เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 - บ้านสี่ประสานที่มีลับลมคมใน

บทที่ 49 - บ้านสี่ประสานที่มีลับลมคมใน

บทที่ 49 - บ้านสี่ประสานที่มีลับลมคมใน


บทที่ 49 - บ้านสี่ประสานที่มีลับลมคมใน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

สวี่เจิ้งเต้าอาศัยโอกาสที่ไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนเฉียนชวนหลิน แอบสังเกตการณ์จนพบว่าอาหญิงและอาเล็กทำตามแผนที่เขาวางไว้ โดยให้คุณหมอซ่งเป็นคนลงมือผ่าตัดด้วยตัวเอง เป็นการผ่าตัดที่คนภายนอกไม่มีทางล่วงรู้ผลลัพธ์ที่แท้จริง

หลังจากนอนพักฟื้นในห้องไอซียูได้สองวัน สวี่ซิงเฉียงก็ถูกกลุ่มชายในเครื่องแบบเคลื่อนย้ายออกจากห้องพิเศษ แม้จะไม่รู้ผลการผ่าตัด แต่หลายคนก็เห็นกันถ้วนหน้าว่า สวี่ซิงเฉียงถูกหามออกมาตั้งแต่ต้นจนจบ

แม้จะรู้ดีว่าในเงามืดต้องมีหลายคนที่อยากรู้ผลการผ่าตัดของสวี่ซิงเฉียงใจจะขาด แต่ตราบใดที่สวี่ซิงเฉียงยังไม่ลุกขึ้นยืน หลายคนคงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นอัมพาตไปแล้ว ซึ่งความเข้าใจผิดนี่แหละ คือสิ่งที่ตระกูลสวี่ต้องการในเวลานี้

เรื่องการติดต่อกับครอบครัวพักไว้ก่อนชั่วคราว สวี่เจิ้งเต้าเชื่อว่าทางบ้านคงพยายามสืบหาตัวเขาแน่ แต่เขามั่นใจยิ่งกว่าว่า การจะตามหาตัวเขาที่ลงหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านคังหมิน ไม่ใช่เรื่องง่าย

ต่อให้สุดท้ายตระกูลสวี่จะหาเขาจนเจอ สวี่เจิ้งเต้าก็มีความสามารถพอที่จะหลบหน้า หรือกระทั่งหายตัวไปจากปักกิ่งได้เลย ถ้าเขาคิดจะไปจริงๆ ตระกูลสวี่ก็รั้งเขาไว้ไม่อยู่ ความมั่นใจระดับนี้ สวี่เจิ้งเต้ามีอยู่เต็มเปี่ยม

ในเวลานี้ เขากำลังยืนอยู่กับเฉียนชวนหลินในบ้านสี่ประสานซ่อมซ่อหลังหนึ่ง มองดูห้องปีกตะวันออกที่พังถล่มลงมา เจ้าของบ้านที่ถูกกักตัวไว้ในลานบ้านก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับ จะว่าไปเขาก็รู้สึกว่าตัวเองซวยเหมือนกัน

แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเฉียนชวนหลินและบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เจ้าของบ้านหนุ่มก็ไม่กล้าหือมากนัก ขืนเรื่องบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ มันจะไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ดังนั้นการมาเจรจาครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงตั้งใจจะมาคุยเรื่องค่าเสียหายกันให้รู้เรื่อง

ฟังเจ้าของบ้านระบายความอัดอั้นตันใจจบ เฉียนชวนหลินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินตรงไปที่เสาระเบียงในลานบ้านชั้นที่สอง แล้วยื่นมือออกไป "อ้ายกั๋ว ยืมค้อนหน่อย"

"ได้ครับอาจารย์!"

