เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: เดิมพันหนึ่งพันชั่ง เจ้ากล้ารับหรือไม่?

บทที่ 5: เดิมพันหนึ่งพันชั่ง เจ้ากล้ารับหรือไม่?

บทที่ 5: เดิมพันหนึ่งพันชั่ง เจ้ากล้ารับหรือไม่?


บทที่ 5: เดิมพันหนึ่งพันชั่ง เจ้ากล้ารับหรือไม่?

ในห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่ง

เมื่อได้ยินว่า ฉวี่ฉางชิง ทุ่มน้ำอมฤตถึง 120 ชั่งเพื่อซื้อสมบัติวิเศษที่ เป่ยซานหู นำออกมา สีหน้าของ เป่ยซานไป่เวย ก็พลันย่ำแย่ลงทันที

'หุนอู๋จี้' สหายของเขาเห็นดังนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวปลอบโยน "น้ำอมฤต 120 ชั่ง มีค่าเพียงพอแค่ซื้อสมบัติวิเศษระดับปฐพีขั้นกลางเท่านั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ยังไงก็เทียบกับค่ายกลระดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่น้อง จี้หนิง นำออกมาไม่ได้หรอก พี่ไป่เวยอย่าได้กังวลไปเลย"

"ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องสมบัติที่เสียไปหรอก"

เป่ยซานไป่เวยส่ายหน้า สายตายังคงจับจ้องไปยังห้องส่วนตัวของฉวี่ฉางชิง "นายน้อยฉวี่ผู้นี้เป็นถึงหลานชายแท้ๆ ของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักเจิ้นฮวา บัดนี้ยังได้เข้าร่วมกับองครักษ์มังกรเหิน ในอนาคตย่อมต้องกลายเป็นบุคคลสำคัญในเขตปกครองอันฉานของเราอย่างแน่นอน"

ดวงตาของเป่ยซานไป่เวยทอประกายลุ่มลึก "นึกไม่ถึงว่าอัจฉริยะเช่นเขาจะเริ่มประจบสอพลอเจ้าคนสารเลวอย่างเป่ยซานหูเสียแล้ว"

"บางทีพี่ไป่เวยอาจจะคิดมากไป" หุนอู๋จี้กล่าวปนยิ้ม "นายน้อยฉวี่อาจจะแค่ชอบ 'ตราภูผา' ชิ้นนี้ หรือไม่ก็อาจจะซื้อให้ใครบางคนก็ได้... ดูนั่นสิ"

หุนอู๋จี้บุ้ยใบ้ให้เป่ยซานไป่เวยดู "นายน้อยฉวี่ไม่ได้มอบมันให้เด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะหรอกหรือ?"

จี้หนิงมองตามไปด้วยความอยากรู้ เขาเห็นฉวี่ฉางชิงกำลังสนทนากับเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปี ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะตกใจอะไรบางอย่างจนแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างที่สุดออกมา

"เด็กหนุ่มคนนั้นคือใครกัน?" จี้หนิงเอ่ยถามด้วยความฉงน

เขาเคยได้ยินเป่ยซานไป่เวยแนะนำก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่สามารถก้าวเข้ามาในโถงแห่งนี้ได้ หากไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์ระดับเดียวกับเป่ยซานไป่เวยหรือเป่ยซานหู ก็ล้วนแต่เป็นยอดคนที่มีฐานะทัดเทียมพอที่จะสมาคมกับพวกเขาได้ทั้งสิ้น

แต่เหตุใดคนระดับนี้ถึงสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีเทาเยี่ยงสามัญชน? แม้แต่ตัวเขาเองยังสวมชุดหนังสัตว์ที่เย็บจากขนของอสูรบรรพกาลขั้นเซียนเทียน แต่เด็กหนุ่มที่สวมเพียงชุดธรรมดากลับนั่งอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ยี่หระต่อสายตาใคร ความเรียบง่ายที่ดูไม่ธรรมดานี้ทำให้แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกประหลาดใจและเริ่มนึกสนใจในตัวเด็กหนุ่มผู้นั้นขึ้นมา

"ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"

"เขาน่าจะมาจากเขตอื่น อาจจะเป็นสหายที่นายน้อยฉวี่ได้พบในกองกำลังองครักษ์มังกรเหิน"

ทั้งเป่ยซานไป่เวยและหุนอู๋จี้ต่างส่ายหน้า เขตปกครองอันฉานนั้น เมื่อเทียบกับเขตปกครองทั้ง 3,600 แห่งในโลกอันยิ่งใหญ่ของเผ่าเซี่ยแล้ว ถือเป็นเพียงเขตเล็กๆ ที่ห่างไกล ทว่าเมืองอันฉานซึ่งเป็นศูนย์กลางเขตก็ยังคงมีความรุ่งเรือง ผู้บำเพ็ญเพียรจากเขตอื่น โดยเฉพาะเหล่าองครักษ์มังกรเหิน มักจะมาพักแรมที่นี่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นการที่มีคนหน้าแปลกปรากฏตัวใน ถ้ำไร้กังวล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

ในขณะนั้นเอง บนเวทีด้านนอกห้องส่วนตัวเริ่มการประมูลสมบัติวิเศษชิ้นสุดท้าย นั่นคือแผนผังค่ายกลและสิ่งของสำหรับจัดวางค่ายกลระดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่จี้หนิงนำออกมาเพื่อช่วยเป่ยซานไป่เวย ดังนั้นจี้หนิงและพรรคพวกจึงเลิกสนใจทางด้านฉวี่ฉางชิงไปชั่วขณะ

ทว่าทางฝั่งฉวี่ฉางชิงกลับไม่ได้ใส่ใจการประมูลด้านนอกเลย บัดนี้เขายังคงมึนงงกับคำพูดของ เซี่ยหมานเชียน ที่ว่า "ยังไม่ได้ฝึกปราณ"

"น้องเซี่ยหมาน"

ฉวี่ฉางชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะจนต้องเอ่ยปากถาม "เจ้าฝึกฝนเพียงกายาเทพปีศาจ โดยไม่เคยฝึกวิชาหลอมปราณเลยงั้นหรือ? เจ้าไม่รู้สึกลำบากบ้างหรืออย่างไร?"

แม้กายาเทพปีศาจจะทรงพลังจนสามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญปราณในระดับเดียวกันได้ ทว่านั่นหมายถึงกรณีที่ผู้บำเพ็ญปราณต้องต่อสู้ระยะประชิดและไม่มีสมบัติวิเศษที่ทรงพลังเพียงพอ สำหรับผู้บำเพ็ญปราณแล้ว สมบัติวิเศษคืออาวุธหลักที่ใช้ต่อกรกับผู้ฝึกกายาเทพปีศาจ พลังที่ได้รับจากการเสริมส่งของสมบัติวิเศษชั้นเลิศนั้นอาจเทียบเท่าได้กับวิชาเทพจำแลงของผู้ฝึกกายาเลยทีเดียว

และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ฝึกกายาเทพปีศาจหากยังไม่บรรลุถึงระดับจิตม่วง จะไม่สามารถส่งพลังเทพออกมาภายนอกได้ การต่อสู้จึงจำกัดอยู่เพียงการใช้ร่างกายปะทะในระยะประชิด ส่วนเรื่องการเหาะเหิน การใช้ของวิเศษพื้นที่มิติ หรือเรื่องจิปาถะอื่นๆ ที่ผู้บำเพ็ญปราณทำได้เป็นปกติ กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกกายาที่ยังไม่บรรลุระดับสูง

ดังนั้น ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็นมนุษย์ แม้จะมีบางคนที่ฝึกฝนเพียงวิชาหลอมปราณด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะเลือกฝึกเพียงกายาเทพปีศาจอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อการฝึกฝนทางร่างกายมาถึงระดับตำหนักม่วงแล้ว ร่างกายย่อมแข็งแกร่งกว่ากายาเซียนเทียนทั่วไป การจะฝึกปราณขึ้นมาบ้างย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ต่อให้ยังไม่สามารถบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงได้ในทันที แต่อย่างน้อยหากฝึกถึงขั้นเซียนเทียน ก็ยังสามารถใช้สมบัติวิเศษทั่วไปได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเหาะเหินและการเก็บของในชีวิตประจำวันได้แล้ว!

ฉวี่ฉางชิงไม่เชื่อว่าเซี่ยหมานเชียนจะไม่เข้าใจหลักการนี้ และนั่นเองที่ทำให้เขาพิลึกใจจนหาคำอธิบายไม่ได้

"..."

เซี่ยหมานเชียนเหลือบมองฉวี่ฉางชิงพลางส่ายหน้าโดยไม่กล่าวอะไร จะให้เขาพูดอะไรล่ะ? จะให้บอกว่าเขาเพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อวานนี้ แล้วก็มาที่นี่จนถูกใครบางคนเรียกว่า 'น้องชาย' อยู่ครึ่งค่อนวันงั้นหรือ? ช่างมันเถอะ...

(มิน่าน้องเซี่ยหมานถึงอยากมาที่เขตอันฉานของเราเพื่อหาสำนักฝากตัวเป็นศิษย์)

ฉวี่ฉางชิงถอนหายใจในใจ บัดนี้เขาเริ่มจินตนาการไปไกลถึงชีวิตรันทดของเซี่ยหมานเชียนที่อาจจะไม่ได้รับความสำคัญในตระกูล จนต้องหนีออกจากเมืองหลวงโดยมีข้ารับใช้เก่าแก่คอยช่วยเหลือ เพื่อมาฝึกฝนให้กลายเป็นยอดฝีมือทำนองว่า "สามิสิบปีตะวันออก สามสิบปีตะวันตก อย่าได้ดูหมิ่นคนหนุ่มที่ยากไร้"

"น้องเซี่ยหมาน โปรดรับสมบัติวิเศษชิ้นนี้ไว้เถอะ" ฉวี่ฉางชิงกล่าวอย่างจริงจัง "ส่วนเรื่องวิชาหลอมปราณ สำนักของข้ามีอยู่มากมาย ข้าจะหาวิชาที่เหมาะสมให้เจ้าฝึกฝนจนถึงระดับตำหนักม่วงขั้นต้น เพื่อที่เจ้าจะได้มีโอกาสชนะมากขึ้นในการทดสอบเข้าสำนัก"

"เช่นนั้นก็ขอบใจพี่ฉวี่มาก" เซี่ยหมานเชียนยิ้มจางๆ เขาคร้านที่จะปฏิเสธหรืออธิบายอะไรเพิ่มเติม

เพราะในเวลานี้ ณ โถงด้านนอก การประลองเดิมพันซึ่งเป็นไฮไลต์ของค่ำคืนนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!

เขายิ่งเสียงตะโกนท้าทายอันโอหังของเป่ยซานหูดังก้องไปทั่วโถง

"เป่ยซานไป่เวย เจ้ามันขี้ขลาดขนาดนี้เชียวหรือ?"

"900 ชั่งน้ำอมฤต! ข้าขอวางเดิมพัน 900 ชั่งกับเจ้า เจ้ากล้าหรือไม่!"

