เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3


“อาจารย์…”

“อาการเป็นยังไงบ้าง?”

เป็นอาจารย์ไฮเดลนั่นเอง

เขากำลังมองผมด้วยสีหน้าซับซ้อน

การได้เห็นอาจารย์ทำหน้าแบบนี้แล้ว ผมก็พยายามสุดความสามารถที่จะตอบออกไปอย่างใจเย็น

“ไม่เป็นไรครับ”

“...โล่งอกไปที”

เขากระแอมราวกับจะปลดปล่อยความกระอักกระอ่วนและพูดบางอย่างออกมา

“อย่างแรกก็คือ เบน พอลท์ถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้ว”

เบน พอลท์

คนที่ผมซัดจมูกหัก

แล้วก็เป็นคนที่ร่ายเวทย์สายฟ้าใส่ผมอย่างกับคนบ้าด้วย

ลูกชายคนที่สองของบารอนพอลท์ เป็นที่รู้กันดีว่าเขาก้าวร้าวแค่ไหน

แต่เรื่องที่น่าตกใจที่สุดก็คือการถูกไล่ออกของเขา

“ไล่ออก?”

“ใช่แล้ว”

“เขาถูกไล่ออกทั้ง ๆ ที่อีกไม่ถึงปีจะเรียนจบเนี่ยนะ?”

“กฎของโรงเรียนถือเป็นที่สุด”

โรงเรียนเวทมนตร์อิกนิท

หนึ่งในโรงเรียนเวทมนตร์ที่ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในอาณาจักร

ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือสามัญชน นักเรียนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

แน่นอนว่าการรังแกหรือการทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเหตุผลใดก็ตามนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม

การต่อสู้เล็ก ๆ ที่ไม่ใช้เวทมนตร์ในระดับหนึ่งนั้นมักจะลงเอยด้วยการลงโทษจากคนระดับสูงของโรงเรียน

แต่เรื่องราวนั้นจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงถ้าหากมีเวทมนตร์มาเกี่ยวข้องด้วย

เพราะมันจะแสดงให้เห็นถึงเจตนาฆ่า การไล่ออกถือเป็นบทลงโทษสถานเบาแล้ว

“ถ้าอย่างนั้น…”

แต่เจ้านั่นจะต้องหาทางอะไรสักอย่างแน่

นั่นก็เพราะว่าตระกูลพอลท์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ ‘คณะราชวงศ์’ ที่ถือศูนย์กลางอำนาจในอาณาจักร

ต่อให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียนอิกนิท พวกเขาก็ต้องหาทางออกอื่นในโรงเรียนอื่นได้แน่นอน

พวกเขามีอำนาจ

ปัญหาก็คือ…ตัวผมเอง

“เช่นเดียวกัน รูน นายเองก็หนีบทลงโทษไม่พ้นนะ”

อย่างที่คิดเลย

ผมเองก็หนีบทลงโทษไม่พ้นเช่นเดียวกัน

แม้ว่าหลัก ๆ แล้วเรื่องจะเกิดขึ้นเพราะเบน พอลท์ แต่คนที่เริ่มใช้กำลังก่อนก็คือตัวผม

‘ถ้าหากเราโดนไล่ออก…’

จะเกิดอะไรขึ้นกับเรากันนะ?

ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาล่ะ?

ครอบครัวของผมไม่มีอำนาจพอที่จะหาโอกาสอื่นอย่างเบน พอลท์

นี่คงเป็นทางตันแล้ว

ผมข่มความวิตกกังวลที่ทำให้ตัวสั่นและพูดให้ใจเย็นที่สุด

“...ครับ บอกมาเถอะว่าบทลงโทษคืออะไร”

“บทลงโทษของนายคือ…ทำงานอาสาที่โรงเรียนเป็นเวลาหนึ่งเดือน”

“...หา?”