เจ้าของบ้านที่ไม่เข้าใจเจตนา นึกว่าเฉียนชวนหลินจะลงไม้ลงมือ รีบกระโดดหลบไปข้างๆ แต่เฉียนชวนหลินที่รับค้อนมา กลับเหวี่ยงค้อนทุบเปรี้ยงเข้าที่เสาไม้ที่ดูภายนอกยังดีอยู่ การทุบครั้งนี้เล่นเอาเสาเป็นรูโบ๋ทันที

เห็นฉากนี้เข้า ลูกศิษย์ที่มาช่วยเฉียนชวนหลินทวงความเป็นธรรมถึงกับอ้าปากค้าง เจ้าของบ้านเองก็หน้าเหวอพูดไม่ออก "เสาต้นนี้ก็กลวงเหรอเนี่ย?"

"คุณหลิน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ลูกศิษย์ผมบาดเจ็บเพราะมาช่วยคุณซ่อมบ้าน ถึงมันจะมีส่วนต้องรับผิดชอบก็จริง แต่สภาพบ้านเก่าของคุณแบบนี้ ให้ใครมาซ่อมก็ไม่รอดหรอก บ้านคุณหลังนี้ เกรงว่าจะพังทั้งหลังแล้วล่ะ"

"เฮ้ย! ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ บ้านหลังนี้ดูๆ ไปมันก็ยังดีอยู่ไม่ใช่เหรอ?"

"ก็ใช่ ดูๆ ไปมันก็แค่เก่าไปหน่อย แต่คานกับเสาบ้านคุณน่ะ โดนปลวกกินจนกลวงหมดแล้ว ตอนจ้างลูกศิษย์ผมมาซ่อมแซม คุณก็ไม่บอกเรื่องนี้ คุณเองก็ต้องรับผิดชอบด้วยไม่ใช่หรือไง?"

เจ้าของบ้านที่ถูกเฉียนชวนหลินไล่ต้อน พอรู้ว่าบ้านสี่ประสานสองชั้นในที่เพิ่งได้คืนมา กลายเป็นบ้านร้างพังยับเยิน เขาก็มึนตึ้บไปเลย เดิมทีเขากะว่าจะตกแต่งบ้านที่เพิ่งได้คืนมาหลังนี้สักหน่อย แล้วค่อยหาโอกาสขายโก่งราคา

เอาเงินขายบ้านไปตั้งตัวที่ฮ่องกงกับญาติ แต่ดูทรงแล้วฝันคงสลาย แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไปใช้ชีวิตอยู่ทางใต้ แต่ตอนเด็กๆ ก็เคยอยู่ปักกิ่งมาก่อน รู้ดีว่าบ้านที่โดนปลวกขึ้นมันน่ากลัวขนาดไหน

พูดแบบน่าเกลียดหน่อยก็คือ อยู่บ้านที่มีปลวกกิน นอนหลับยังต้องลืมตาข้างหนึ่ง เผลอๆ ลมพัดแรงๆ หรือฝนตกหนัก หลังคาหรือคานบ้านอาจจะถล่มลงมาทับตายเอาได้ง่ายๆ

ด้วยความจำนน เจ้าของบ้านจึงต้องคายความจริงออกมา ว่าที่ซ่อมบ้านไม่ได้กะจะอยู่เอง แต่กะจะขายทิ้ง ทันทีที่พูดจบ เหออ้ายกั๋วลุกศิษย์คนที่สามของเฉียนชวนหลินก็สวนทันควัน "บ้านสภาพนี้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะซื้อ!"

แต่ปัญหาตอนนี้คือ ถ้าเจ้าของบ้านขายบ้านสี่ประสานที่เพิ่งได้มาไม่ได้ ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเสียหายให้โจวเฉิงไฉ พูดง่ายๆ คือไอ้หมอนี่ดูภายนอกภูมิฐาน แต่ไส้ในก็แค่คนจนที่สร้างภาพให้ดูดีเท่านั้นเอง

แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือ สวี่เจิ้งเต้าที่ตามมาดูเหตุการณ์ กลับเริ่มเดินสำรวจบ้านสี่ประสานสองชั้นในที่ดูภายนอกสวยหรูแต่ข้างในเน่าเฟะหลังนี้ เทียบกับลานบ้านชั้นหน้าที่ทรุดโทรม ลานบ้านชั้นหลังกลับมีสภาพดีกว่ามาก

เพียงแต่สำหรับคนซื้อบ้านสี่ประสาน ถ้ารู้ว่าบ้านนี้เคยมีปลวกขึ้น คงไม่มีใครอยากซื้อ เพราะปลวกทำรังที่ไหน ใครจะไปรู้ว่ามันซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง

ต่อให้รื้อสร้างใหม่ ก็ต้องระวังปลวกมุดขึ้นมาจากรังใต้ดินมาแทะไม้ใหม่ นานวันเข้าบ้านใหม่ก็จะโดนกินจนกลวงอีก สรุปง่ายๆ คือ ที่ที่มีรังปลวก ไม่เหมาะจะสร้างบ้าน

แต่ในมุมมองของสวี่เจิ้งเต้า ถ้าเขาซื้อบ้านหลังนี้มา แค่เสียเวลาซ่อมแซมใหม่ เปลี่ยนไม้ใหม่ทั้งชุด แล้วผสมยาไล่แมลงลงไปหน่อย อย่าว่าแต่ปลวกเลย มดสักตัวก็ไม่กล้าเฉียด

พอเขาเดินไปถึงลานบ้านด้านข้างที่ควรจะมีภูเขาจำลองกับศาลา ผ่านการตรวจสอบด้วยพลังจิต เขาก็ค้นพบอะไรบางอย่าง การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกว่าต้องคว้าบ้านหลังนี้ไว้ให้ได้ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

แถมก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ลานบ้านชั้นหลัง เขาเห็นเสาระเบียงสองต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าเรือนหลัก เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อบ้านหลังนี้ ตอนนี้มาเจอของดีในลานบ้านด้านข้างอีก ยิ่งต้องรีบตะครุบไว้โดยไม่มีเงื่อนไข

"เดิมทีแค่อยากตามมาดูเรื่องสนุก ไม่นึกว่าจะมาเจอขุมทรัพย์เข้าให้ เยี่ยม เยี่ยมจริงๆ!"

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว สวี่เจิ้งเต้าก็เดินกลับไปที่ลานบ้านชั้นหน้า มองดูคนสองกลุ่มที่กำลังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น แล้วพูดแทรกขึ้นว่า "ช่างเฉียน ถ้าจะรื้อบ้านทิ้งแล้วสร้างใหม่ ท่านลองประเมินดูสิว่าต้องใช้เงินสักเท่าไหร่?"

เฉียนชวนหลินที่ถูกถามแบบงงๆ แต่พอเห็นสวี่เจิ้งเต้าส่งสายตามา ก็ลองคิดดูแล้วตอบว่า "ถ้ารื้อสร้างใหม่ อิฐเก่ากระเบื้องเก่ายังพอถูไถใช้ได้ แต่ไม้ต้องเปลี่ยนใหม่ยกชุด

แต่อาเจิ้ง เอ็งต้องคิดให้ดีนะ ที่ที่มีปลวกทำรัง ถ้าไม่ขุดดินลงไปสามศอกหารังปลวกให้เจอ ต่อให้สร้างบ้านใหม่ทับลงไป ก็มีสิทธิ์โดนปลวกกินจนกลวงได้อีก"

"งั้นถ้าใช้ปูนซีเมนต์เหล็กเส้นทั้งหมดล่ะ? ปลวกชอบกินไม้ คงไม่กินปูนกินเหล็กหรอกมั้ง?"

"แต่ถ้าทำแบบนั้น งบมันจะบานปลายเอานะ แล้วเอ็งแน่ใจเหรอว่าจะหาปูนหาเหล็กได้?"

ขณะที่ทั้งสองรับส่งมุกกันอย่างเข้าขา เจ้าของบ้านหลินที่กำลังหมดอาลัยตายอยาก จู่ๆ ก็ตาเป็นประกายขึ้นมา "ใช่แล้ว! ก็ไม่ต้องใช้ไม้สิ ใช้ปูนใช้เหล็กสร้างมันทั้งหลังเลย ช่างเฉียน ยังไม่ได้ถามเลยว่าเพื่อนท่านคนนี้แซ่อะไรครับ?"

"แซ่สวี่ที่แปลว่าอนุญาต คุณหลินครับ ถึงผมจะอยากได้บ้านสี่ประสานสักหลัง และบ้านสองชั้นในของคุณก็ดูเหมาะเหม็ง แต่ผมต้องบอกก่อนนะว่า ที่ผมจะซื้อบ้านหลังนี้ ผมเห็นแก่หน้าช่างเฉียนมากกว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาให้คุณ"

คำพูดนี้เล่นเอาทั้งเฉียนชวนหลินและคุณหลินเจ้าของบ้านงงเป็นไก่ตาแตก แต่สวี่เจิ้งเต้าก็รีบพูดต่อว่า "ช่างเฉียน ดูจากสภาพคุณหลินตอนนี้ ต่อให้ท่านตีเขาจนตาย เขาก็คงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่ารักษาให้ลูกศิษย์ท่านหรอก

ลูกศิษย์ท่านก็รอเงินไปรักษาตัว คุณหลินก็รอขายบ้านจะได้มีเงินไปเสวยสุขที่ฮ่องกง เอาอย่างนี้ดีกว่า คุณหลินคุณเสนอราคามา บ้านหลังนี้ผมซื้อไว้เอง ถือซะว่าซื้อที่ดินเปล่ามาสร้างบ้านใหม่

แบบนี้คุณหลินขายบ้านได้ ก็จากไปได้อย่างสบายใจ มีเงินแล้วก็เอามาจ่ายค่าเสียหายให้ลูกศิษย์ช่างเฉียน จะได้ไม่ต้องจากไปแบบรู้สึกผิดติดค้างในใจ แต่มีข้อแม้นะ ราคาต้องยุติธรรม!"

ถ้าไม่ได้เพิ่งหลุดปากไปว่าอยากขายบ้าน คุณหลินเจ้าของบ้านคงสงสัยแน่ว่าสวี่เจิ้งเต้ากับเฉียนชวนหลินฮั้วกันกดราคาบ้านเขา แต่สถานการณ์ตอนนี้ เขาไม่มีทางสงสัยแบบนั้นแน่

หลังจากการต่อรองราคากันไปมา บ้านสี่ประสานสองชั้นในที่น่าจะขายได้เกือบสองหมื่นหยวน สุดท้ายก็ตกเป็นของสวี่เจิ้งเต้าในราคาแปดพันหยวน ราคานี้เฉียนชวนหลินยังดึงแขนเจ้าของบ้านไว้ แล้วบ่นอุบว่าแพงไป หาว่าเจ้าของบ้านหลอกฟันหัวแบะสวี่เจิ้งเต้าอีกต่างหาก!

แต่เจ้าของบ้านก็จนปัญญา ได้แต่กระซิบข้างหูเฉียนชวนหลินว่า "ช่างเฉียน ถือว่าช่วยผมหน่อยเถอะน่า! เอาอย่างนี้ ถ้าผมได้เงินแล้ว ผมจะเพิ่มค่าทำขวัญให้อีกสองร้อยหยวน อีกอย่าง คุณสวี่เขาก็ยินดีซื้อไม่ใช่เหรอ?"

พอเจ้าของบ้านพูดมาแบบนี้ แถมเห็นสวี่เจิ้งเต้าส่งสายตาบอกว่ารับราคานี้ได้ การค้าขายที่ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะได้กำไรมหาศาล และสวี่เจิ้งเต้าขาดทุนยับเยิน ก็จบลงอย่างง่ายดาย แต่สวี่เจิ้งเต้า ขาดทุนยับเยินจริงหรือ?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 49 - บ้านสี่ประสานที่มีลับลมคมใน

คัดลอกลิงก์แล้ว