เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 8

ตอนที่ 8

ตอนที่ 8


โรงเรียนเวทมนตร์อิกนิท

โรงเรียนชื่อดังของฟรอเลียน อิกนิท อัครจอมเวทย์ชั้น 8 ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมาเมื่อสร้างคนรุ่นหลังที่จะเป็นผู้สืบทอดจอมเวทย์

แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนชื่อดังที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในทวีปมากว่า 500 ปี แต่ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์โบราณแล้ว มันยังขาดอะไรบางอย่างอยู่

เหตุผลนั้นก็ไม่ยาก

.

.

.

แม้ว่าอาณาจักรเรเดียนจะเป็นชาติเล็ก ๆ แต่มันก็ไม่ได้มั่นคงจากภายใน กลุ่มราชวงศ์ที่นำโดยเจ้าชายพระองค์แรกและกลุ่มใหม่ที่นำโดยเจ้าชายพระองค์ที่สองก็เกิดความขัดแย้งกัน

จอมเวทย์ส่วนมากในอาณาจักรจึงถูกนำตัวไปโดยคนเหล่านี้เพื่อต่อสู้ชิงอำนาจ

สถานการณ์นั้นเลวร้ายในหลายด้าน

แม้กระนั้น เหตุผลที่โรงเรียนอิกนิทยังคงอยู่ได้ก็เพราะคนคนเดียว

นั่นคือทายาทโดยตรงของอัครจอมเวทย์ชั้น 8 โฟรเลียนและเป็นผู้อำนวยการคนปัจจุบันของโรงเรียน

‘ไทเรียน อิกนิท’

อัครจอมเวทย์ชั้น 7 สิ่งที่หาได้ยากในทวีป และเป็นความภูมิใจสุดท้ายของอาณาจักรเรเดียน

เป็นเพราะเรื่องนี้ เขาจึงได้ข้อเสนอจำนวนมากจากทั้งสองฝ่ายที่มีความขัดแย้งกัน

ไทเรียนนั้นมีพลังมากพอที่จะเลือกข้าง และถ้าเขาเลือกข้างใดแล้ว ข้างนั้นก็จะกลายเป็นราชาคนถัดไปอย่างแน่นอน

เขาเป็นจอมเวทย์ที่แข็งแกร่ง

แต่ถึงอย่างนั้นไทเรียนก็ปฏิเสธทุกข้อเสนอ

ไม่สิ

เขาทำถึงขั้นตำหนิเจ้าชายทั้งสองคน

“ฝ่าบาท ถ้าจะก่อเรื่องก็ไปหาเรื่องกันเองเถอะ”

“ทะ…ไทเรียน…”

“จอมเวทย์ไม่ใช่สุนัขรับใช้อำนาจ เข้าใจไหม?”

“กล้าดียังไงถึงพูดแบบนั้น…”

เขานั้นมีคุณธรรม

มากพอที่จะถูกเรียกว่าความภูมิใจสุดท้ายของอาณาจักร

เขาค้นคว้าและเรียนรู้เรื่องมานามากกว่าใคร

เขาโศกเศร้ากับสถานะปัจจุบันของเหล่าจอมเวทย์ที่ควรจะค้นคว้าเพื่อการเติบโตและความรุ่งเรื่องของเวทมนตร์แต่กลับตามืดบอดเพราะรสชาติของความมั่งคั่งและอำนาจ

“ไม่มีคนดี ๆ เหลืออยู่เลยรึ”

เช่นเดียวกับกรณีของโรงเรียน

บางทีอาจเป็นเพราะนักเรียนทุกคนก็ล้วนเป็นลูกหลานของขุนนางสกปรก มันจึงไม่มีแบบอย่าง ‘ที่ดี’ ในระหว่างนักเรียนด้วยกันเลย

จากมุมมองของเขา เด็กทุกคนจะกลายเป็นขยะที่จะกลายเป็นทาสของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า

‘ถ้าหากเด็กคนนั้นไม่ต้องสาปล่ะก็…’

คนที่ไทเรียนกำลังคิดถึง นั่นคือรูน

รูน อาเดล

ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่มากกว่าตัวเขาที่มีสายเลือดอัครจอมเวทย์

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องสาปที่อันตรายพอ ๆ กับพรสวรรค์ของเขา

‘พระเจ้าช่างไร้ปรานี…’

เขาหยุดครุ่นคิดและส่ายหน้า

แม้ว่าเขาจะมีนิสัยดีและพยายามมากกว่าใครอื่น ชีวิตของรูนในฐานะของจอมเวทย์ก็จบลงแล้ว

สำหรับไทเรียน อนาคตของโรงเรียนนั้นสำคัญยิ่งกว่าลูกศิษย์คนเดียวที่มีเรื่องน่าเศร้า

‘ต้องหานักเรียนที่ดีให้เจอให้ได้’

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องทำการ ‘สอบ’ เพื่อที่จะแบ่งแยกนักเรียนออกจากกัน

การ ‘สอบ’ นั้นจะเป็นการค้นหาจอมเวทย์ที่มีคุณสมบัติพอที่จะดูแลให้กลายเป็นจอมเวทย์ที่ยอดเยี่ยมได้

การทดสอบ

เครื่องมือพิเศษที่นักเรียนแต่ละคนจะได้ใช้เพื่อวัดคุณค่าของตัวเอง

ดังนั้นผลของการสอบจึงเปลี่ยนแปลงได้หลายอย่าง

บางคนก็ยิ้มได้อย่างสดใสและฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้

บางคนก็จะได้ลิ้มรสของความพ่ายแพ้และจินตนาการถึงโลกที่สิ้นหวัง

ผมคือคนที่มักจะได้เห็นทั้งสวรรค์และนรกตลอดมา

ทุกการสอบข้อเขียนที่ผมสอบ ผมจะได้คะแนนเต็มทุกครั้ง

แต่ทุกการสอบภาคปฏิบัติ ผมได้คะแนนมากพอที่จะไม่สอบตกออกจากโรงเรียนเท่านั้น

เช่นเดียวกับการสอบครั้งนี้

ผมได้คะแนนเต็มในการสอบข้อเขียนสำหรับวันแรก

“รูน นายทำข้อเขียนพังยับเยินอีกแล้วนะ”

เจสันเพื่อนร่วมหอพักของผมบ่นพึมพำด้วยเสียงเบื่อหน่าย

เป็นน้ำเสียงที่บอกว่า ‘นายได้เต็มอย่างที่คิดเลย’

สำหรับพวกเขา การที่ผมสอบข้อเขียนได้เต็มนั้นถือเป็นเรื่องปกติ

“6 ปีสำหรับคะแนนเต็มข้อเขียนทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน…”

ใช่แล้ว

ไม่มีอะไรเปลี่ยน

ตัวผมเองก็ไม่แปลกใจอีกแล้วเพราะผมก็รักษาคะแนนข้อเขียนเต็มมาได้ตลอด 6 ปี

มันเป็นเช่นนั้นเอง

“อืม ผลสอบภาคปฏิบัติก็คงจะไม่เปลี่ยนเหมือนกันนะ”

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ผมนั้นจะสอบภาคปฏิบัติตกเสมอ

“โทษทีนะ ล้อเล่นน่ะ”

เจสัน ไอ้เวรเอ้ย

ผมหัวเราะเมื่อถูกมีดเสียบมาที่หัวใจ

แต่เขาก็ไม่ได้พูดผิดล่ะนะ

ชื่อของผมนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังที่แม้กระทั่งนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าโรงเรียนก็รู้จัก

ไม่ใช่ในฐานะจอมเวทย์อัจฉริยะที่เป็นที่หวั่นเกรง แต่เป็นฐานะไอ้งั่งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ผมยิ้มให้เจสัน

“ใครจะไปรู้ บางนี้ครั้งนี้ชั้นอาจจะได้คะแนนไม่เหมือนเดิมก็ได้”

“หืม? นายหมายความว่าไงน่ะ?”

ตอนที่เจสันถาม ผมมองผ่านวิชาการสอบภาคปฏิบัติเงียบ ๆ

ใช่แล้ว

ครั้งนี้มันจะต้องไม่เหมือนเดิม

หลังจากที่จบช่วงการสอบข้อเขียน พวกเราก็เร่าร้อนในการเตรียมตัวสอบภาคปฏิบัติ

การสอบภาคปฏิบัตินั้นจะเกิดขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์ จากรายการสอบแล้ว มีการสอบที่ค่อนข้างอันตรายอยู่ด้วย

ถ้าไม่นับการสอบที่วัดเกรดเป็นส่วนน้อย การสอบหลักนั้นจะมี 4 ครั้ง…

อย่างแรกก็คือ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ใช้เวทย์ที่มั่นใจที่สุดในระหว่าง 4 ธาตุหลัก จะต้องร่ายเวทย์ประเภททรงกลม 10 ครั้งพร้อมกันและโจมตีเป้าหมายที่ต่างกันพร้อมกัน

มันคือการทดสอบที่ต้องใช้สมาธิสูงมากและต้องมีความสามารถในการปลุกมานาที่สมบูรณ์แบบ

แน่นอนว่าในกรณีของผม ผมจะตกตั้งแต่ที่ยังไม่ได้ลองสอบ

ส่วนการสอบที่สองก็คือ

ใช้อาติแฟกต์ที่ชื่อว่า ‘โอเกอร์บรรพกาลคิงแกรม’ นักเรียนจะต้องร่ายเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองใส่มัน

มันจะวัดระดับมานาที่ปล่อยออกไป ดังนั้นจึงเป็นการสอบวัดระดับพลังทำลาย

ความยากและคะแนนเต็มของการสอบครั้งถัดไปจะถูกกำหนดไว้ตามผลของการสอบครั้งนี้ ดังนั้นนี่จึงเป็นการสอบที่สำคัญมาก

แน่นอนว่าผมสอบตกอยู่เสมอ

การสอบที่สาม

นักเรียนจะต้องไปที่ดินแดนยินเจนภายใต้การดูแลของคณะอาจารย์และอัศวินที่คอยสนับสนุนเพื่อต่อสู้กับวิญญาณร้ายและสัตว์ประหลาด

ระดับของสัตว์ประหลาดจะขึ้นอยู่กับปีและระดับของนักเรียน คะแนนจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักเรียนทำได้

แน่นอนว่าผมไม่เคยแม้แต่ย่างเท้าเข้าไปในพื้นที่สอบ

และสุดท้าย

มันจะเกิดขึ้นในม่านมานาพิเศษที่จะลดพลังทำลายของเวทมนตร์จากจอมเวทย์ไป 99%

จะเป็นการประลองระหว่างนักเรียนและคะแนนจะขึ้นอยู่กับผลที่ทำได้

แน่นอนว่าคะแนนของผม…คือคะแนนบ๊วยสุด

นี่คือการสอบ 4 วิชาหลัก

ถ้าไม่นับนักเรียนส่วนน้อยที่อยากจะเป็นฮีลเลอร์ จอมเวทย์ส่วนมากนั้นมักจะต้องการคะแนนที่ยอดเยี่ยมในการสอบเหล่านี้

แน่นอนว่ามันเป็นแบบนี้ทุกปี แต่ปีนี้คือปีที่สำคัญที่สุด

ถ้าไม่นับการสอบจบการศึกษา นี่คือการสอบครั้งสุดท้ายของพวกเราในโรงเรียน

บางทีอาจจะเพราะเหตุผลนี้ มันจึงมีบรรยากาศที่ตื่นเต้นในบรรดาเหล่านักเรียนปี 6

“คิดว่าใครจะได้ที่ 1 รอบนี้เหรอ?”

“นี่เป็นการสอบครั้งสุดท้ายของโรงเรียน มันสำคัญมาก! การสอบนี้จะตัดสินว่าชั้นจะถูกเชิญไปที่หอคอยเวทมนตร์ไหม…”

“ไม่มีทางที่นายจะได้ไปอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

“หุบปาก! แกก็เหมือนชั้นนั่นแหละ!”

แม้แต่ในภาวะที่น่าตื่นเต้นแบบนี้ ที่มุมหนึ่งของหัวใจทุกคน พวกเขาก็ปรารถนาที่จะได้เป็นตัวละครหลักของการสอบเหล่านี้

ทุกคนเป็นแบบนั้น

รวมถึงตัวผมด้วย

เพราะผมเองนั้นสอบตกภาคปฏิบัติมาตลอด 6 ปี ดังนั้นครั้งนี้มันต้องต่างออกไป

ไม่มีใครที่ต้องการคะแนนสอบครั้งนี้มากไปกว่าผมอีกแล้ว

แต่ผมก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการคาดเดาว่าจะได้เป็นที่ 1

ชื่อของผมไม่ได้อยู่ในสมองของใครเลยด้วยซ้ำ

“รอบนี้ใครจะได้ที่ 1 กันนะ?”

“อาจจะเป็นไมเคิลก็ได้”

“ก็จริง ผลสอบภาคปฏิบัติของไมเคิลมันบ้าไปแล้ว”

“เขาอาจจะเก่งที่สุดในรุ่นเราก็ได้”

ไมเคิล เกลฮิล

บุตรชายคนที่สามของตระกูลเกลฮิล ตระกูลจอมเวทย์ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในอาณาจักร และนับว่าเป็นตระกูลจอมเวทย์ตระกูลหลักด้วย

จอมเวทย์ในสภาส่วนใหญ่นั้นไม่มาจากตระกูลเกลฮิลก็จะมาจากตระกูลที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา

ด้วยตัวเขาเป็นลูกจากตระกูลที่มีเกียรติยศ ดังนั้นความอวดดีหัวรั้นของเขาจึงเป็นที่แน่นอน

“ใครมันพูดถึงชั้นกัน?”

“อ๊ะ…ไมเคิล…”

“แกพูดชื่อชั้นเรอะ? ทำไมต้องให้ชั้นมาใช้เวลากับ ‘เพื่อน’ ที่ชั้นจะไม่ได้เจออีกหลังจากเรียนจบกัน โรงเรียนต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแล้ว”

“ขะ…ขอโทษนะ…”

“ชั้นอดทนได้ดีมาตั้ง 6 ปีใช่ไหม?”

ความอวดดีของเขาได้ทำลายความคิดของทุกคนที่เป็นนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจตระกูลหรือการเป็นรุ่นเดียวกับเขา

แต่ก็โชคร้ายสำหรับเรา เพราะเขามีพรสวรรค์ที่จะมารับรองความอวดดีในตัวด้วย

คงไม่พูดเกินไปหากจะบอกว่าเขาเป็นตัวแทนของโรงเรียนเรา

“เฮ่อ…การสอบมันน่าเบื่อชะมัด ให้ชั้นเรียนจบ ๆ ไปได้แล้ว”

บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลเคาท์ที่ทรงอำนาจ

คะแนนอันโดดเด่น

พรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม

แค่ปราดตามองก็ดูเหมือนเขาจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เขาก็มีจุดอ่อนอยู่ด้วย

จุดอ่อนนั้นก็คือ…

“...รูน?”

ผม

“โย่ มาทำอะไรตรงนี้น่ะ?”

เพราะผมรักษาตำแหน่งผู้ที่สอบข้อเขียนอันดับหนึ่งได้อย่างเหนียวแน่น ไมเคิลจึงถูกผลักลงไปเป็นที่สองอยู่เสมอ

เขาจึงอาฆาตกับผมมาโดยตลอด

ตั้งแต่เข้าเรียนมาจนถึงตอนนี้

ไมเคิลหรี่ตาที่เหมือนกับงูและถามผม

“นี่นาย…ไม่มีทาง! คิดจะสอบปฏิบัติงั้นเหรอ?”

เขายั่วผมขณะที่สะบัดผมบลอนด์สว่างของเขาด้วยน้ำเสียงกวนบาทา

“ด้วยร่างกายกับภาวะแบบนั้นน่ะนะ?”

เจ้าสมุนใกล้ ๆ เริ่มหัวเราะเสียงดัง

“มีคนพิการคิดจะเข้าสอบด้วยว่ะ”

“ชั้นรู้นะ เจ้านั่นอาจจะอยากทำตัวเองขายหน้าก็ได้ ฮ่าฮ่า!”

พวกลูกสมุนของเขาสานต่อทุกสิ่งที่ไมเคิลทำ

มันอาจจะเป็นหน้าที่ของไอ้พวกนั้นก็ได้

หน้าที่ที่ต้องหัวเราะกับการเล่นตลกของไมเคิลน่ะ

เพื่อที่พวกมันจะได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเกลฮิลหลังเรียนจบและเพิ่มสายสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

เบน พอลท์ที่ทำร้ายผมก็เป็นคนที่คล้ายกับลูกสมุนของไมเคิล

ผมชินแล้ว

พอผมคุ้นเคยกับรูปแบบที่ต้องเจอ ผมก็แค่ยักไหล่แบบไม่สนใจอะไร

“ชั้นมาสอบน่ะ”

พอพูดจบ ไมเคิลก็ตากระตุกทันที

“ว่าไงนะ?”

“ชั้นมาสอบน่ะ”

“แกจะสอบเรอะ?”

เรื่องที่ผมมาที่นี่เพื่อสอบคงทำให้พวกเขาตกใจสักหน่อย

ไมเคิลเองก็ดูตกใจเล็ก ๆ แต่ก็คืนสีหน้าตามปกติมาได้

“อ๊ะ เพราะเป็นครั้งสุดท้ายที่แกจะได้ดิ้นรนซักหน่อย…อะไรแบบนั้นสินะ?”

“จะว่างั้นก็ได้”

“อืม ก็คงเป็นแบบนั้นล่ะนะ ไม่มีกฎห้ามคนพิการสอบอยู่แล้ว จะทำอะไรก็ทำเไปเถอะ อย่างแกน่ะทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”

หลังจากหัวเราะเยาะแล้วเขาก็แตะไหล่ผม

“แต่ว่านะรูน ชั้นจะแนะนำอะไรให้”

“คงแย่แน่ถ้าจะเห็นแกได้ดิ้นรนขนาดนั้นเพื่อล้มลงในตอนสุดท้ายน่ะ ถ้าไม่อยากขายหน้าก็เลิ…”

“ชั้นไม่ต้องการ”

“...อะไรนะ?”

“ชั้นไม่อยากได้คะแนะนำของนาย”

เมื่อเห็นผมยิ้ม สีหน้าไมเคิลก็เยือกเย็นขึ้น

เช่นเดียวกับผู้ติดตามของเขา ทั้งห้องเริ่มเย็นยะเยือก

กลับกัน หัวใจของผมกลับร้อนขึ้นมาเล็กน้อย

“โห…”

ไมเคิลหมุนคอทำเสียงกร๊อบแกร๊บก่อนจะมองด้วยหน้าที่คุกคามที่สุดที่เขาจะทำได้

และพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ให้ความประทับใจว่าเขาค่อนข้างอดทน

“รูน ชั้นจะเตือนแกนะ อย่าพูดขัดตอนที่ชั้นกำลังพูดอยู่ แค่หุบปากแล้วฟังให้จบ เข้าใจไหม?”

อ๊ะ ไม่อยากจะรั้งมือเลยนะ

ทำไมผมถึงเป็นแบบนี้?

บางทีนี่อาจจะเป็นภาวะผิดปกติเหมือนกัน

“ไมเคิล”

“อะไร?”

ยังไงผมก็ต้องพูดอะไรออกมาอยู่แล้ว

“ห่วงตัวเองเถอะ”

ไมเคิลหน้าแดงด้วยความโกรธ

จบบทที่ ตอนที่ 8

คัดลอกลิงก์แล้ว