งานอาสา

ผมประหลาดใจที่บทลงโทษนั้นเบาจนไม่คาดคิด

“พวกเราได้ยินเรื่องการเลือกปฏิบัติและการดูถูกเหยียดหยามในตัวนายมาก่อน แล้วเราก็ได้ยินเรื่องที่เบน พอลท์กล้าดูถูกหัวหน้าตระกูลอาเดลด้วย”

“พอคิดดูในฐานะนายแล้ว นี่จึงเป็นบทลงโทษของนาย”

ราวกับว่าพายุได้พัดผ่านไป

บางทีผมก็รู้สึกว่าโรงเรียนเข้าใจผม

“บทลงโทษจะเริ่มในทันทีที่นายฟื้นฟูตัวเต็มที่แล้ว จนถึงตอนนั้นก็รีบรักษาตัวซะล่ะ”

“......ครับ”

บทสนทนาของเราจบลงแต่เพียงเท่านี้ แต่อาจารย์ไฮเดลก็ยังคงไม่ไปไหน

แม้ว่าเขาจะบอกเรื่องที่ผมจำเป็นต้องรู้จนหมดแล้ว แทนที่จะกลับไป เขาก็เดินไปที่เก้าอี้ถัดจากเตียงและนั่งใกล้ผม

จากนั้นเขาก็ถามอย่างจริงจัง

“ชั้นถามอะไรนายหน่อยได้ไหม?”

ผมพยักหน้าตอบรับ อาจารย์ไฮเดลลังเลอยู่หนึ่งวินาที จากนั้นจึงถาม

“หรือว่านายจะมี…‘อาติแฟกต์’ ?”

“อะไรนะครับ?”

อาติแฟกต์

อาวุธที่เหลือทิ้งไว้โดยจอมเวทย์เก่าแก่ อาวุธที่ควรจะมีมานาไร้ขีดจำกัดอยู่ภายใน

อุปกรณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้โลกสั่นคลอดและเปลี่ยนรากฐานของโลกได้

แต่มันก็แค่เรื่องเล่าอันว่างเปล่าที่เจอในหนังสือประวัติศาสตร์เท่านั้น

อาติแฟกต์ที่มีอยู่ในชีวิตจริงนั้นไม่ได้ใกล้เคียงกับพลังที่เขียนไว้ในประวัติศาสตร์และถูกนับว่าเป็นของวิเศษเท่านั้น

มันเป็นของวิเศษที่จะคงสภาพมานาของผู้ใช้ในระยะเวลาหนึ่งหรือไม่ก็ฝังเวทย์ถาวรพิเศษบางอย่างลงไป

จะนับว่ามันเป็นของเลียนแบบอาติแฟกต์ในตำนานก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หาได้ยากมากและแพงอีกด้วย แพงจนถึงขั้นที่ขุนนางทั่วไปไม่มีทางได้ฝันว่าจะเป็นเจ้าของมัน

นั่นยังหมายถึงตระกูลของผมด้วย

“เห ไม่มีทางที่ผมจะมีอาติแฟกต์ได้หรอก…”

ตระกูลและพ่อของผมนั้นห่วงใยเรื่องของดินแดนเสียยิ่งกว่าอำนาจและเงินตรา

ของแพง ๆ อย่างอาติแฟกต์นั้นไม่คู่ควรกับพวกเราจริง ๆ

อาจารย์ไฮเดลเองก็รู้เรื่องนี้ดี

“จริงของนาย คงยากที่ตระกูลอาเดลจะมีอาติแฟกต์ได้”

“ทำไมถึงถามผมล่ะครับ?”

อาจารย์ไฮเดลตอบคำถามของผม

และเป็นคำตอบที่น่าตกใจด้วย

“ก่อนหน้านี้ ตอนที่นายล้มลงหลังจากโดนเวทย์สายฟ้า มีแสงประหลาดเปล่งประกายออกมาจากตัวนาย”

“ว่าไงนะ?”

“มันเป็นแสงสีแดง เหมือนกับมีอาติแฟกต์โบราณกำลังปกป้องนาย แสงสีแดงนั้นสะท้อนเวทย์ของเบน พอลท์ออกไป”

“เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย…”

คำถามแรกก็คือเรื่องที่เขาพูดเป็นความจริงหรือไม่

แต่ผมรู้ว่าอาจารย์ไฮเดลไม่ใช่พวกที่พูดเล่นในสถานการณ์แบบนี้

‘เดี๋ยวก่อน’

สมองของผมเริ่มใช้ความคิดขึ้นเรื่อย ๆ

ผมจำได้ว่าฮีลเลอร์เฮเลนนั้นพูดถึงร่างกายที่ปกติจนผิดปกติของผม

และความฝันประหลาดของผม

ชายที่มีดวงตาสีแดง

และเสียงที่แตกต่างกันที่ได้ยิน

.

.

คุณคือดร้าก้าผู้ทำลายล้างโลกที่กลับมาเกิดใหม่

อาติแฟกต์ “ผู้เล่น” ทำงาน

ขีดจำกัดถูกยกเลิกผ่านหน้าต่างสถานะ

.

.

ผมส่ายหัว

นี่เราคิดอะไรอยู่กันเนี่ย?

มันก็แค่ความฝัน ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

จู่ ๆ ก็พูดถึงเรื่องอาติแฟกต์…

ผมตอบกับอาจารย์ไฮเดลที่กำลังวิเคราะห์ตัวผมด้วยสายตาทิ่มแทง

“ผมไม่คิดว่าผมจะรู้เรื่องนะ”

“...ช่างเถอะ”

เขาพยักหน้าให้กับคำตอบก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้

จากนั้นเขาก็พูดเรื่องสุดท้าย

“ดีแล้วที่นายไม่ได้บาดเจ็บอะไร”

“ก็ไม่ได้เป็นอะไรนั่นแหละครับ”

ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยหลังจากเจอกับเวทย์สายฟ้าเข้าจัง ๆ

อาจารย์ไฮเดลบอกว่าสถานการณ์ของผมแปลกมาก แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านี้

“พักผ่อนเถอะ”

“ครับอาจารย์”

อาจารย์ไฮเดลออกจากห้องฟื้นฟู และผมก็เอนกายลงตามเดิม

ปึ้ก

“เฮ่อ”

ความกังวลเรื่องเหตุที่เกิดขึ้นกับบทลงโทษของผมนั้นลงน้อยลงไปเล็กน้อย แต่คำถามที่ตอบไม่ได้นั้นทำให้ความคิดของผมยุ่งเหยิง

อาติแฟกต์

ดราก้า ผู้ทำลายล้างโลก

แล้วก็ ‘ผู้เล่น’

คำที่ไม่คุ้นเคยกับคำที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตของผมเล่นซ้ำอยู่ในหัว

ไม่ใช่แค่นั้น

‘คิดว่ายังมีอย่างอื่นอีกนะ…’

ผมนึกถึงคำพูดนั้นซ้ำ พึมพำอยู่แผ่วเบา

“หน้าต่างสถานะ?”

จากนั้นก็มีบางอย่างปรากฏขึ้นมาต่อหน้าต่อตา

.

.

“โว้ววว! อะไรเนี่ย?”

ผมตกใจจนเตะผ้าห่มตกจากเตียง

เฮเลนรีบเข้ามาถาม

“เธอเป็นอะไรรึเปล่า?”

“...เอ๋?”

“เธอหน้าซีดนะ เจ็บตรงไหนไหม?”

“เอ่อ…เปล่าครับ มันก็แค่…คุณไม่เห็นนี่เหรอ?”

ผมชี้ไปที่จอสีฟ้ากึ่งโปร่งใสตรงหน้า

มันเหมือนกับม่านพลังมานา มีข้อความเขียนไว้ตัวเล็ก ๆ

.

.

.

รูน อาเดล

ดราก้าผู้ทำลายล้างโลกที่กลับมาเกิดใหม่

ด้วยผลจากการตามหาพลังอันไร้สิ้นสุด จอมเวทย์ดราก้าดับสูญไปพร้อมกับโลกของเขา สำหรับดราก้าที่เกิดมาไร้พลังในการปลุกมานานั้น พละกำลังคือต้นกำเนิดพลังของเขา

ผู้เล่น : อาติแฟกต์ของดรากร้าที่สามารถอัญเชิญหน้าต่างสถานะ และเพิ่มพลังได้อย่างไร้ขีดจำกัดผ่านภารกิจ

Strength : 150 +++

Agility: 100

Wisdom: 1550

.

.

“ไอนี่น่ะ! ที่อยู่ตรงนี้!”

บอกตามตรง ใบหน้าของเฮเลนนั้นตอบออกมาได้ดีที่สุดแล้ว

“รูน แน่ใจนะว่าเธอไม่เป็นอะไร?”

“เอ๋?”

“มานี่หน่อยสิ ชั้นจะดูสมองของเธอ”

“?? ทำอะไรกับผมน่ะ??”

“อยู่นิ่ง ๆ ค่ะ”

เธอวางมือบนหัวของผมและส่งมานาออกมาเหมือนกับรักษาเด็กเวรที่น่าสงสาร

อา นี่เราบ้าไปแล้วงั้นเหรอ?

แต่ถึงอย่างนั้นเฮเลนก็เอียงคอด้วยความสับสน

“มันไม่ดูเหมือนว่าเธอบ้าไปแล้วเลยนะ”

“แน่ใจนะ? ผมไม่ได้บ้าใช่ไหม?”

“ไม่เลยล่ะ คนบ้าไม่คิดว่าตัวเองบ้าหรอก”

“ถ้างั้น นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย…”

มันไม่ใช่เรื่องของคนวิกลจริตอะไร

ต่อให้ผมขยี้ตา ผมก็ยังเห็นมันอย่างชัดเจน

อาจจะเป็นเพราะผมเห็นมันอยู่คนเดียว

เดี๋ยวสิ เราต้องยอมรับเรื่องนี้ง่าย ๆ งั้นเหรอ?

“เธอบอกว่าเธอมองเห็นอะไรนะ?”

ในตอนที่เฮเลนโบกมือ มือของเธอแล่นผ่าน ‘หน้าต่างสถานะ’ ไปอย่างชัดเจน

แบบนี้ก็ยืนยันได้แล้ว

มีแค่ผมที่มองเห็นหน้าต่างสถานะ

“เอ่อ ไม่มีอะไรครับ ดูเหมือนว่าผมจะคิดไปเอง”

“ก็แน่ล่ะสิ พักอีกซักหน่อยเถอะ เราต้องการให้เธออาการดีกว่านี้”

หลังจากเฮเลนเดินออกไปผมก็ไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับมัน

“นี่มันเรื่องจริง…”

.

.

.

รูน อาเดล

ดราก้าผู้ทำลายล้างโลกที่กลับมาเกิดใหม่

ด้วยผลจากการตามหาพลังอันไร้สิ้นสุด จอมเวทย์ดราก้าดับสูญไปพร้อมกับโลกของเขา สำหรับดราก้าที่เกิดมาไร้พลังในการปลุกมานานั้น พละกำลังคือต้นกำเนิดพลังของเขา

ผู้เล่น : อาติแฟกต์ของดรากร้าที่สามารถอัญเชิญหน้าต่างสถานะ และเพิ่มพลังได้อย่างไร้ขีดจำกัดผ่านภารกิจ

Strength : 150 +++

Agility: 100

Wisdom: 1550

.

.

อย่างแรกเลยนะ ผมไม่รู้ว่านี่คืออะไร

ผมพยายามจะคิดถึงเรื่องที่ผมเข้าใจก่อน

เรื่องแรกก็คือ

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในอาติแฟกต์ในตำนานที่หายไปเนิ่นนานมาแล้ว

‘ผู้เล่น’ ควรจะเป็นชื่อของอาติแฟกต์ และทำให้ผมได้ ‘ภารกิจ’ ที่ทำให้ได้พลังไร้ขีดจำกัดมา

ต่อไป

มันเป็นส่วนที่น่าตกใจอยู่หน่อย ๆ

“ผู้ที่ไร้ความสามารถในการปลุกมานา…ดราก้า”

จอมเวทย์ดราก้าคนนี้ พิกลพิการเหมือนกับผม

อีกทั้งยังมีภาวะแบบเดียวกันด้วย

และเขา ด้วยสื่อกลางที่เรียกว่า ‘ภารกิจ’ เขาสามารถเพิ่มพลังและแข็งแกร่งกว่าเดิมได้

พลังอันไร้ขีดจำกัด

แข็งแกร่งจนทำลายทั้งตัวเขาเองและโลกของเขา

และสุดท้าย

.

.

“นี่…แทนสถานะตอนนี้ของเราหลังจากกลายเป็น ‘ผู้เล่น’ สินะ”

.

.

.

Strength : 150 +++

Agility: 100

Wisdom: 1550

.

.

.

พละกำลัง ความคล่องแคล่ว และปัญญา

ปัญญาที่สูงจนผิดปกตินั่นก็เพราะผมทุ่มเทตัวเองจากการศึกษาเวทมนตร์มาตลอดชีวิต

เครื่องสร้างแบบนี้เริ่มจะสมเหตุสมผลแล้ว

“อืม เราเข้าใจถึงตรงนี้แล้ว…”

แต่ในใจผมก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี

ผมได้แต่วิเคราะห์มันโดยใช้สมอง

ใช่แล้ว

เหตุการณ์ประหลาดที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยากที่จะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นกับตัวผม

พลังนี้ช่วยชีวิตผมเอาไว้

และอาติแฟกต์ของ ‘ดราก้า’ คนนี้ที่มีภาวะไร้ความสามารถในการปลุกมานาเช่นเดียวกับผม ได้ถ่ายทอดมาที่ตัวผม

ความฝันที่ผมฝันก่อนหน้านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย

บางดีชายที่มีดวงตาสีแดงคนนั้นอาจจะเป็นดราก้าก็ได้

แต่มันก็มีอีกคำถามทีสำคัญ

“ทำไมถึงเป็นเราล่ะ?”

.

.

โดยเฉพาะในตอนที่มีโอกาสตาย

‘เพราะเราเองก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้งั้นเหรอ?’

นี่เป็นเรื่องที่ผมหาคำตอบไม่ได้จนกว่าจะได้เจอกับ ‘ดราก้า’ โดยตรงและถามเขา

‘เดี๋ยวลองแล้วเราก็จะได้รู้เอง’

ผมปัดความคิดทิ้งไปและลุกขึ้นมา

ผมสังเกตเห็นและเพ่งมองตรงมุมเล็ก ๆ ของหน้าต่างสถานะที่เขียนว่า ‘ภารกิจ’

‘ไม่รู้เลยว่านั่นคืออะไรแฮะ…’

ผมรู้ว่ามันเป็นสื่อกลางที่จะเพิ่มพละกำลังของผม

ต่อให้ผมไม่รู้ว่ารายละเอียดมันคืออะไรก็เถอะ…

‘เราไม่มีอะไรจะเสียนี่นา’

ผมกลายเป็นจอมเวทย์ที่ล้มเหลวไปแล้ว

อนาคตของชีวิตในโรงเรียนเองก็เห็นอยู่ตรงหน้า

ผมจะสอบจบการศึกษาตกและต้องซ้ำชั้นต่อไปเรื่อย ๆ

ถ้าผมเรียนจบไม่ได้ ผมก็จะกลายเป็นผู้ช่วยจอมเวทย์ที่เก่งที่สุด หรือไม่ก็บรรณารักษ์ในหอคอยที่ผมจะต้องแก่ตายไปที่นั่น

บางทีผมอาจจะใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับเวทมนตร์และตายอย่างเงียบ ๆ ในที่ไหนสักแห่ง

ผมไม่อยากจะเป็นแบบนั้นเลย

นี่จึงเป็นเหตุผล ที่แม้ว่ามันจะไร้ประโยชน์สักแค่ไหน ผมก็ไม่เคยยอมแพ้และยังอยู่ในโรงเรียน

‘พลังไร้ขีดจำกัด…’

ผมหลับตา ค่อย ๆ ลืมตาช้า ๆ และพูดเบา ๆ

“ภารกิจ!”

หน้าต่างประหลาดอีกหน้าต่างปรากฏตรงหน้า

จบบทที่ ตอนที่ 3

คัดลอกลิงก์แล้ว