อสูรกายร่างกำยำ ผิวสีเขียว มีนอเดียว สูงถึงสองจั้ง ยืนตระหง่านอยู่กลางโถง แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา "อสูรบรรพกาลระดับตำหนักม่วงขั้นสูงสุด ฝึกฝนทั้งกายาเทพปีศาจและหลอมปราณ ทั้งยังมีวิชาเทพ 'จำแลงฟ้าดิน'... ข้ารับใช้ระดับนี้หาได้ยากยิ่งนัก"

ฉวี่ฉางชิงมองไปยังห้องฝั่งตรงข้าม เห็นเป่ยซานไป่เวยโกรธจนเส้นเลือดปูดโปนจากการยั่วยุ เขาจึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ครั้งนี้นายน้อยไป่เวยคงต้องลำบากเสียแล้ว"

ด้วยระดับพลังหมื่นสำแดงและสมบัติวิเศษที่มี เป่ยซานไป่เวยย่อมไม่เห็นอสูรระดับตำหนักม่วงตัวนี้อยู่ในสายตา ทว่ากฎของการเดิมพันในถ้ำไร้กังวลคือคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายต้องมีระดับพลังทัดเทียมกัน ต่อให้เขาโกรธเพียงใดก็ไม่สามารถลงไปประลองด้วยตัวเองได้ และในตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถหาข้ารับใช้ระดับตำหนักม่วงคนไหนที่จะมาโค่นอสูรตนนี้ลงได้เลย เขาจึงทำได้เพียงทนฟังคำถากถางของเป่ยซานหูต่อไป

"ไม่แน่หรอกว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นฝ่ายลำบาก" เซี่ยหมานเชียนกล่าวปนยิ้ม

เขามองเห็นจี้หนิงในห้องฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นยืนแล้ว และตามเนื้อเรื่องเดิม การประลองเดิมพันในถ้ำไร้กังวลแห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อเสียงของจี้หนิงขจรขจายไปทั่วเขตปกครองอันฉาน

ไม่นานนัก

แขกผู้มีเกียรติในห้องส่วนตัวต่างมองเห็นเด็กหนุ่มในชุดหนังสัตว์เดินเข้าสู่โถงประลองด้วยรอยยิ้มจางๆ และท่าทีสงบนิ่ง ราวกับกำลังเดินเล่นในสวน

"เด็กหนุ่มคนนี้คือใคร?"

"เขามีความมั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือที่จะเอาชนะอสูรนอแรดตัวนั้นได้?"

"พวกเราเผ่ามนุษย์เสียเปรียบอย่างยิ่งเมื่อต้องเจอกับอสูรที่ฝึกทั้งปราณและกายาในระดับตำหนักม่วง"

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากห้องส่วนตัวต่างๆ

"ฮ่าๆๆ เป่ยซานไป่เวย เจ้าสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดต้องให้สหายออกหน้าแทนเชียวหรือ! ข้าจำได้ว่าสหายจี้หนิงของเจ้าผู้นี้กำลังจะเข้าสำนักดาบเหินเวหาใช่หรือไม่?"

เสียงหัวเราะป่าเถื่อนของเป่ยซานหูดังก้องอีกครั้ง "เด็กน้อยที่เพิ่งจะเข้าสำนักดาบ กล้ามาประลองกับอสูรนอแรดของข้าที่ฝึกวิชาเทพสำเร็จแล้วงั้นหรือ? รนหาที่ตายชัดๆ! เสียใจด้วยนะ แต่น้ำอมฤต 900 ชั่งของเจ้าดูท่าจะเป็นของข้าเสียแล้ว"

"ยังไม่ได้เข้าสำนักงั้นหรือ?"

"นั่นหมายความว่าเขาเพิ่งจะเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงน่ะสิ?"

"เด็กหนุ่มคนนี้อยากตายหรืออย่างไร?"

