เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7

ตอนที่ 7

ตอนที่ 7


“รุยน่าเป็นยังไงบ้างพ่อ?”

“ตอนนี้รุยน่าโตแล้วน่ะ ช่วงนี้กำลังฝึกวิชาดาบอยู่ด้วย”

“ดาบ งั้นเหรอ…”

“หึหึ น้องบอกว่าจะปกป้องพี่ชายอ่อนแอของเธอน่ะ”

“บ้าจริง น่าอายชะมัด”

รุยน่าคือน้องสาวของผม

หลายปีแล้วตั้งแต่ที่ผมไม่ได้พบกับรุยน่า แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังจำเด็กสาวซุกซนแต่น่ารักกับผมได้

แต่ในตอนนี้ น้องสาวของผมกำลังเรียนวิชาดาบ

เพื่อปกป้องผม

เฮ่อ น่าอายจริง ๆ

“ทางนี้พ่อ”

พ่อของผมดูแปลกใจอย่างต่อเนื่องเมื่อมองภายในของโรงเรียนขณะที่เดินไปทางห้องพยาบาล

บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเขาคือขุนนางที่เดินทางมาที่เมืองใหญ่จากชนบท

รอยยิ้มของผมไม่ได้เลือนหายไปด้วยเหตุผลบางอย่าง

แต่ก็เถอะ ดูจากสีหน้าของพ่อแล้ว ผมเลยจงใจเลือกทางอ้อมที่ยาวกว่าในโรงเรียนเพื่ออวดโรงเรียนให้พ่อเห็นก่อนจะเดินมาที่ห้องพยาบาล

“ถึงแล้วพ่อ เอาชาหน่อยไหม?”

“เอาสิ”

หลังจากผมชงชาเองบนโต๊ะชาและวางหน้าพ่อ ความเงียบที่ชวนอึดอัดก็ค่อย ๆ จางหายไป

“ชาอร่อยดีนะ”

แม้ว่ามันจะเป็นชาสมุนไพรธรรมดาก็ตาม

ผมบอกได้ว่าพ่อแค่ใช้ชาเป็นข้ออ้าง เพราะเขาระวังที่จะใช้คำพูดที่ไม่ทำร้ายผมมากกว่า

ผมจึงเปิดฝ่ายพูดก่อน

“ผมสบายดีนะพ่อ”

“ลูกพูดถึงเรื่องอะไร?”

“ทุกอย่างดีหมดเลย ไม่ได้เจ็บตัวหรือเจ็บใจอะไรทั้งนั้น”

ความเงียบจู่โจมพวกเราอีกครั้ง และพ่อก็จิบชาโดยไม่พูดอะไร

มันนาน แต่ก็เป็นเพียงครู่สั้น ๆ

สุดท้ายพ่อก็พูดออกมา

“ถ้าลูกเหนื่อย…ลูกกลับบ้านเราได้เสมอนะ ถ้าลูกกำลังลำบากและอดกลั้นเอาไว้เพราะพูดอะไรออกมาไม่ได้…”

“ผมไม่ได้กำลังลำบากนะพ่อ”

“แต่ลูกเจอกับเรื่องนั้นมาไม่ใช่เหรอ? แล้วมันก็เป็นเรื่องใหญ่ด้วย เป็นความผิดของพ่อเอง ผิดที่ลูกมีปัญหาเพราะพ่อไม่ได้แข็งแกร่งมากพอ”

“ไม่ใช่เพราะพ่อหรอกนะ ที่จริงเป็นความผิดของผมต่างหาก เรื่องมันเกิดก็เพราะผมอดทนต่อความโกรธไม่ได้…”

ก่อนที่จะนาน ถ้วยชาของพ่อก็หมดแล้ว ผมเลยขอรินชาให้ใหม่

“พ่อสงสัยไหม? ชีวิตในโรงเรียนของผมน่ะ?”

พ่อตาเป็นประกาย

แน่นอนว่าเขาต้องสงสัย สงสัยยิ่งกว่าที่ใครจะเป็นได้

เขาเป็นหนึ่งในคนที่รู้ว่าพรสวรรค์อันสุดยอดของผมนั้นก้าวเหนือล้ำกว่าจอมเวทย์ธรรมดา

“มันเหมือนกับติดอยู่ในถ้ำไร้จุดจบ ไม่ว่าจะดิ้นรนเพื่อวิ่งหนีเท่าไหร่ ทางออกก็ไม่เคยเผยให้เห็น ความมืดมิดดำสนิทอยู่รอบตัวผม ตั้งแต่ที่เวทมนตร์ติดขัดในตอนอายุ 10 ปี”

“เพราะแบบนี้ผมถึงพยายามอย่างหนัก ผมคิดถึงความสนอกสนใจจากคนอื่นที่ไม่คู่ควรจะได้รับในตอนอายุ 10 ปี แต่แม้จะเป็นแบบนั้น ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ มันก็ไร้ค่า บางทีอาจจะเพราะเรื่องนี้ที่ทำให้ดูเหมือนผมมีความโกรธแค้นฝึกลึกอยู่ข้างใน แต่ผมก็ไม่อยากจะเสียหน้า ผมมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นที่ดูถูกผมหรือดูหมิ่นพ่อ  เรื่องคราวที่แล้วก็เกิดขึ้นเพราะแบบนี้เหมือนกัน”

พ่อตั้งใจฟังเรื่องที่ผมเล่าโดยไม่พูดอะไร

สีหน้าเศร้าหมองราวกับน้ำตาหนึ่งหยดพร้อมจะไหลออกมาจากตาของพ่อทุกเมื่อ

ผมพยายามจะพลิกอารมณ์โดยการยิ้มอย่างสดใสเมื่อเล่าเรื่องในตอนที่เศร้าหมอง

“แต่พ่อรู้ไหมว่าตอนนี้มันเป็นยังไงบ้าง?”

พ่อมองผมที่กำลังยิ้ม

ราวกับว่าอยากจะให้เล่าต่อ

“หลังจากรอมา 6 ปี ในที่สุดผมก็เจอแสงที่ปลายอุโมงค์”

“เอ๋?”

“ผมคิดว่าผมเจอทางแล้ว”

“...เจอทางเหรอ? ลูกหมายความว่าอะไร?”

พ่อตอบด้วยความประหลาดใจ

แต่ผมจะอธิบายกับพ่อยังไงล่ะ…?

“อืม ตอนนี้ยังเล่าให้พ่อฟังทั้งหมดไม่ได้…”

พ่อถามด้วยความไม่พอใจในขณะที่ผมลังเลที่จะพูด

“หรือว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องแปลก ๆ ที่ลูกกำลังทำช่วงนี้?”

“เรื่องแปลก ๆ?”

“ก็ที่เตะต่อยอากาศไง”

“พ่อรู้ได้ยังไงน่ะ?”

พ่อปิดปากเมื่อผมถาม

เหตุผลที่พ่อมาที่นี่จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่ผิดแน่

ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ไปถึงพ่อควรจะเป็น ‘เอกสารทางการ’ แล้วพ่อรู้เรื่องเล็กน้อยแบบนั้นได้ยังไง?

คำพูดต่อมาของพ่อทำให้ผมแปลกใจเล็ก ๆ

“จากไฮเดล…ไม่สิ พ่อได้ยินมาจากอาจารย์ไฮเดล”

“อะไรนะ?”

ถ้าได้ยินมาจากอาจารย์ไฮเดล

มันหมายความว่ายังไง?

แต่เขาก็รีบย้อนกลับมาที่เราพูดคุยกันราวกับจะบอกว่ามันไม่สำคัญ

“บอกพ่อมาสิ มันเกี่ยวกับเรื่องนี้รึเปล่า?”

ผมพยักหน้า

“ใช่ มันเกี่ยวกัน”

พ่อทำหน้าที่บอกว่าเขามีคำถามเรื่องผมอยู่เต็มไปหมด

ใช่ นั่นก็เข้าใจได้

ลูกของเขาที่เคยพูดว่าจะเป็นจอมเวทย์เริ่มเตะต่อยอากาศหลังจากที่โดนเวทย์สายฟ้า

แน่นอนว่าคนเป็นพ่อต้องเป็นห่วง

บางทีอาจจะดีแล้วที่พ่อไม่คิดว่าผมเป็นบ้าวิกลจริตไป

“มันเป็นวิธีรักษาอาการป่วยของลูกเหรอ?”

“ใช่ ถึงผมจะพูดอะไรมากไม่ได้…แต่มันก็ใกล้เคียงนะพ่อ”

พ่อตาเป็นประกายเล็กน้อย

ถึงแม้ว่าคำถามจะไม่ได้รับคำตอบจนถึงที่สุด แต่อย่างน้อยมันก็เป็นคำตอบที่มีหวัง

แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผย

ดูเหมือนว่าเขาจะอึดอัดเล็ก ๆ

“เชื่อใจผมนะพ่อ”

“พ่อมาที่นี่เพื่อถามลูกว่าอยากจะออกจากโรงเรียนไหม”

“ผมรู้ ผมถึงบอกพ่อแบบนี้”

“ผมขอให้สัญญา สัญญาระหว่างพ่อกับลูก”

“สัญญาเหรอ?”

“ใช่ สัญญา”

ผมยิ้มให้พ่อที่กระวนกระวาย

“ในการสอบครั้งถัดไป ผมจะสอบภาคปฏิบัติให้ได้คะแนนดี”

เกรดของผม ไม่ว่าจะดูอย่างไรมันก็เลวร้ายพอที่จะเรียกได้ว่าน่าอับอาย

เพราะแม้ว่าการสอบภาคทฤษฎีจะได้คะแนนเต็มทุกครั้ง แต่การสอบภาคปฏิบัตินั้นจะได้ 0 คะแนนในทุกวิชา

สำหรับผมที่พูดว่าผมจะได้คะแนนดีในการสอบปฏิบัตินั้นเหมือนกับการหลอกลวงด้วยมุกเก่าว่าจะทำอะไรได้จากที่ไม่เคยได้อะไร

“พ่อไม่รู้”

พ่อยังคงมีสีหน้าลำบากใจ

สำหรับเขา ไม่มีอะไรชัดเจนเลยในตอนนี้

พ่อจะวิตกต่อไปถ้าผมยังอยู่ในโรงเรียน

ผมรู้

ว่าผม ‘ขาดคุณสมบัติ’ ทั้งการเป็นจอมเวทย์และนักเรียน

แม้ว่าผมจะรู้ทั้งหมดนี้ ผมก็ยังมองตรงไปที่หน้าพ่อ

“ถ้าครั้งหน้าสอบตก ผมจะทำทุกอย่างตามที่พ่อพูด”

เทอมถัดไป

ยังเหลืออีก 2 เทอมจนกว่าจะจบการศึกษา

เวลาสั้นเกินไปที่จะเตรียมทำอะไรใหม่

พ่อจะคิดยังไงกับผมที่มีแต่ความมั่นใจในตอนนี้ล่ะ?

หรือคิดว่าผมโง่เกินเยียวยาแล้ว?

หรือคิดว่าผมไม่มีอะไรนอกจากความปรารถนา?

ผมไม่รู้

ผมตบหน้าอกตรงหัวใจอย่างจงใจและหัวเราะเชิงตลกขบขัน

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น โดนเวทย์สายฟ้าแล้วผมยังรอดมาได้เลยนะ”

“...รูน…”

“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ”

ผมพูดจริงจังแฝงในความติดตลกออกไป

ผมหยุดหัวเราะและมองตาของพ่ออย่างตั้งใจ

“พ่อ”

“หืม”

“พ่อรอผมมา 6 ปีแล้ว ผมจะพยายามไม่ให้พ่อรอไปมากกว่านี้”

ผมแสดงความมั่นใจให้พ่อไปพอรึยังนะ?

ไม่รู้หรอก

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจ

“ขอบคุณที่รอมาตลอดนะพ่อ”

พ่อยกถ้วยชาอีกครั้งด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

“...ชาอร่อยจริง ๆ”

“นั่นมันชาสมุนไพรธรรมดา”

“ไม่เกี่ยวกับว่าพ่อดื่มอะไร แต่ดื่มกับใครต่างหาก รินให้พ่ออีกได้ไหม?”

เป็นตอนนี้เองที่พ่อยอมรับคำขอของผม

พ่ออยู่ในโรงเรียนอีกไม่นานและเดินทางกลับบ้าน

การที่ขุนนางอยู่ในสถาบันการศึกษาเช่นนี้เป็นเวลานานเกินไปนั้นไม่ใช่ภาพที่ดี และมักจะบิดเบือนเรื่องราวได้ง่าย

ก่อนที่จะเดินทางกลับ พ่อบอกกับผมว่า

“ดูแลร่างกายลูกดี ๆ นะ”

ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากจะกดดันผมแม้จะจนถึงที่สุด

เพราะเรื่องนี้ ผมเลยไม่ได้พูดจาชวนอ้วกอย่าง ‘ผมจะเป็นจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก’ ออกมา

ซึ่งก็ดีกว่าที่จะไม่พูด

ในตอนนี้ ให้ความมั่นใจกับพ่อไปเท่านั้นก็มากพอแล้ว

“เจอพ่อสนุกไหมล่ะ?”

อาจารย์ไฮเดลที่มาส่งพ่อกับผมถาม

ผมได้แต่มองกลับไปและถามกลับ

“รู้จักพ่อผมได้ยังไง?”

อาจารย์ไฮเดลยักไหล่ เขาดูไม่พอใจเล็กน้อย

“เขาพูดงั้นเหรอ? ว่ารู้จักชั้นน่ะ?”

“อืม…เขาไม่ได้เล่าอะไรนะ”

อาจารย์ไฮเดลมองรอบ ๆ ราวกับจะปิดบังอะไรบางอย่าง เมื่อยืนยันได้ว่าไม่มีใครเขาก็กระซิบบอกผม

“พ่อของนาย ลอร์ดเดลลิน อาเดล เป็นเพื่อนกับชั้นมาตั้งนานแล้ว”

“ว่าไงนะ?”

“แล้วเขาก็เป็นผู้มีพระคุณที่ชั้นไม่อาจจะตอบแทนได้ ต่อให้ต้องทำงานไปตลอดชีวิตก็เถอะ”

มันเป็นคำพูดที่น่าตกใจ

สำหรับพ่อที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้มีพระคุณ

สำหรับพ่อที่จะมีความสัมพันธ์กับจอมเวทย์แบบนั้น

อาจารย์ไฮเดลพูดกับผมสักระยะขณะที่มองกลุ่มเดินทางของพ่อที่ค่อย ๆ หดเล็กลงไปตามสายตา

“รูน นายควรจะรู้จากข่าวลือแล้วว่าชั้นเกิดมาเป็นสามัญชน”

“ครับ”

“บ้านของชั้นอยู่ในอาเดล”

“เอ๋ ดินแดนของเราเป็นบ้านของอาจารย์เหรอ?”

“เกิดมาเป็นคนยากจน คนที่ส่งคนที่ไม่มีอะไรอย่างชั้นมาที่นี่ก็คือปู่ของนายที่เป็นอดีตหัวหน้าตระกูลอาเดล ลอร์ดฮวีเดล ส่วนลูกชายที่ขอร้องให้ลอร์ดฮวีเดลให้โอกาสชั้นก็คือพ่อของนาย นายน้อยเดลลิน อาเดลในตอนนั้น”

มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก

อาจารย์ไฮเดล

มันไม่ใช่ข้อมูลที่ละเอียด แต่ก็มีข่าวลือออกมาบ้างเรื่องการเกิดมาเป็นสามัญชนของเขา

นั่นคือเหตุผลที่เรื่องทั้งหมดมันน่าประทับใจ

แม้ว่าเขาจะเป็นสามัญชน การได้เป็นอารจารย์สอน ‘เวทมตร์ต่อสู้’ ที่ต้องใช้คุณสมบัติสูงสุดก็คือเป้าหมายของคนที่เกิดมาสูงส่ง

การได้เห็นคนที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ได้กลายมาเป็นจอมเวทย์ระดับสูงนั้น

“พ่อกับคุณปู่…”

นี่เองที่เขาพูดว่า ‘ผู้มีพระคุณชั่วชีวิต’ คืออะไร

“เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจากพ่อของนายนะ เขาไม่อยากจะให้ชั้นบอกใบ้อะไรกับเรื่องนี้เลย เหตุผลก็เพราะ…นายรู้จักลอร์ดเดลลินดีกว่าชั้นใช่ไหม?”

เดลลิน อาเดล

พ่อของผม

เขาไม่ใช่คนที่จะขอให้คนอื่นช่วยเหลือผมเพื่อตอบแทนบุญคุณ

เขาจะปิดบัง พูดออกไปก็เหมือนกับเป็นภาระ และถ้าเขาปิดบังไม่ได้ เขาก็จะมอบของขวัญและความหวังดีให้

ผมพยักหน้าเบา ๆ แสดงความเข้าใจ อาจารย์ไฮเดลยิ้มให้อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“นี่เป็นความลับของเราสองคน ถ้าเรื่องนี้มีคนรู้เข้าคงไม่ดีแน่”

“ครับ? อ๊ะ โอเค”

“และถ้าหากบังเอิญว่านายคิดว่าชั้นทำดีกับนายมากกว่าล่ะก็…ลืมไปได้เลย มันจะไม่เกิดขึ้น”

เขาคิดว่าผมเป็นใครกัน?

ผมตอบกลับเสียงแข็งพอกัน

“ผมปฏิเสธเรื่องนั้นเหมือนกัน อาจารย์”

“ดี”

เขายิ้มราวกับว่าคำตอบของผมมันตลก และก็จ้องมองพ่อของผมที่หายไปไกลแล้ว

ใจเย็นและจริงจังอยู่เสมอ

อาจารย์ที่แสดงรัศมีความเย็นชาและดูราวกับมองคนได้ทะลุปรุโปร่ง

ดวงตาของเขาเปล่งประกายเป็นครั้งแรก

ด้วยความไร้เดียงสาอันบริสุทธิ์

เหมือนกับเด็กน้อย

ไฮเดลคิดย้อนกลับระหว่างที่ทำงานและบ้านของเขา

หัวใจเขายังคงยินดีและรู้สึกขอบคุณที่ได้พบกับเพื่อนเก่า

‘เดลลิน อาเดล…’

เด็กตระกูลขุนนางที่ยื่นชิ้นขนมปังให้กับสามัญชนที่พยายามจะเรียนรู้ให้นานอีกสักหน่อยขณะที่อดทนต่อความหิว

มิตรภาพของพวกเขาก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างสามัญชนและขุนนาง และเพราะมิตรภาพนั้น เขาจึงได้เป็นเขาในทุกวันนี้

ไฮเดลนั้นห่วงใยอยู่เสมอ

‘ชั้นจะตอบแทนน้ำใจนี้ยังไง?’

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้

เดลลิน อาเดล

ผู้ที่มีนิสัยดื้อด้านจนน่าหงุดหงิด

เขาไม่เคยปรารถนาความช่วยเหลือใดเลยจากไฮเดล

แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเดลลินหรือรูน ก็ไม่มีใครในบ้านอาเดลที่รู้ว่าไฮเดลนั้นช่วยเหลือพวกเขาไปแล้ว

.

.

.

จากการประเมินภายใน การล้มเหลวของรูนนั้นเป็นที่ตัดสินแล้ว แต่รูนไม่รู้เลยว่าไฮเดลนั้นพูดกับบุคคลระดับสูงโดยตรงเพื่อรั้งรูนเอาไว้ในโรงเรียน

‘ทำงานอาสาในโรงเรียนเป็นเวลา 1 เดือน’

นี่คือบทลงโทษจากเหตุครั้งนั้น รูนควรจะถูกไล่ออกไปกับเบน พอลท์หรือไม่ก็ได้รับบทลงโทษที่รุนแรงแบบเดียวกัน แต่ไฮเดลเองก็เป็นคนที่ขอให้บทลงโทษสถานเบากว่านี้

เพราะว่านี่คืออย่างน้อยของสิ่งที่เขาจะทำให้ตระกูล ‘อาเดล’ เพื่อตอบแทนน้ำใจที่เขาได้รับมา

ไฮเดลนึกถึงรูน ที่เป็นจุดสนใจของทั้งสองฝ่าย

‘เด็กคนนั้น...ตอนนี้ทำอะไรอยู่นะ?’

จากที่ได้ยินจากเดลลิน อาเดล รูนนั้นสัญญาว่าเขาจะต้องได้คะแนนดีในการสอบครั้งถัดไป

แล้วจอมเวทย์ที่ปล่อยเวทย์ออกมาไม่ได้จะได้คะแนนดีได้อย่างไร?

แม้แต่อาจารย์อย่างเขาก็ทำได้แค่หยุดไม่ให้อาเดลตกจากชั้นเรียนได้เท่านั้น

เขาไไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนสอบ

หมายความว่าคะแนนทั้งหมดนั้นจะต้องมาจากตัวรูนเอง

‘เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น…’

ไฮเดลพูดขณะที่มองปฏิทิน

วงกลมสีแดงบ่งบอกเวลาสอบที่กำลังจะมาถึง

‘...ถึงเวลานั้นเราคงรู้เอง’

ในตอนนี้ รูนกลายเป็นนักเรียนที่น่าสนใจมากในการจับตา

จบบทที่ ตอนที่ 7

คัดลอกลิงก์แล้ว