- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นเซียน เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยระบบลงชื่อ
- บทที่ 34 - อาจารย์กับลูกศิษย์
บทที่ 34 - อาจารย์กับลูกศิษย์
บทที่ 34 - อาจารย์กับลูกศิษย์
บทที่ 34 - อาจารย์กับลูกศิษย์
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาจากการมีเนื้อหมูป่าสดใหม่มาขายวันละเป็นร้อยชั่งต่อเนื่องกันมาเป็นสัปดาห์ ทำให้หลิวต้าหลิวที่หากินในตลาดนัดพิราบมานาน สามารถรักษาตำแหน่ง "เจ้าพ่อแผงเนื้อ" ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เล่นเอาพ่อค้าเนื้อเจ้าอื่นได้แต่อิจฉาตาร้อนผ่าว
ถึงแม้พ่อค้าพวกนั้นจะแอบค่อนขอดในใจว่าหลิวต้าหลิวขายแต่หมูป่า ไม่ใช่หมูบ้านที่มีมันเยอะๆ แบบที่คนชอบ แต่ลึกๆ แล้วทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ในตลาดนัดพิราบยุคนี้ ใครมีเนื้อวางบนแผงคนนั้นคือพระเจ้า หมูป่าแล้วมันไม่ใช่เนื้อหมูหรือไง
เหอเสี่ยวอู่ในฐานะลูกศิษย์ ช่วงนี้ก็พลอยยืดอกหน้าบานไปกับเขาด้วย เพียงแต่พอเห็นสต็อกเนื้อที่บ้านลดน้อยลงทุกวัน เขาก็เริ่มใจตุ้มๆ ต่อมๆ แต่ก็ไม่กล้าถามอาจารย์ว่าทำไมสองวันมานี้ถึงไม่ลงไปหาซื้อหมูที่ชนบทบ้างเลย
จนกระทั่งคืนที่เนื้อในสต็อกขายเกลี้ยงแผง หลิวต้าหลิวก็กระซิบกับเขาว่า "เสี่ยวอู่ เดี๋ยวเก็บร้านเสร็จอย่าเพิ่งรีบกลับ ไปช่วยงานอาจารย์หน่อย ทางที่ดีฝากคนไปบอกที่บ้านด้วยว่าคืนนี้คงไม่ได้กลับไปนอนบ้านนะ"
ได้ยินแบบนั้น เหอเสี่ยวอู่ก็หูผึ่งทันที "อาจารย์ คืนนี้มีงานใหญ่เหรอครับ"
"อืม แกเป็นศิษย์ข้า ไม่เหมือนคนอื่น ไว้ต่อไปถ้าทางการเขาเปิดเสรีการค้าขาย ข้าจะหาลู่ทางเช่าแผงให้แกสักที่ แกตามข้ามาหลายปี ถึงเวลาที่ควรจะออกไปบินเดี่ยวได้แล้ว"
"ขอบคุณครับอาจารย์"
"เรื่องแค่นี้อาจารย์ต้องทำให้ลูกศิษย์อยู่แล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่ต้องพูดแกก็น่าจะรู้ การขายหมูมันง่าย แต่ที่ยากจริงๆ คือจะไปหาหมูจากไหนมาขาย ตอนนี้ลำพังของข้ายังไม่พอขาย ถ้าแกไปเปิดแผงเอง ข้าคงแบ่งหมูให้แกไม่ได้หรอกนะ"
กับลูกศิษย์ที่ฟูมฟักมาสองปีกว่า หลิวต้าหลิวไว้ใจมากทีเดียว แต่เขารู้ดีว่าเด็กมันโตขึ้นทุกวัน วิชาเชือดหมูแล่เนื้อ หรือเทคนิคการขาย เหอเสี่ยวอู่เรียนรู้ไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว
แต่ในตลาดนัดพิราบ การหาลูกค้าไม่ใช่เรื่องยาก ที่ยากเลือดตาแทบกระเด็นคือการหาเนื้อหมูมาขายนี่แหละ
ครั้งก่อนที่รับซื้อหมูป่าสามตัวจากสวี่เจิ้งเต้า หลิวต้าหลิวสังเกตเห็นว่าพวกลูกน้องที่มาช่วยขนของเริ่มมีบางคนคิดไม่ซื่อ อยากจะแย่งตัวคนขายไป ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่เจิ้งเต้าชอบทำตัวลึกลับ ป่านนี้แหล่งสินค้าเกรดเอของเขาคงโดนคนอื่นฉกไปแล้ว
สิ่งที่ทำให้เขาดีใจและโล่งใจที่สุด คือการที่สวี่เจิ้งเต้าเป็นฝ่ายเสนอให้รักษาความลับในการซื้อขายให้รัดกุมยิ่งขึ้น ตอนกลางวันหลังจากเก็บร้านกลับบ้าน สวี่เจิ้งเต้าที่เข้าเมืองมาก็แวะมาบอกเขาแล้วว่า คืนนี้ให้ไปขนของที่จุดนัดพบ
ขนอะไร ทั้งสองฝ่ายต่างรู้กันดี แต่ที่ทำให้หลิวต้าหลิวยิ้มแก้มปริ คือตอนที่สวี่เจิ้งเต้าชูนิ้วสามนิ้วให้ดูก่อนกลับ นั่นหมายความว่าคืนนี้เขาจะได้หมูป่าตัวเบิ้มๆ อีกสามตัว
นานๆ ทีซื้อหมูป่าได้ตัวนึงถือว่าโชคดี แต่ถ้าหาหมูป่าสามตัวมาได้ทุกอาทิตย์ นั่นเรียกว่าฝีมือล้วนๆ ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ขอแค่สวี่เจิ้งเต้าป้อนหมูป่าให้เรื่อยๆ ตำแหน่งเจ้าพ่อแผงเนื้อในตลาดนัดพิราบของหลิวต้าหลิวก็ไม่มีใครมาสั่นคลอนได้
ยิ่งช่วงหลังตรุษจีน หลิวต้าหลิวสัมผัสได้ชัดเจนว่าความต้องการเนื้อสัตว์ของคนในเมืองพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ มาก แค่ลูกค้าขาประจำที่เขาสร้างสัมพันธ์ไว้เมื่อสองปีก่อน ปีนี้แต่ละคนสั่งเนื้อเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเยอะ
พูดได้เลยว่า ถ้าเขามีของให้ขายไม่อั้น ต่อให้เอาหมูมาขายรอบละตัว ไม่ว่าจะตลาดเช้าหรือตลาดค่ำ ก็ขายหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
คงเพราะแบบนี้ พ่อค้าเนื้อรายอื่นในตลาดถึงได้ร้อนรนเหมือนมดบนกระทะร้อน เพราะหาเนื้อมาขายไม่ได้ ลำพังเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์ของรัฐ แค่ส่งให้ตลาดสดกับแผงเนื้อถูกกฎหมายก็ยังไม่พอขายเลย
ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าอยากได้เนื้อนอกโควตาจากโรงฆ่าสัตว์ นอกจากต้องเส้นใหญ่แล้ว ราคาก็ต้องจ่ายแพงหูฉี่ กลับกันหมูป่าของหลิวต้าหลิว ถึงมันจะน้อยกว่าหมูบ้าน แต่มันก็คือเนื้อหมูเหมือนกันนี่นา
หลังจากเก็บแผงปิดร้าน หลิวต้าหลิวรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วลากรถเข็นที่จอดอยู่หน้าบ้าน พาเหอเสี่ยวอู่มุ่งหน้าไปยังบ้านร้างที่อยู่ไม่ไกลนัก
พอถึงจุดนัดพบ หลิวต้าหลิวก็สั่งการ "เสี่ยวอู่ แกเฝ้ารถเข็นไว้นะ เดี๋ยวอาจารย์เข้าไปดูข้างในก่อน"
"ได้ครับอาจารย์"
ติดตามหลิวต้าหลิวมานาน เหอเสี่ยวอู่รู้ดีว่าอะไรคือ "ทำมากพูดน้อย" และเขายิ่งรู้ดีว่า ถ้าอนาคตอยากเป็นพ่อค้าเนื้อในตลาดนัดพิราบ คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาบารมีของอาจารย์คนนี้
หลิวต้าหลิวฉายไฟฉาย เดินย่ำเศษอิฐเศษปูนเข้าไปในบ้านร้างที่แทบไม่มีคนย่างกรายเข้ามา เดินวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เจอหมูป่าสามตัวนอนกองรวมกันอยู่ที่มุมห้อง กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก
พอดูขนาดตัวที่น่าจะหนักเกินสามร้อยชั่งทุกตัว หลิวต้าหลิวก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟัน "น้องชายคนนี้เก่งฉกาจจริงๆ แฮะ เดี๋ยวลากสามตัวนี้กลับเข้าตลาด รับรองคนต้องแตกตื่นกันทั้งบาง ความรู้สึกแบบนี้มันสะใจจริงๆ พับผ่าสิ"
แม้จะรู้ว่าการขนหมูป่าสามตัวกลับไปจะดึงดูดความสนใจจากคนในตลาด แต่ในมุมมองของหลิวต้าหลิว กฎของตลาดนัดพิราบทุกคนรู้กันดี อยากเป็นพ่อค้าเนื้อแต่หาของไม่ได้ ก็โทษตัวเองเถอะว่าไม่มีฝีมือ
ใครๆ ก็รู้ว่าหมูป่าต้องมาจากพรานป่าในชนบทห่างไกลเท่านั้น บางคนอาจเดาว่าหลิวต้าหลิวมีสายคอยรับซื้อของป่าตามหมู่บ้านรอบนอก
ไม่อย่างนั้น หมูป่ายักษ์สามตัวแบบนี้ จะโผล่มาได้ยังไง คงไม่ใช่เสกมาหรอกนะ
ได้ยินเสียงเรียกเบาๆ จากอาจารย์ เหอเสี่ยวอู่ก็รีบเดินตามเข้าไปในบ้านร้าง แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นกองภูเขาเนื้อตรงหน้า หมูป่าพวกนี้ใครเอามาวางไว้ นอกจากอาจารย์แล้วเขาก็สุดรู้
"โฮ้ อาจารย์ หมูป่ายักษ์สามตัวอีกแล้ว อาจารย์สุดยอดไปเลย"
"ธรรมดาๆ น่าเสียดายที่ของน้อยไปหน่อย สามตัวนี้ถ้าปล่อยขายไม่อั้น สองวันก็เกลี้ยงแล้ว"
"นั่นสิครับ ตอนนี้คนมาซื้อเนื้อที่ตลาด แทบไม่ต่อราคากันเลย แถมยังมือเติบกันทั้งนั้น"
ถึงหมูป่าจะขายไม่ได้ราคาเท่าหมูบ้าน แต่ในภาวะขาดแคลนเนื้อสัตว์ แถมในตลาดมืดที่ไม่ต้องใช้ตั๋วเนื้อแบบนี้ ราคาหมูป่าของหลิวต้าหลิวก็ยังแพงกว่าหมูบ้านในตลาดสดของรัฐอยู่ดี
แน่นอนว่าหมูบ้านในตลาดมืดราคายิ่งแพงระยับกว่านั้น พอเทียบกันแล้ว ราคาหมูป่าในตลาดมืดเลยดูเหมือนจะถูกลงมาหน่อย ถ้าลูกค้าบ่นว่าแพงก็ไม่ต้องซื้อ ไปหาซื้อที่อื่นก็ไม่มีขายอยู่ดี
แค่ในสัปดาห์เดียว ลูกค้าขาประจำหลายรายก็สั่งจองชิ้นส่วนอื่นที่ไม่ใช่เนื้อแดงกับหลิวต้าหลิวล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขาหมู หัวหมู หรือไส้หมู ของพวกนี้ดูเหมือนพื้นๆ แต่ในตลาดมืด มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้
เหตุผลง่ายๆ คือของพวกนี้โดนจองหมดตั้งแต่ยังไม่ทันวางแผง ถ้าไม่มีเส้นสาย จองล่วงหน้ายังไม่ได้กินเลย ถ้าสวี่เจิ้งเต้าไม่รับปากว่ามีของแน่ หลิวต้าหลิวก็คงไม่กล้ารับปากลูกค้าเหมือนกัน
สองศิษย์อาจารย์ช่วยกันแบกหมูป่าขึ้นรถเข็น เหอเสี่ยวอู่ลากข้างหน้า หลิวต้าหลิวเข็นข้างหลัง พอลากหมูป่ากลับมาถึงโรงเชือดข้างตลาด ทั้งคู่ต่างก็ยิ้มแก้มปริ
เหอเสี่ยวอู่รู้ดีว่าคืนนี้เขาอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่พรุ่งนี้เขาจะได้หิ้วเศษเนื้อกลับไปฝากที่บ้าน พ่อแม่พี่น้องต้องดีใจกันแน่ ตั้งแต่มาฝากตัวเป็นศิษย์หลิวต้าหลิว ที่บ้านเขาก็ได้กินเนื้อกินหนังกันบ่อยขึ้น
หลังจากช่วยกันชำแหละหมูป่าออกมาตัวหนึ่ง เห็นเวลาดึกมากแล้ว หลิวต้าหลิวก็บอกให้เหอเสี่ยวอู่นอนเฝ้าที่โรงเชือดเลย ส่วนตัวเขาต้องกลับไปนอนบ้าน ขืนไม่กลับแม่แกจะเฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน หลิวต้าหลิวเริ่มคิดจริงจังว่าเขาควรจะรีบหาเมียสักคน วันหน้าถ้าเขาต้องออกมาวิ่งเต้นทำมาหากินข้างนอก มีเมียคอยอยู่เป็นเพื่อนแม่ เขาในฐานะลูกชายจะได้หมดห่วง
ส่วนเรื่องให้ลูกศิษย์นอนเฝ้าโรงเชือดคนเดียว หลิวต้าหลิวไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร หมูป่าหนักสามร้อยกว่าชั่งสองตัว เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครมาขโมยไปได้ใต้จมูกของเหอเสี่ยวอู่
รอขายของตลาดเช้าเสร็จ เขาจะแบ่งเนื้อส่วนหนึ่งให้ลูกศิษย์หิ้วกลับบ้าน ยิ่งกว่านั้นตั้งแต่ปีที่แล้ว หลิวต้าหลิวก็เริ่มจ่ายเงินเดือนให้ลูกศิษย์ แม้จะไม่มาก แต่สำหรับบ้านตระกูลเหอ นี่คือสัญญาณว่าลูกชายเริ่มหาเงินได้แล้ว
ได้ทำงานกับหลิวต้าหลิว มีเงินเดือนกิน มีเนื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านบ่อยๆ สำหรับครอบครัวยากจนอย่างตระกูลเหอ นี่ถือเป็นการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ เพราะหลิวต้าหลิวเป็นคนใจนักเลงแบบนี้ เหอเสี่ยวอู่ถึงได้จงรักภักดีกับอาจารย์คนนี้สุดหัวใจ
[จบแล้ว]