เมื่อได้ยินข้อมูลที่เป่ยซานหูเปิดเผยออกมา ผู้ที่สนใจใคร่รู้ในตัวจี้หนิงต่างก็พากันตกใจ ทว่ายังมีคนระดับสูงบางกลุ่มในห้องส่วนตัวที่คาดการณ์ว่า ในเมื่อเด็กหนุ่มคนนี้เป็นสหายของเป่ยซานไป่เวย ย่อมต้องมีสิ่งไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ บางทีระดับการหลอมปราณของเขาอาจจะต่ำ แต่ระดับกายาเทพปีศาจอาจจะถึงขั้นตำหนักม่วงสูงสุดแล้วก็ได้ เขาจึงกล้าก้าวออกมาเพื่อเพื่อน

ทุกคนต่างเฝ้ามองจี้หนิงเดินเข้าไปหา แม่นางจื่ออี สตรีเผ่าจิ้งจอกในชุดสีชมพูเพื่อรับการตรวจสอบระดับพลัง

"หืม?" แม่นางจื่ออีมองจี้หนิงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะประกาศเสียงดัง

"ผู้บำเพ็ญที่เป่ยซานไป่เวยส่งเข้าประลอง ฝึกฝนทั้งกายาเทพปีศาจและหลอมปราณ โดยระดับกายาเทพปีศาจอยู่ที่ตำหนักม่วงขั้นปลาย และระดับการหลอมปราณอยู่ที่ตำหนักม่วงขั้นต้น"

ตึง!

ทั่วทั้งโถงพลันเกิดความโกลาหล

"กายาเทพปีศาจแค่ขั้นปลายเองหรือ?"

"ยังไม่ถึงขั้นสูงสุดด้วยซ้ำ นี่เขาเบื่อชีวิตจนอยากหาที่ตายแล้วหรืออย่างไร?"

ยอดฝีมือในห้องส่วนตัวด้านบน เมื่อได้ยินระดับพลังทั้งสองด้านของจี้หนิง ต่างก็พากันส่ายหน้าและถอนหายใจ หลายคนเชื่อว่าจี้หนิงที่ไร้ชื่อเสียงผู้นี้กำลังเอาชีวิตมาเสี่ยงเดิมพันเพื่อประจบเอาใจเป่ยซานไป่เวย

"กายาเทพปีศาจขั้นปลายงั้นหรือ?"

เป่ยซานหูหัวเราะอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม "ทุกท่าน! วันนี้ข้าใจกว้าง ใครอยากร่วมเดิมพันก็เชิญได้ตามสบาย! หากเดิมพันข้างอสูรนอแรดของข้าชนะ อัตราจ่ายคือสิบต่อหนึ่ง! แต่หากเดิมพันว่าจี้หนิงชนะ อัตราจ่ายคือสองต่อหนึ่ง! ข้า เป่ยซานหู รับไม่อั้น!"

"มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ?"

บางคนที่สนิทสนมกับเป่ยซานหูเห็นดังนั้นจึงช่วยสมทบ "นายน้อยหู ด้วยความแข็งแกร่งของอสูรท่าน ชัยชนะย่อมอยู่ในมือแน่นอน การเปิดเดิมพันแบบนี้ไม่เท่ากับแจกจ่ายน้ำอมฤตเปล่าๆ หรอกหรือ?"

"ฮ่าๆๆ วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะแจกจ่ายน้ำอมฤตบ้างจะเป็นไรไป!" เป่ยซานหูหัวเราะอย่างไม่ปิดบัง

การกดขี่เป่ยซานไป่เวยเป็นสิ่งที่เขาได้รับแรงสนับสนุนจากบิดาอย่าง เป่ยซานอิน บัดนี้เมื่อสบโอกาสทองในการเดิมพัน เขาจึงย่อมไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เขาต้องการทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งมีคนร่วมเดิมพันมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะหากทุกคนเดิมพันข้างอสูรของเขา ก็เท่ากับเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่มีใครเข้าข้างเป่ยซานไป่เวย

เป่ยซานไป่เวยจะรู้สึกอย่างไร? แม้จะไม่แสดงออก แต่ในใจย่อมเกิดรอยร้าวกับคนเหล่านั้นอย่างแน่นอน ผู้ที่สามารถก้าวเข้ามาในโถงแห่งนี้ล้วนแต่เป็นคนสำคัญจากขุมอำนาจใหญ่ในเขตอันฉาน การเสียน้ำอมฤตเพียงไม่กี่สิบชั่งเพื่อสร้างความบาดหมางระหว่างเป่ยซานไป่เวยกับขุมอำนาจต่างๆ สำหรับเป่ยซานหูแล้ว นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเหลือเกิน!

ทว่าผู้ที่อยู่ที่นี่ต่างก็ไม่ใช่คนโง่ แม้จะมีคนส่งเสียงเชียร์ตามน้ำ แต่ก็ยังไม่มีใครยอมวางเดิมพันจริงๆ เพราะการร่วมวงเดิมพันครั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกข้างไหนก็เท่ากับเป็นการล่วงเกินนายน้อยคนใดคนหนึ่งของตระกูลเป่ยซาน ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเลยกับน้ำอมฤตเพียงไม่กี่ชั่ง นั่นทำให้สีหน้าที่บูดเบี้ยวของเป่ยซานไป่เวยดูดีขึ้นมาเล็กน้อย

เป่ยซานหูก็หาได้ใส่ใจ ในเมื่อคนอื่นไม่เล่นด้วยก็ช่างมัน อย่างน้อยเขาก็ได้ข่มขวัญเป่ยซานไป่เวยแล้ว และยังประหยัดน้ำอมฤตไปในตัวด้วย

ทว่า กลับมีคนคนหนึ่งที่คิดไม่เหมือนคนอื่น

"เป่ยซานหู เดิมพันของเจ้ามีขีดจำกัดหรือไม่?"

เสียงใสกระจ่างเสียงหนึ่งดังมาจากห้องส่วนตัวเบื้องบน กังวานไปทั่วทั้งโถง

"วันนี้ข้าไม่ได้พกเศษเงินมาด้วย น้ำอมฤตเพียงไม่กี่สิบกี่ร้อยชั่งข้าไม่มีหรอก เจ้ากล้ารับเดิมพันที่ก้อนใหญ่กว่านี้หรือไม่?"

ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียง และพบว่าเจ้าของคำพูดนั้นคือเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเรียบๆ เยี่ยงสามัญชน

"น้องชายผู้นี้คือสหายของนายน้อยฉวี่งั้นหรือ?"

เมื่อเห็นว่าเป็นสหายของฉวี่ฉางชิง ผู้ที่เพิ่งจะให้เกียรติซื้อ 'ตราภูผา' ของเขาไปในราคาสูง เป่ยซานหูจึงคลี่ยิ้มออกมาทันที

"หากเจ้าจะเดิมพันข้างอสูรนอแรดของข้า เดิมพันสูงสุดต้องไม่เกิน 900 ชั่งน้ำอมฤต เพราะอย่างไรเสียแขกก็ต้องตามใจเจ้าบ้าน เดิมพันไม่ควรสูงเกินหน้าคู่ประลองหลักทั้งสองฝ่าย"

"แต่หากน้องชายจะเดิมพันข้างจี้หนิง—"

เป่ยซานหูยังคงยิ้มอยู่ ทว่าดวงตากลับหรี่ลงเล็กน้อย "เช่นนั้นก็ไม่มีขีดจำกัด! ข้าล่ะอยากรู้นักว่าน้องชายอยากจะเดิมพันข้างไหน?"

"ไม่มีขีดจำกัดงั้นหรือ?"

เซี่ยหมานเชียนยิ้ม "งั้นข้าขอลงเล่นสักนิดหน่อยแล้วกัน เจ้าจะได้ไม่ต้องเบี้ยวหนี้เวลาแพ้ เป่ยซานหู... พอดีว่าป้ายน้ำอมฤตที่เล็กที่สุดที่ข้ามีติดตัวอยู่ตอนนี้คือหนึ่งพันชั่ง ไม่ทราบว่าเจ้ากล้ารับหรือไม่?"

จบบทที่ บทที่ 5: เดิมพันหนึ่งพันชั่ง เจ้ากล้ารับหรือไม่?

คัดลอกลิงก์แล้ว