นในเมืองนั่วติง จะได้เจอกับราชทินนามพรหมยุทธ์ลึกลับ เรื่องนี้ทำให้เชียนเริ่นเสวี่ยหมดอารมณ์จะเดินเที่ยวต่อ จึงรีบพาองครักษ์กลับโรงแรมทันที

เมื่อกลับถึงห้องพักในโรงแรม พรหมยุทธ์หอกอสรพิษและพรหมยุทธ์ปลาปักเป้า ต่างก็รออยู่ในห้องแล้ว

"ท่านอาเสอ ราชทินนามพรหมยุทธ์ลึกลับเมื่อครู่คือใครกัน?"

"ท่านดูออกหรือไม่?" เชียนเริ่นเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น จ้องมองพรหมยุทธ์หอกอสรพิษพร้อมเอ่ยถาม

เมื่อถูกถาม สีหน้าของพรหมยุทธ์หอกอสรพิษและพรหมยุทธ์ปลาปักเป้าต่างเคร่งเครียดขึ้นมา

พรหมยุทธ์หอกอสรพิษสูดหายใจเข้าลึก ประสานมือคารวะแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"นายน้อย ราชทินนามพรหมยุทธ์ผู้นั้น ท่านเองก็เห็นแล้ว ก็คือเจ้าขี้เมาที่แบกตะกร้าเหล็กดิบเดินกินเหล้าคนนั้นนั่นแหละ"

"ดูจากรูปร่างหน้าตา และเหล็กดิบในตะกร้าด้านหลัง หากข้าเดาไม่ผิด เขาคนนั้นน่าจะเป็นพรหมยุทธ์เฮ่าเทียนที่หายสาบสูญไปนานหลายปี... ถังเฮ่า!"

"พรหมยุทธ์เฮ่าเทียน ถังเฮ่า?" สีหน้าของเชียนเริ่นเสวี่ยเปลี่ยนไปทันที

คาดไม่ถึงเลยว่า พรหมยุทธ์เฮ่าเทียน ถังเฮ่า ผู้ที่ได้ชื่อว่าสังหารบิดาของนาง จะอยู่ที่เมืองนั่วติงแห่งนี้!

ถ้าหากถังเฮ่าอาศัยอยู่ในเมืองนั่วติง หรือหมู่บ้านรอบๆ เมืองนั่วติง เช่นนั้นถังซานก็น่าจะอยู่กับเขาด้วย ถังซาน... เย่ลั่ว...

เมื่อพบว่าทั้งถังซานและเย่ลั่ว สองอัจฉริยะที่มีศักยภาพระดับเทพ ต่างก็รวมตัวกันอยู่ที่เมืองนั่วติง

เชียนเริ่นเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรำพึงในใจ เมืองนั่วติงแห่งนี้ ช่างเป็นดินแดนแห่งยอดคน (เหรินเจี๋ยตี้หลิง) โดยแท้!

จบบทที่ บทที่ 12 เย่ลั่วบรรลุเทพ? นั่วติงถิ่นกำเนิดยอดคน

คัดลอกลิงก์แล้ว