เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 เย่ลั่วแห่งหมู่บ้านเฟิงหลิน

บทที่ 3 เย่ลั่วแห่งหมู่บ้านเฟิงหลิน

บทที่ 3 เย่ลั่วแห่งหมู่บ้านเฟิงหลิน


"จบลงแค่นี้หรือ?"

เมื่อพบว่าการจำลองในครั้งนี้ ตัวนางที่เป็นถึงมหาปราชญ์วิญญาณ กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับถังซานที่เป็นเพียงจักรพรรดิวิญญาณจนต้องจบลงด้วยความอัปยศ

เชียนเริ่นเสวี่ยรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจยิ่งนัก นางปรารถนาจะทำการจำลองใหม่อีกครั้ง

แม้ว่านับตั้งแต่ปลุกวิญญาณยุทธ์มา นางมัวแต่เตรียมการสำหรับแผนชิงแผ่นดิน จนไม่ได้ฝึกฝนวิญญาณยุทธ์หรือขัดเกลาทักษะวิญญาณอย่างจริงจัง...

อาจจะเป็นความจริงที่ว่า นางไม่สามารถสำแดงพลังของวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์หกปีกในระดับมหาปราชญ์วิญญาณออกมาได้อย่างเต็มที่

แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่ควรจะแพ้ให้กับแค่วิญญาณจารย์ระดับจักรพรรดิวิญญาณมิใช่หรือ?

นางมี 'กายแท้วิญญาณยุทธ์' เชียวนะ!

[การจำลองสิ้นสุดลง ระยะเวลาคูลดาวน์ 7 วัน!]

[กรุณาใช้งานใหม่อีกครั้งในอีก 7 วันให้หลัง]

เชียนเริ่นเสวี่ยอยากจะจำลองต่อใจจะขาด แต่เครื่องจำลองกลับติดสถานะคูลดาวน์ไม่สามารถใช้งานได้

เรื่องนี้ทำให้เชียนเริ่นเสวี่ยรู้สึกกลัดกลุ้มใจนัก แต่ก็ทำได้เพียงรอให้เครื่องจำลองพร้อมใช้งานอีกครั้งเท่านั้น

......

อีกด้านหนึ่ง ณ ชายแดนมณฑลฟานั่ว จักรวรรดิเทียนโต้ว เมืองนั่วติง หมู่บ้านเฟิงหลิน

เวียนมาบรรจบอีกครั้ง สำหรับช่วงเวลาแห่งการปลุกวิญญาณยุทธ์ประจำปี

ภายในกระท่อมมุงจากของหมู่บ้านเฟิงหลิน พิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ของปีนี้กำลังดำเนินอยู่ ภายในห้องที่เก่าทรุดโทรมและเรียบง่าย

ชายหนุ่มผู้ซึ่งเข้าสู่สภาวะสถิตร่างวิญญาณยุทธ์ กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า รอบกายรายล้อมด้วยวงแหวนวิญญาณสีขาวหนึ่งวงและสีเหลืองหนึ่งวง กำลังทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ให้กับเด็กๆ ที่ยืนต่อแถวอยู่เบื้องหน้า

เด็กชายและเด็กหญิงที่ต่อแถวอยู่ ทยอยเดินเข้าสู่ค่ายกลหกแฉกสำหรับปลุกวิญญาณยุทธ์ และได้รับการชักนำจนวิญญาณยุทธ์ตื่นขึ้น

'พรหมยุทธ์ตาบอด' ผู้โด่งดังนามว่า ซู่หยุนเทา ถอนหายใจ พลางประกาศผลการปลุกวิญญาณยุทธ์ของเด็กแต่ละคนออกมา

"หวังเอ้อร์ยา วิญญาณยุทธ์ไม้ถูพื้น ไร้พลังวิญญาณ"

"หลินหู่ วิญญาณยุทธ์เคียวหญ้า ไร้พลังวิญญาณ"

"เย่ซาน วิญญาณยุทธ์หม้อดินดำ ไร้พลังวิญญาณ"

......

ในฐานะผู้ดูแลสาขาย่อยสำนักวิญญาณยุทธ์เมืองนั่วติง ซู่หยุนเทาเพิ่งจะมีอายุยี่สิบต้นๆ เพิ่งจะเข้าทำงานที่สาขาย่อยเมืองนั่วติงได้ไม่นาน ถือเป็นเด็กใหม่

เด็กใหม่เข้าทำงาน ย่อมต้องรับหน้าที่ทำงานหนักงานสกปรกเป็นธรรมดา

นับตั้งแต่เริ่มงาน ซู่หยุนเทาต้องรับผิดชอบตระเวนปลุกวิญญาณยุทธ์ตามหมู่บ้านรอบนอกเมืองนั่วติงมาโดยตลอด

แรกเริ่มเดิมที ซู่หยุนเทาหลงเชื่อคำลวงของเจ้าวิหารสาขาย่อยเมืองนั่วติงเข้าจริงๆ นึกว่าเป็นงานที่มีอนาคตสดใส

ขอเพียงเขาสามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ให้เด็กที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 5 ขึ้นไปได้ และเสนอชื่อไปยังวิหารหลัก เขาก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม!

อนาคตจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าวิหารสาขาย่อยเมืองนั่วติงคนใหม่ แต่งงานกับเทพธิดา 'ซือซือ' ก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิต อยู่แค่เอื้อม!

ทว่าทำไปได้ไม่กี่ปี ซู่หยุนเทาก็เริ่มจะรู้สึกด้านชาเสียแล้ว เพราะเขาค้นพบความจริงที่ว่า

การมาตระเวนปลุกวิญญาณยุทธ์ให้เด็กๆ ตามหมู่บ้านเหล่านี้ อย่าว่าแต่จะเจออัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับ 5 ขึ้นไปเลย

แค่หาคนที่มีพลังวิญญาณสักคน ให้สามารถเป็นวิญญาณจารย์ได้ ยังแทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน...

แต่ก็จนปัญญา! ในฐานะเด็กใหม่ ซู่หยุนเทาไม่มีทางเลือกและไม่สามารถลาออกจากงานนี้ได้

ได้แต่แบกความหวังไว้ในอก ปลอบใจตัวเองด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันโชคชะตาอาจจะเข้าข้าง ปลุกเจออัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณระดับ 5 ขึ้นไป แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

ชีวิตคนเราคงไม่โชคร้ายไปตลอดหรอกน่า!

"คนต่อไป!" ในที่สุดก็ถึงคิวของเด็กคนสุดท้าย

เป็นเด็กชายตัวน้อย สวมชุดผ้าลินินเก่าขาด ผิวสีข้าวสาลี ผมสั้นสีดำ หน้าตาจัดว่าหมดจดเกลี้ยงเกลา แววตาฉายแววสุขุมนิ่งลึกเกินวัย เขาชื่อ เย่ลั่ว เป็นผู้ข้ามภพมาจากดาวสีคราม (โลก)

ในชาติก่อน เย่ลั่วเป็นเพียงนักศึกษาจบใหม่ธรรมดาๆ ที่พอเรียนจบปุ๊บก็ตกงานปั๊บ ต้องตระเวนหางานทำไปทั่ว

ทว่าระหว่างทางไปหางาน จู่ๆ รถบรรทุกพ่วงที่เบรกแตกคันหนึ่ง ก็พุ่งเข้า 'อัดท้าย' เขาจากด้านหลังอย่างจัง

ในวาระสุดท้ายของชีวิต เย่ลั่วแว่วเสียงพึมพำดังมาเข้าหูว่า

"นึกว่าขับเหยียบลูกระนาดซะอีก!"

"เฮ้อ! โชคดีนะที่ฉันมีประกัน"

"พวกเราต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่แล้วนี่นะ..."

อะไรทำนองนั้น

เมื่อสติกลับคืนมา เย่ลั่วก็พบว่าตนเองได้ข้ามภพมาเกิดใหม่เป็นทารกเสียแล้ว ภายหลังถึงได้รู้ว่า ที่แท้เขาก็ข้ามมายังโลก 'โต้วหลัวต้าลู่' ที่เขาคุ้นเคยดีจากชาติก่อน

แต่ถึงอย่างนั้น เย่ลั่วก็ยังรู้สึกหดหู่อยู่ดี

เพราะในชาตินี้ เขาถือกำเนิดในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ พ่อเป็นพรานล่าสัตว์ เวลาออกล่าก็มักจะเก็บสมุนไพรไปด้วย

ชีวิตความเป็นอยู่เดิมทีก็ถือว่าไม่เลว แต่ครั้งหนึ่งระหว่างออกล่า พ่อพยายามจะปีนไปเก็บสมุนไพร 'สือหู' บนหน้าผาชัน จนพลาดพลั้งตกลงมาเสียชีวิต

ไม่นานแม่ก็ตรอมใจ ป่วยหนักจากการตรากตรำทำงานและความโศกเศร้า จนเสียชีวิตตามไป

ทิ้งเย่ลั่วไว้เพียงลำพัง เคราะห์ดีที่เย่ลั่วเป็นผู้ข้ามภพ แม้ร่างกายจะยังเด็ก แต่ก็พอจะดูแลตัวเองได้แบบถูไถ จนรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ทว่าสำหรับการปลุกวิญญาณยุทธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เย่ลั่วกลับเต็มไปด้วยความกังวล แทบจะไม่คาดหวังสิ่งใด

เพราะในโลกโต้วหลัว วิญญาณยุทธ์สืบทอดทางสายเลือดเป็นหลัก โดยพื้นฐานแล้ว อนาคตของคนคนหนึ่งถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ลืมตาดูโลก

และในชาตินี้ วิญญาณยุทธ์ของพ่อคือเคียวหญ้า ส่วนของแม่คือหญ้าเงินคราม ล้วนแล้วแต่เป็นวิญญาณยุทธ์ขยะทั้งสิ้น

เย่ลั่วรู้ดีว่า วิญญาณยุทธ์ที่เขากำลังจะปลุกได้ ก็คงหนีไม่พ้นหนึ่งในสองอย่างนี้เป็นแน่

เขาเดินเข้าไปตามคำแนะนำของซู่หยุนเทา...

เย่ลั่วก้าวเท้าเดินเข้าไปในค่ายกลหกแฉกแล้วหลับตาลง

ด้านข้าง ซู่หยุนเทาขยับมือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว ซัดพลังวิญญาณสีเขียวสายแล้วสายเล่าเข้าไปในหินกลมสีดำหกก้อนที่ประกอบกันเป็นค่ายกลหกแฉก

ฉับพลันนั้น รัศมีแสงสีทองส่องสว่างเจิดจ้า ก่อตัวเป็นม่านพลังรูปครึ่งวงกลมสีทองครอบคลุมร่าง ละอองแสงสีทองจำนวนมหาศาลพรั่งพรูออกมาและไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเย่ลั่วอย่างต่อเนื่อง

ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าร่างกายของเย่ลั่วหยุดดูดซับละอองแสงสีทองแล้ว ซู่หยุนเทาก็ตวาดเสียงต่ำทันที

"เรียกวิญญาณยุทธ์ของเจ้าออกมา!"

เมื่อได้ยินเสียง เย่ลั่วก็ลืมตาขึ้นทันควัน และยื่นมือขวาออกไป ท่ามกลางแสงสีฟ้าจางๆ ต้นหญ้าต้นเล็กๆ สีเงินครามตลอดทั้งต้น รูปร่างคล้ายต้นกล้าแตงโม ก็ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นมา

"หญ้าเงินครามอีกแล้วรึ?" แววตาของซู่หยุนเทาฉายแววผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด

เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะหันไปมองชายชราคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล ชายชราผู้นั้นดูมีอายุราวหกสิบเจ็ดสิบปี

สวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเทา ผมและหนวดเคราขาวโพลน รูปร่างผอมแห้งและหลังค่อมเล็กน้อย ทว่าสีหน้าท่าทางกลับดูใจดี มือยันไม้เท้าเอาไว้

"ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าเทียน ดูเหมือนปีนี้หมู่บ้านของพวกท่านจะไม่มีวิญญาณจารย์อีกแล้วล่ะ"

ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของซู่หยุนเทา เย่ลั่วที่สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นภายในร่างกาย แววตาพลันฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง เขาจึงยกมือขวาขึ้น

"เอ่อ... ท่านอา ข้ารู้สึกว่าจู่ๆ ก็มีกระแสความอบอุ่นปรากฏขึ้นในร่างกาย นี่ใช่พลังวิญญาณหรือไม่?"

"กระแสความอบอุ่น?" ซู่หยุนเทาชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก วิญญาณยุทธ์หญ้าเงินคราม ก็สามารถกำเนิดพลังวิญญาณได้ด้วยหรือ?

"มา เอามือวางลงบนสิ่งนี้" ซู่หยุนเทาหยิบลูกแก้วผลึกสีฟ้าหม่นลูกหนึ่งออกมา ยื่นไปทางเย่ลั่ว ให้เขาวางมือทาบลงไป และเมื่อเย่ลั่ววางมือลงบนลูกแก้วผลึกสีฟ้าหม่น ทันใดนั้น ลูกแก้วก็เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ออกมา

"พลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับสาม?!" ซู่หยุนเทาเบิกตากว้าง อุทานออกมาด้วยความตกใจจนเสียงหลง

วิญญาณยุทธ์หญ้าเงินคราม แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นรูปลักษณ์มาตรฐานของวิญญาณยุทธ์ขยะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสมีพลังวิญญาณเสมอไป

ในฐานะผู้ดูแลสาขาย่อยสำนักวิญญาณยุทธ์ ซู่หยุนเทาย่อมรู้ดี ยังคงมีผู้โชคดีที่ปลุกวิญญาณยุทธ์หญ้าเงินครามแล้วมีพลังวิญญาณเกิดขึ้น

แต่โดยมากมักจะมีเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น วิญญาณยุทธ์หญ้าเงินครามที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับสาม เรื่องนี้แทบไม่เคยได้ยินมาก่อน!

ในความเป็นจริง วิญญาณยุทธ์หญ้าเงินครามทั่วไป ย่อมไม่มีทางมีพลังวิญญาณแต่กำเนิดถึงระดับสามได้

แต่เย่ลั่วไม่ได้มีเพียงวิญญาณยุทธ์หญ้าเงินครามเพียงอย่างเดียว

เขายังมีวิญญาณยุทธ์ที่สอง... เคียว!

บอกตามตรง แม้แต่ตัวเย่ลั่วเองก็ยังไม่กล้าจะเชื่อ เขากลับปลุกได้วิญญาณยุทธ์คู่ สืบทอดทั้ง 'เคียว' ของบิดา และ 'หญ้าเงินคราม' ของมารดามาพร้อมกัน!

เพียงแต่ว่าผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์คู่คนอื่นๆ อย่างถังซานหรือปี๋ปี่ตง พวกเขาล้วนมีวิญญาณยุทธ์ระดับสุดยอดทั้งคู่

ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเงินครามกับค้อนเฮ่าเทียน หรือจักรพรรดิแมงมุมแห่งความตายกับจักรพรรดิแมงมุมกลืนวิญญาณ แต่ไอ้หญ้าเงินครามกับเคียวของเขานี่... มันบ้าอะไรกันครับเนี่ย?

เย่ลั่วรู้สึกอับจนถ้อยคำยิ่งนัก

จบบทที่ บทที่ 3 เย่ลั่วแห่งหมู่บ้านเฟิงหลิน

คัดลอกลิงก์แล้ว