- หน้าแรก
- เซียนเต๋าจ้าวศาสตรา
- บทที่ 57: ตระกูลหลี่
บทที่ 57: ตระกูลหลี่
บทที่ 57: ตระกูลหลี่
บทที่ 57: ตระกูลหลี่
ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าขาวกว่าคนทั่วไปผู้นี้ คือประมุขตระกูลหลี่คนปัจจุบัน หลี่จื้อเย่า เมื่อหลินเฟิงเข้ามา เขาก็กำลังแอบมองหลินเฟิงอยู่ ในใจค่อนข้างประหลาดใจ เดิมทีเขาคิดว่า ‘พี่ใหญ่’ ของจางฟางโจวและพวกน่าจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานช่วงปลาย แต่ตอนนี้กลับเป็นชายหนุ่มเช่นนี้ แม้จะไม่สามารถยืนยันระดับบ่มเพาะที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้ แต่ด้วยประสบการณ์เขาก็ยังสามารถสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานช่วงต้นเท่านั้น – ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานช่วงต้นธรรมดาๆ เช่นนี้ จะสามารถฆ่าลี่ซาได้งั้นรึ?
อีกด้านหนึ่ง ถูกอีกฝ่ายมองสำรวจอย่างไม่เกรงใจ หลินเฟิงก็ไม่เกรงใจเช่นกัน เขาใช้《วิชามองหยวน》กวาดตามองไปทันที พบว่าชายวัยกลางคนหน้าขาวตรงหน้ามีขอบเขตบ่มเพาะสร้างรากฐานขั้นเก้า ส่วนชายหนุ่มอวดดีข้างๆ เขาคือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสาม นอกจากนี้ องครักษ์สองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังชายวัยกลางคนก็เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานช่วงกลาง และคนทั้งสองที่เฝ้าอยู่ตรงประตูด้านหลังก็เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานช่วงกลางเช่นกัน
นอกจากตนเองแล้ว ในห้องนี้มีผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานถึงหกคน แถมระดับของตนเองยังต่ำที่สุด นี่ทำให้หลินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจว่าตระกูลใหญ่ย่อมมีผู้แข็งแกร่งมากมายจริงๆ...
“พี่ใหญ่ คนผู้นี้คือประมุขตระกูลหลี่ หลี่จื้อเย่า ข้างๆ นั่นคือบุตรชายของเขา ชื่อหลี่เหรินเหยา...”
ในตอนนี้ จางฟางโจวกระซิบข้างหูหลินเฟิง บอกตัวตนของคนทั้งสองที่อยู่ข้างหน้าให้เขาทราบ
หลินเฟิงเดิมทีมีสีหน้าไร้อารมณ์มองดูคนตรงหน้า เมื่อได้ยินคำแนะนำของจางฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจ มองชายหนุ่มอวดดีผู้นั้นด้วยสายตาแปลกๆ: “เจ้าคือกระเทย(เหรินเหยา)รึ?!”
(人妖 เหรินเหยา แปลว่า สาวประเภทสองหรือกระเทย)
“ถูกต้อง! ข้าคือหลี่เหรินเหยา!”
หลี่เหรินเหยาเห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของหลินเฟิง (ในโลกนี้คาดว่าคงไม่มีใครรู้ว่า ‘กระเทย’ หมายความว่าอย่างไร) เขายังคงมองหลินเฟิงด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง แค่นเสียงเย็นชา: “เจ้าคือ ‘หัวหน้า’ ของพวกเขารึ? ลี่ซาเป็นฝีมือของเจ้า?”
มุมปากของหลินเฟิงกระตุกเล็กน้อย รู้ว่าบรรยากาศในตอนนี้ไม่เหมาะที่จะหัวเราะออกมา เขา ‘ทำหน้าเคร่งขรึม’ กล่าว: “คุณชายกระเทย ลี่ซาจะถูกข้าฆ่าหรือไม่เกี่ยวอะไรด้วย? ตระกูลหลี่ของท่านตั้งรางวัลสำหรับศีรษะของลี่ซา คนของข้านำศีรษะมาแล้ว เพียงแค่รับรางวัลก็พอ พวกท่านกลับจับตัวคนไว้ หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าตระกูลหลี่ผู้ยิ่งใหญ่จะคิดเบี้ยวเงินรางวัลเพียงห้าหมื่นหินวิญญาณเท่านั้นรึ?”
“หึ! ปากดีนัก! ‘เพียงห้าหมื่นหินวิญญาณ’ รึ? เกรงว่าเจ้าทั้งชีวิตก็ยังไม่เคยเห็นหินวิญญาณมากมายขนาดนั้นกระมัง?” หลี่เหรินเหยาพูดอย่างดูถูก “ตระกูลหลี่ของข้าเคยบอกว่าจะเบี้ยวรางวัลเมื่อไหร่กัน? หินวิญญาณห้าหมื่นก้อนนั้นให้คนของเจ้าไปแล้ว เพียงแต่...ของชิ้นหนึ่งบนตัวลี่ซา เดิมทีเป็นของตระกูลหลี่ของข้า พวกเราต้องการจะเอากลับคืนมา!”
เขามองหลินเฟิงด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร: “ข้าไม่สนว่าลี่ซาจะถูกเจ้าฆ่าหรือไม่ อย่างไรเสียในเมื่อเจ้าสามารถเอาศีรษะของเขามาได้ งั้นของบนตัวเขาก็น่าจะถูกเจ้าได้ไปแล้วกระมัง? งั้นก็ควรจะรู้ความเอาของประจำตระกูลของข้าคืนมาเสียดีๆ มิฉะนั้นแล้ว...หึ!!”
หลินเฟิงกลับทำราวกับไม่ได้ยินคำข่มขู่ของอีกฝ่าย พูดอย่างสงบ: “คุณชายกระเทย ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ คำสั่งตั้งรางวัลของตระกูลหลี่ของท่านดูเหมือนจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลยนะ? ข้าเพียงแค่นำศีรษะของลี่ซามาเพื่อรับรางวัลเท่านั้น ส่วนเรื่อง ‘ของประจำตระกูล’ ของตระกูลหลี่ของท่าน...ขออภัย ข้าไม่เคยเห็น”
“ยังจะแก้ตัวอีก! ในเมื่อเจ้าบอกว่าไม่มี งั้นก็ให้ข้าตรวจสอบดูหน่อยสิ!”
หลี่เหรินเหยายิ้มเย็นชา ส่งสายตาให้ชายร่างใหญ่สองคนที่เฝ้าอยู่ตรงประตูข้างหลังหลินเฟิง คนทั้งสองก็ก้าวไปข้างหน้าทันที ยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าเข้าใส่หลินเฟิงอย่างไม่เกรงใจ กลับลงมืออย่างป่าเถื่อนโดยตรง!
“วู้...”
แต่ทว่า มือทั้งสองข้างที่พวกเขาคว้าออกไปกลับไม่สามารถแตะต้องหลินเฟิงได้ แต่กลับถูกม่านแสงสีทองชั้นหนึ่งป้องกันไว้ ด้วยความไม่ทันตั้งตัว คนทั้งสองกลับถูกกระแทกจนถอยหลังไปหลายก้าว มือทั้งสองข้างเจ็บปวด
หลินเฟิงมือซ้ายกำแผ่นหยกสีทอง สลายเกราะแสงปราณวิญญาณ มองหลี่เหรินเหยาที่แสดงสีหน้าประหลาดใจด้วยสายตาเย็นชา: “อะไรกัน กลางวันแสกๆ คิดจะปล้นชิงกันซึ่งๆ หน้ารึ? ตระกูลหลี่ของพวกเจ้าข่มเหงคนเช่นนี้รึ?”
“ศาสตราวิเศษป้องกันประเภทแสงวิญญาณ!!” หลี่เหรินเหยาจึงจะกลับมาได้สติ มองหลินเฟิงด้วยความตกใจ จากนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา “หึ! มีศาสตราวิเศษป้องกันประเภทแสงวิญญาณแล้วอย่างไร?! เจ้าคิดว่า...”
“พอแล้ว เหรินเหยา อย่าเสียมารยาท”
แต่ในขณะนี้เอง หลี่จื้อเย่าที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอดก็พลันเอ่ยปากขัดจังหวะคำพูดของหลี่เหรินเหยา เขามองหลินเฟิง ‘ยิ้ม’ กล่าว: “สหายผู้นี้ บุตรชายของข้าเพียงแค่ล้อเล่นกับเจ้า หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา เชิญนั่ง”
"..."
มุมปากของหลินเฟิงกระตุกเล็กน้อย ในใจคิดว่านี่มันช่างหน้าด้านเสียจริง บุตรชายของเจ้าข่มขู่ข้ามาตั้งนานแล้ว กระทั่งยังสั่งให้คนลงมืออีกด้วย เจ้ามองดูอยู่เฉยๆ ไม่พูดอะไร ตอนนี้เมื่อเห็นว่ารับมือข้าไม่ง่ายแล้ว ก็คิดจะมาไม้อ่อนอีกเนี้ยนะ?
แต่การที่อีกฝ่ายนั่งอยู่ส่วนตนเองยืนอยู่ดูเหมือนจะเสียเปรียบอยู่บ้าง หลินเฟิงจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งข้างๆ แล้วจึงเอ่ยปาก: “เด็กน้อยไม่รู้ความ ข้าย่อมไม่ถือสาเขาอยู่แล้ว ประมุขตระกูลหลี่ยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่? หากไม่มี ข้ายังมีธุระต้องทำ ขอตัวก่อน”
“เจ้า!!” หลี่เหรินเหยาคิ้วกระตุก กำลังจะโกรธ ก็ถูกหลี่จื้อเย่าเหลือบมองห้ามไว้
หลี่จื้อเย่าไม่ ‘ไร้เดียงสา’ เหมือนบุตรชายของตนเอง เขามองออกว่าศาสตราวิเศษป้องกันประเภทแสงวิญญาณที่อีกฝ่ายใช้เมื่อครู่อย่างน้อยก็เป็นระดับศาสตราวุธล้ำค่าระดับกลาง นี่ทำให้เขาในใจเคร่งขรึมขึ้น ผู้ที่สามารถครอบครองศาสตราวิเศษเช่นนี้ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา และอีกฝ่ายตั้งแต่เข้ามาก็ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นี่ก็ทำให้เขาในใจเกิดความคิดขึ้นมาบ้าง อยากจะสืบหาภูมิหลังของอีกฝ่ายให้ชัดเจนเสียก่อน
หลังจากห้ามหลี่เหรินเหยาไม่ให้โกรธแล้ว หลี่จื้อเย่าก็พูดกับหลินเฟิง: “ไม่ทราบว่าสหายผู้นี้ชื่ออะไร? ดูเหมือนจะไม่ใช่คนเมืองนี้นะ?”
หลินเฟิงพูดอย่างสบายๆ: “แซ่หลิน ข้าเพิ่งจะมาถึงเมืองปี้เฉวียนเมื่อวานนี้เอง”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกเพียงแซ่ กระทั่งชื่อก็ยังไม่ยอมบอก หลี่จื้อเย่าในใจก็โกรธอย่างลับๆ แต่ก็ยังคงยิ้มราวกับพูดอย่างสบายๆ: “โอ้ งั้นก็น่าจะมากับอาจารย์ของเจ้าสินะ?”
– การทดสอบนี้มันโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว คิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบรึ?
หลินเฟิงเบะปากในใจ พยักหน้า: “อืม มากับท่านอาจารย์ผู้เฒ่าของข้า”
หลี่จื้อเย่ากล่าว: “โอ้? แล้วไม่ทราบว่าอาจารย์ของเจ้าตอนนี้อยู่ที่ไหนรึ? ศัตรูของตระกูลหลี่ของข้า ลี่ซา ก็น่าจะเป็นฝีมือของอาจารย์ของเจ้าที่สังหารกระมัง? เขาเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลหลี่ของข้า หากเป็นไปได้ ข้าควรจะไปเยี่ยมคารวะเพื่อขอบคุณ”
นี่ยิ่งแล้วใหญ่ หลินเฟิงโบกมือ: “ไม่ต้องแล้ว ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าของข้าไม่ชอบพบคนที่ไม่สำคัญ”
"..."
หลี่จื้อเย่าพูดไม่ออกอยู่บ้าง ในใจโกรธอย่างลับๆ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทันที แต่ยังคง ‘อดทน’ พูดต่อไป: “พูดตามตรง ที่จริงแล้วลี่ซาผู้นั้นได้ขโมยของประจำตระกูลชิ้นหนึ่งของตระกูลหลี่ของข้าไป แม้จะเป็นศาสตราวิเศษที่ไร้ประโยชน์ แต่ก็เป็นของที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ดังนั้นพวกเราจึงร้อนใจอยากจะตามหามันกลับคืนมา หากสหายหลินเจ้าได้แหวนเก็บสรรพสิ่งของลี่ซามา ขอให้เจ้าคืนสิ่งนั้นให้ตระกูลหลี่ของข้า ข้ายินดีจะให้เงินรางวัลอีกห้าหมื่นหินวิญญาณเป็นการขอบคุณ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
หากเขาพูดเช่นนี้ตั้งแต่แรก หลินเฟิงอาจจะตกลงก็ได้ เพราะเศษซากของศาสตราจิตวิญญาณครึ่งแผ่นนั้นเขาก็ใช้ไม่ได้ หากเป็น ‘ของประจำตระกูล’ ของตระกูลหลี่จริงๆ การทำความดีคืนของให้เจ้าของเดิมก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากสร้างปัญหา แต่ท่าทีของอีกฝ่ายตั้งแต่แรกทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก แถมยังใช้ไม้แข็งก่อนแล้วค่อยมาไม้อ่อน ดูเหมือนจะช้าไปหน่อยยะ
คำว่า ‘คืนของให้เจ้าของเดิม’ นั้น เป็นเพียงคำพูดสวยหรูเท่านั้น ในโลกแห่งการบำเพ็ญตน สมบัติต่างๆ ถูกแย่งชิงเปลี่ยนเจ้าของนับครั้งไม่ถ้วน ขอเพียงเคยได้ครอบครองก็สามารถอ้างตัวว่าเป็น ‘เจ้าของเดิม’ ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าใครมีฝีมือมากกว่าก็เป็นของคนนั้นไปหรือไง? ไม่ต้องพูดถึงว่าเศษซากของศาสตราจิตวิญญาณนั้นจะเป็น ‘ของประจำตระกูล’ ของตระกูลหลี่ของพวกเจ้าจริงหรือไม่ ข้าแย่งมาจากมือของลี่ซา งั้นตอนนี้มันก็เป็นของข้า ข้าจะ ‘คืน’ ให้พวกเจ้าทำไมกัน?
เมื่อเห็นท่าที ‘ลังเล’ ของหลินเฟิง หลี่จื้อเย่าก็เอ่ยปากอีกครั้ง: “ของชิ้นนั้นคาดว่าเจ้าเอาไปก็คงจะไม่มีประโยชน์อันใด สู้คืนให้ตระกูลหลี่ของข้า แล้วยังได้เงินรางวัลเพิ่มอีกห้าหมื่นหินวิญญาณ ไม่ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายหรือ? ขอเพียงเจ้าคืนสิ่งนั้นให้ตระกูลหลี่ของข้า เจ้าก็คือสหายของตระกูลหลี่ของข้า ต่อไปหากมีปัญหาอะไร ตระกูลหลี่ของข้าสามารถช่วยได้ย่อมไม่ปฏิเสธ”
ฟังดูเหมือนจะพูดจาดี แต่เห็นได้ชัดว่าความหมายแฝงก็คือ: หากไม่คืน ก็คือศัตรูของตระกูลหลี่ของข้า ต่อไปก็ระวังตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน