เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 นั่นแหละชีวิต

บทที่ 15 นั่นแหละชีวิต

บทที่ 15 นั่นแหละชีวิต


บทที่ 15 นั่นแหละชีวิต

เฉิงเย่เพิ่งก้าวเท้าออกจากห้องก็เจอแม่เฉียวเดินสวนขึ้นมาพอดี "แม่ครับ"

"จะไปปลุกอี้อี้เหรอ?"

"ครับ"

"งั้นไปปลุกเถอะ เดี๋ยวแม่ให้ป้าตักข้าวต้มรอ เช้านี้กินเสี่ยวหลงเปาไส้ไข่ปูนะ"

ในห้องนอน เฉิงอี้ยังนอนหลับสนิท ร่างเล็กนอนตะแคงกอดพี่หมี แขนขาพาดก่ายเหมือนท่าทางของเฉียวหร่านไม่มีผิด

เฉิงเย่ผลักประตูเข้าไป ยืนอยู่ข้างเตียง "อรุณสวัสดิ์ครับ ตื่นได้แล้วลูก"

เฉิงอี้ปรือตาขึ้นมามองพ่อ ขยี้ตาพลางพึมพำ "ใครเป็นคนคิดคำว่า 'อรุณสวัสดิ์' กันนะ เช้าขนาดนี้มันจะไปสวัสดิ์ได้ยังไง..."

บ่นไปงั้น แต่ตัวก็กลิ้งลงจากเตียงทันที

เฉิงเย่หลุดขำกับคำบ่นของลูกชาย ขยี้หัวยุ่งๆ ของแกด้วยความเอ็นดู "วันนี้จะใส่ชุดไหนครับ?"

เฉิงอี้กระโดดลงจากเตียง เปิดตู้เสื้อผ้าเลือกอย่างตั้งอกตั้งใจ สุดท้ายก็หยิบชุดสีดำออกมา

เฉิงเย่เช็กพยากรณ์อากาศมาแล้ว วันนี้อากาศเย็น ช่วงบ่ายอาจมีฝน เลยหยิบเสื้อคลุมติดไปด้วยอีกตัว

"ปะป๊า หม่าม้าตื่นยังครับ?"

"ตื่นแล้ว วันนี้ปะป๊ากับหม่าม้าจะไปส่งหนูที่โรงเรียนด้วยกัน ดีใจไหม?"

เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกๆ "ดีใจครับ ดีใจที่สุดเลย"

สองพ่อลูกจูงมือกันเดินผ่านหน้าห้องนอนใหญ่ เฉิงเย่ก็นึกถึง "ห้องน้ำซีทรู" ขึ้นมา

เพิ่งจะมานึกได้ตอนนี้... มันจะสายไปไหมนะ? ตอนลูกเข้าไปใช้ห้องน้ำจะเห็นอะไรเข้าหรือเปล่า?

คนออกแบบประตูนี่น่าโดนด่าจริงๆ เวลามีไอน้ำเกาะ มันสะท้อนเงาคนข้างในชัดแจ๋วเหมือนกระจกเงาเลย

เฮ้อ... ช่างมีสีสันซะจริงชีวิต หลังมื้อเช้า เฉิงเย่ขึ้นไปยกลากกระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้ลงมา

เฉิงอี้ตาไวเห็นเข้า ก็นึกว่าพ่อจะไปทำงานต่างจังหวัดอีกแล้ว

"ปะป๊า เมื่อวานเพิ่งกลับจากโอที จะไปอีกแล้วเหรอครับ? รอบนี้ไปกี่วัน? หม่าม้าไปด้วยไหม? โตขึ้นหนูอยากทำงานบ้างจัง จะได้ทำโอทีทุกวัน เป็นผู้ช่วยปะป๊า จะได้ไปกับปะป๊า..."

ปากเล็กๆ พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ปล่อยไว้คนเดียวก็คงคุยกับตัวเองได้ทั้งวัน

ฟัง "ความฝันอยากทำโอที" ของลูกแล้ว เฉิงเย่ก็ได้แต่ถอนหายใจ... วัยเยาว์ช่างดีจริงหนอ เห็นยาขมเป็นขนมหวาน ไม่ต่างจากตอนเด็กๆ ที่เขาฝันอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวันเลย

แม่เฉียวเดินออกมาจากครัวได้ยินเข้าพอดี "จะไปเที่ยวกันเหรอ?"

เฉิงเย่ตอบ "ครับ ผมกะว่าพาหร่านหร่านไปเยี่ยมคุณย่าน่ะครับ"

"ถึงเวลาควรไปแล้วล่ะ จะกลับกันเมื่อไหร่?"

"ยังไม่แน่ใจครับ"

"ขับรถดีๆ ล่ะ ทางนี้ไม่ต้องห่วงนะ"

"ขอบคุณครับแม่"

แม่เฉียวส่ายหน้า ไม่พูดอะไรต่อ

ถ้าเฉิงเย่สังเกตดีๆ เขาอาจเห็นว่าวันนี้แม่เฉียวดูเงียบขรึมผิดปกติ

เฉิงอี้ชูมือป้อมๆ "ปะป๊า หนูไปด้วย"

เฉิงเย่กดมือลูกลง "ไม่ได้ครับ หนูต้องไปโรงเรียน ไว้ปิดเทอมปะป๊าจะพาไปนะ"

"ก็ได้ครับ งั้นฝากหวัดดีลุงต้าหวงด้วย ซื้อขนมไปฝากเขาด้วยนะครับ บอกว่าหนูคิดถึง"

ลุงต้าหวงคือใคร?

หรือจะเป็นหมาเหลืองตัวเล็กของคุณย่า?

ถ้านับตามอายุขัยสุนัข มันก็น่าจะรุ่นลุงจริงๆ นั่นแหละ

"ตกลงครับ เดี๋ยวซื้อไปฝากเยอะๆ แล้วจะช่วยพูดชมหนูให้เขาฟังด้วย"

เจ้าตัวเล็กถึงจะพอใจ

ครอบครัวพ่อแม่ลูกขึ้นรถ เฉิงอี้คึกคักเป็นพิเศษ เม้าท์มอยกับเฉียวหร่านตลอดทาง บางทีก็กระซิบกระซาบข้างหูแม่

เทียบกับเมื่อวาน วันนี้เฉียวหร่านรับมือลูกได้คล่องปรื๋อ ตอบคำถามได้ทุกเม็ด

เด็กวัยนี้ขี้สงสัย มีคำถามเป็นหมื่นเป็นแสนคำถามว่า "ทำไม"

ทำไมต้องไปโรงเรียน? รถวิ่งได้ยังไง? พ่อแม่มีน้องได้ยังไง?

...เป็นช่วงเวลาเร่งด่วน โรงเรียนอนุบาลทานตะวันคลาคล่ำไปด้วยผู้ปกครองและเด็กๆ

คนขับรถจอดเทียบฟุตบาทอย่างนิ่มนวล ทันทีที่เฉิงเย่กับเฉียวหร่านก้าวลงจากรถ สายตานับร้อยคู่ก็จับจ้องมาที่พวกเขา

หลายคนรู้จักพวกเขา เฉิงเย่พยายามจับคู่ใบหน้าคนจริงกับรูปในแฟ้มข้อมูลอย่างเงียบๆ

ผู้หญิงใส่แว่นคนนั้นคือครูใหญ่ ผู้หญิงมัดหางม้าข้างๆ คือครูเกา ครูประจำชั้นของเฉิงอี้ นอกนั้นก็มีเพื่อนบ้าน แล้วก็พวกคู่ค้าทางธุรกิจของเฉียวกรุ๊ป

เฉิงอี้กวาดตามองหาเพื่อนซี้ แล้วก็ล็อกเป้าเจอทันที

"จื่อหาน!"

มองตามเสียงเรียก เฉิงเย่เห็นเด็กชายใส่ชุดสีแดง

"อี้อี้ วันนี้ปะป๊าหม่าม้ามาส่งเหรอ?"

"ใช่แล้ว" เฉิงอี้วิ่งไปได้สองก้าว แล้วก็วิ่งย้อนกลับมา

เฉิงเย่รีบนั่งยองๆ เตรียมรับลูก นึกว่าลืมของอะไร แต่กลายเป็นว่าเฉิงอี้วิ่งมาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ แล้วก็หันไปหอมแก้มแม่ต่อ

หอมครบทั้งพ่อทั้งแม่แล้วค่อยปล่อยมือ "ปะป๊า หม่าม้า หนูไปโรงเรียนแล้วนะครับ ระหว่างไม่อยู่หนูจะเป็นเด็กดี กินข้าวเยอะๆ ไม่ต้องห่วงนะ เดินทางปลอดภัยนะครับ"

การอบรมสั่งสอนที่ดีซึมลึกถึงกระดูก พ่อแม่คนอื่นมองตามด้วยความอิจฉาตาร้อน เฉิงเย่เช็ดน้ำลายบนแก้มแล้วลุกขึ้นยืน

เฉิงอี้ยังคงมารยาทงาม ทักทายสวัสดียามเช้าไปตลอดทาง มองแผ่นหลังเล็กๆ เดินเข้าประตูโรงเรียนไป จู่ๆ เฉิงเย่ก็รู้สึกโหวงๆ ในใจ

เขาคิดถึงย่า

ทุกครั้งที่เขาออกจากบ้าน ย่าจะมายืนส่งที่ปากทางหมู่บ้านจนรถลับสายตาไป แกถึงจะยอมกลับเข้าบ้าน

ตั้งแต่ส่งเขาไปโรงเรียน จนถึงส่งขึ้นรถบัสเข้าเมือง จากรอแค่วันเดียว กลายเป็นรอเป็นอาทิตย์ จากยืนรอหน้าประตูโรงเรียน กลายเป็นรอหน้าจอโทรศัพท์

เฉียวหร่านกระตุกแขนเสื้อเขา "ไปกันเถอะ เดี๋ยวตกเครื่อง"

พอถึงสนามบิน เฉิงเย่ถึงเพิ่งรู้ว่าเฉียวหร่านจองตั๋วเฟิร์สคลาสไว้

ชีวิตเขานี่มันอัพเกรดขึ้นเยอะจริงๆ

โตมากับย่า เขาเลยติดนิสัยประหยัดมัธยัสถ์มาด้วย ต่อให้หาเงินได้เยอะแยะ เขาก็ไม่เคยนั่งเฟิร์สคลาสเลยสักครั้ง ขอแค่เร็วและสะดวกก็พอ

ที่นั่งเฟิร์สคลาสกว้างขวาง เบาะนุ่มสบาย มีผ้าห่มวางไว้พร้อมสรรพ

เฉิงเย่: "นั่งข้างในหรือข้างนอกครับ?"

"ข้างใน" พอนั่งลง เธอก็ถาม "เมื่อกี้ตอนส่งลูก คุณคิดอะไรอยู่เหรอ? ดูซึมๆ ไปนะ"

"เปล่าครับ... แค่คิดถึงย่าน่ะ"

เฉียวหร่านชะงัก "เมื่อเช้าได้โทรหาแกไหม?"

"ไม่ได้โทรครับ" เฉิงเย่อธิบาย "ขืนโทรไป แกก็นั่งรอชะเง้อคอ เชือดไก่เชือดเป็ดทำกับข้าวรอวุ่นวายไปหมด..."

หญิงชรามักกลัวหลานกินไม่อิ่มเวลาอยู่ข้างนอก พอรู้ว่าจะมาเยี่ยมทีไร ก็จะทำกับข้าวรอจนเต็มโต๊ะ

เขากลัวย่าเหนื่อย เคยบอกไปตั้งหลายครั้ง แกก็พยักหน้าเออออ แต่ก็ทำเหมือนเดิม เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

หลังๆ เขาเลยไม่บอกล่วงหน้า ไปถึงแล้วค่อยไปจ่ายตลาดทำกับข้าวเอง

จบบท

จบบทที่ บทที่ 15 นั่นแหละชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว