- หน้าแรก
- ป๊ะป๋าจำเป็นกับซูเปอร์มาร์เก็ตข้ามภพ
- บทที่ 43: คู่หูกินข้าวสุดเพอร์เฟกต์!
บทที่ 43: คู่หูกินข้าวสุดเพอร์เฟกต์!
บทที่ 43: คู่หูกินข้าวสุดเพอร์เฟกต์!
องค์หญิงน้อยถือจดหมายวิ่งต้อยๆ ออกไป พลางวิ่งพลางตะโกนว่า “อาเมี่ยง~ เค้าจะกลับมานะค้า~”
จักรพรรดินีจ่างซุนและหลี่ลี่จื้อได้แต่ยิ้มออกมาอย่างจนใจ
องค์หญิงน้อยเฉิงหยางรู้สึกเสียดายนิดหน่อย
พอองค์หญิงน้อยจากไป นางก็ต้องเล่นคนเดียวอีกแล้ว
ถึงแม้จะมีพี่สาวและท่านแม่คอยอยู่เป็นเพื่อน แต่มันก็ไม่เหมือนกับการเล่นกับองค์หญิงน้อยที่อายุไล่เลี่ยกัน
องค์หญิงน้อยวิ่งกลับมาที่ห้องบรรทม พอโผล่ออกมาจากกระจกก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาเตะจมูกทันที
“พี่ชาย~”
“เค้ากลับมาแว้ว~”
องค์หญิงน้อยเดินตามกลิ่นหอมเข้าไปมองเซียวหรานในห้องครัว
พอเห็นองค์หญิงน้อยมา เซียวหรานก็ดีใจเช่นกัน “ซื่อจื่อกลับมาแล้ว!”
“อ๊ะ~”
“อัยนี้อาเจ้ให้พี่ชายงับ~”
เซียวหรานย่อตัวลงรับจดหมาย “ซื่อจื่อเก่งที่สุดเลย!”
เซียวหรานขยี้แก้มขององค์หญิงน้อยเบาๆ
“คิกคิก~”
“เค้าเก่งมั่กๆ เล้ย~” องค์หญิงน้อยเท้าสะเอว ทำท่าภูมิใจเล็กน้อย
ในตอนนี้ คนอื่นคงทำเรื่องแบบที่องค์หญิงน้อยทำไม่ได้จริงๆ
เซียวหรานยังไม่อยากติดต่อกับจักรพรรดินีจ่างซุนและหลี่ลี่จื้อโดยตรง ส่วนคนอื่นก็ไม่สามารถเดินทางไปๆ มาๆ ได้
“ใช่แล้ว ซื่อจื่อของเราเก่งที่สุด!”
สวีเหวินหย่าก็เดินเข้ามาเช่นกัน นางได้กลิ่นหอมของอาหาร
นางชะโงกหน้ามาที่ประตูห้องครัว “บอสคะ มาขอกินข้าวด้วยคน!”
จริงๆ แล้วตั้งใจมาเล่นกับองค์หญิงน้อย การขอกินข้าวเป็นเรื่องรอง
“ไปเรียกจื่อเยว่มาด้วย เดี๋ยวรอทานพร้อมกันเลย” เซียวหรานเอ่ยขึ้น
“ว้าย บอสยังจำฉันได้ด้วย ฉันมาได้จังหวะพอดีเลย” หลิวจื่อเยว่เดินตามเข้ามาติดๆ
“พอดีเลย พวกเธอมาช่วยทำอาหารหน่อย พาซื่อจื่อไปเล่นก่อนนะ เหลือแค่ซุปไข่สาหร่ายอย่างเดียว ในหม้อดินก็มีหมูตุ๋นซีอิ๊วอีกไม่กี่นาทีก็ได้ที่แล้ว”
“ได้เลยค่ะ!” สวีเหวินหย่าเดินเข้าครัวไปหยิบผ้ากันเปื้อนข้างๆ มาผูกอย่างคล่องแคล่ว
หลิวจื่อเยว่โอบอุ้มองค์หญิงน้อยขึ้นมาแล้วหอมฟอดใหญ่ด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ
สวีเหวินหย่ามองไปบนโต๊ะ มีกับข้าวทำเสร็จแล้วหลายอย่าง
องค์หญิงน้อยกลืนน้ำลายเอื๊อก พลางมองไปยังกับข้าวที่ทำเสร็จแล้ว
โดยเฉพาะไข่ผัดมะเขือเทศ ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติดูจะครบเครื่องไปหมด
สีสันแบบนี้เป็นที่ชื่นชอบขององค์หญิงน้อยยิ่งนัก
“ซื่อจื่อ หิวแล้วใช่ไหมจ๊ะ” หลิวจื่อเยว่มองออก
“คิกคิก~ นิดโหน่ย~”
องค์หญิงน้อยตอบอย่างถ่อมตัวเล็กน้อย
“ซื่อจื่อหิวแล้ว กินก่อนเลยจ้ะ” สวีเหวินหย่าหยิบตะเกียบขึ้นมา
สำหรับเรื่องที่องค์หญิงน้อยจะกินก่อน สวีเหวินหย่าและหลิวจื่อเยว่ย่อมไม่มีปัญหา ส่วนเซียวหรานก็คงไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว
องค์หญิงน้อยส่ายหน้า “กิงพร้อมกัน~”
ที่ตำหนักลี่เจิ้งไม่มีธรรมเนียมให้กินก่อนใคร
“อาเมี่ยงบอกว่าห้ามกิงก่อนง่า~”
สวีเหวินหย่าและหลิวจื่อเยว่ยิ้มออกมา เด็กตัวแค่นี้ ช่างรู้ความจริงๆ
“ไม่ใช่กินก่อนจ้ะ ให้ซื่อจื่อชิมดูว่าเค็มไปหรือเปล่า” หลิวจื่อเยว่ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที
“เอ้อ ใช่ๆๆ!” สวีเหวินหย่าใช้ตะเกียบคีบไข่ชิ้นหนึ่ง “ซื่อจื่อลองชิมดูสิจ๊ะว่าเค็มไหม”
พอพูดแบบนี้องค์หญิงน้อยก็ยอมรับได้ “อื้มๆ~”
องค์หญิงน้อยได้ลิ้มลองรสชาติของไข่ผัดมะเขือเทศเป็นครั้งแรก ดวงตาก็พลันเป็นประกาย เห็นได้ชัดว่านางตกตะลึงกับความอร่อยของอาหารจานนี้
นางไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติที่สดใหม่และอร่อยเช่นนี้มาก่อน เพราะเทคนิคการทำอาหารและเครื่องปรุงรสของต้าถังนั้นแตกต่างจากยุคปัจจุบันอย่างมาก
ไข่ผัดมะเขือเทศในยุคปัจจุบันผสมผสานรสเปรี้ยวอมหวานของมะเขือเทศเข้ากับความนุ่มละมุนของไข่
ยิ่งปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ยิ่งทำให้รสชาติกลมกล่อมและมีสีสันสดใส สำหรับองค์หญิงน้อยแล้ว นี่คือประสบการณ์รสชาติครั้งใหม่ที่น่าประทับใจอย่างไม่ต้องสงสัย
องค์หญิงน้อยโบกไม้โบกมือเล็กๆ อย่างตื่นเต้น “ว้าว~ อาหย่อยที่ฉุดเลยงับ~”
เมื่อเห็นองค์หญิงน้อยชอบอาหารจานนี้มาก สวีเหวินหย่าและหลิวจื่อเยว่ต่างก็รู้สึกยินดีและภูมิใจ
“ซื่อจื่อ ถ้าชอบก็กินอีกสิจ๊ะ ลองชิมอีกทีว่าเค็มไหม” สวีเหวินหย่าคีบให้อีกชิ้น
“ยังชิมรสเค็มไม่ออกเลย ลองอีกทีนะจ๊ะ” หลิวจื่อเยว่ผสมโรง
องค์หญิงน้อยกินมะเขือเทศเข้าไปอีกคำ
ก่อนหน้านี้องค์หญิงน้อยเคยกินมะเขือเทศแล้ว แต่เป็นการกินสดๆ ไม่ใช่แบบผัด
มะเขือเทศกับไข่เป็นคู่ที่เข้ากันอย่างลงตัว เมื่อนำมาผัดรวมกันรสชาติก็ยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก
“มะเขือเถ็ด~”
เซียวหรานถือจดหมายกลับเข้าไปในห้องนอนแล้วอ่านจนจบอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้หลี่ลี่จื้อกำลังสอบถามราคาของผักและผลไม้
ส่วนของอย่างอื่นตอนนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ คงต้องรอไปก่อน
เขาคงไม่สามารถขายแพงเกินไปได้ ต้องเน้นขายปริมาณมากในราคาถูก
ของอย่างมะเขือเทศพวกนี้ ขอแค่ใครมีความคิดสักหน่อย ปีถัดไปก็คงจะลองวิจัยดูว่าปลูกเองได้หรือไม่
ดังนั้นการผูกขาดตลาดผักผลไม้จึงเป็นไปไม่ได้
ทองคำและผ้าไหมที่ได้มาก่อนหน้านี้มีราคาสูงเกินไป
ของที่เซียวหรานมอบให้ไปนั้นเทียบไม่ได้เลย
ไม่ต้องพูดถึงผ้าไหมแพรพรรณ แค่ทองคำก็เป็นเงินก้อนโตแล้ว
มาตราชั่งตวงวัดในสมัยโบราณจะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย
ในสมัยราชวงศ์ถัง หนึ่งตำลึงมีค่าประมาณ 37.3 กรัมในปัจจุบัน
ทองคำสิบตำลึงที่องค์หญิงน้อยนำมาให้จึงมีน้ำหนักประมาณ 373 กรัม
ปัจจุบันราคารับซื้อทองคำอยู่ที่ประมาณ 670 หยวนต่อกรัม
มูลค่าทองคำจึงอยู่ที่ประมาณสองแสนห้าหมื่นหยวน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เซียวหรานก็รู้สึกว่าการเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตมันช่างน่าเบื่อ
ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด แถมยังขาดทุนอีก
แค่ของขวัญที่องค์หญิงน้อยนำมาให้แบบสุ่มๆ ก็มีมูลค่าถึงสองแสนห้าหมื่นแล้ว
ส่วนผ้าไหมเหล่านั้นน่าจะมีมูลค่าแตะหลักล้านเลยทีเดียว
เซียวหรานเสียดายจนไม่กล้าขาย
“ราคา... ราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมนะ”
“ฝ่ายนั้นให้ของขวัญมูลค่าเป็นล้านมาเลยนะ...”
“ของที่เราให้ไปมันไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น”
“ช่างเถอะ ล็อตแรกส่งให้ฟรีก็แล้วกัน!” ถือซะว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
จักรพรรดินีจ่างซุนและหลี่ลี่จื้อต่างก็เป็นคนมีหลักการ พวกนางคงไม่ยอมรับของฟรีๆ โดยไม่รู้สึกอะไรแน่นอน
ธรรมเนียมการให้ของขวัญตอบแทนกัน ของขวัญที่พวกนางส่งกลับมานั้นย่อมล้ำค่าอย่างยิ่ง
เซียวหรานกำลังครุ่นคิดว่าจะส่งของไปให้จักรพรรดินีจ่างซุนและหลี่ลี่จื้อหนึ่งล็อต
“พี่ชาย~”
“กิงข้าวได้แว้วค่า~”
เสียงเล็กๆ ใสๆ ดังขึ้นมาจากนอกห้องนอน
“โอเค มาแล้ว!” เซียวหรานเก็บจดหมาย
เซียวหรานเดินออกจากห้องนอน องค์หญิงน้อยก็จูงมือเขาเดินไปยังโต๊ะอาหาร
บนโต๊ะมีกับข้าววางเรียงรายอยู่หลายอย่าง
“กินข้าวกัน!” เซียวหรานอุ้มองค์หญิงน้อยขึ้น
เมื่อองค์หญิงน้อยนั่งลง สวีเหวินหย่าและหลิวจื่อเยว่ก็รีบแย่งกันนั่งประกบข้างองค์หญิงน้อยคนละฝั่ง
เซียวหรานทำได้เพียงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างจนใจ
“ซื่อจื่อ กินไข่จ้ะ” สวีเหวินหย่าคีบกับข้าวให้องค์หญิงน้อยก่อน
เด็กหญิงตัวน้อยกินข้าวเอง โดยมีชามใบเล็กและตะเกียบสำหรับเด็กเตรียมไว้ให้
“อื้มๆ~”
ดวงตาทั้งสองข้างขององค์หญิงน้อยเป็นประกายระยิบระยับจดจ้องไปยังอาหารตรงหน้า ท่าทางที่ตั้งอกตั้งใจนั้นราวกับว่าทั้งโลกเหลือเพียงอาหารมื้อนี้เท่านั้น
“ซื่อจื่อ ลองชิมหมูตุ๋นซีอิ๊วนี่สิ”
เซียวหรานคีบกับข้าวให้องค์หญิงน้อย
“บอสคะ หมูตุ๋นของคุณมันไปหน่อย ซื่อจื่ออาจจะกินไม่ได้นะคะ” สวีเหวินหย่าไม่ชอบกินมัน
“ซื่อจื่อ กินมันได้ไหม” เซียวหรานถามเช่นกัน
“ด้ายค่า~” องค์หญิงน้อยคีบชิ้นมันๆ ขึ้นมากัดอย่างเอร็ดอร่อย “มันๆ อาหย่อยที่ฉุด~”
“ซื่อจื่อ แล้วหนูว่าส่วนมันๆ อร่อยกว่า หรือส่วนเนื้อแดงอร่อยกว่าจ๊ะ” หลิวจื่อเยว่ถามบ้าง
“มันๆ~ อาหย่อยกว่านิดนึง~”
“ฉันขอประกาศเลยว่า ซื่อจื่อคือคู่หูกินข้าวสุดเพอร์เฟกต์ของฉัน” สวีเหวินหย่ารีบพูดขึ้น “ฉันกินเนื้อแดง ซื่อจื่อกินมัน”
“อื้มๆ~”
องค์หญิงน้อยชอบกินส่วนที่ติดมันจริงๆ
“กับข้าวอย่างอื่นก็อร่อยนะ กินผักด้วย” เซียวหรานแทบจะไม่ได้กินเลย
“อื้มๆ~”
องค์หญิงน้อยไม่เลือกกินเลย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือผัก โดยพื้นฐานแล้วนางกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า
เพราะองค์หญิงน้อยรู้สึกว่าอาหารเหล่านี้อร่อยกว่าอาหารจากสำนักพระกระยาหารในวังหลวงมากมายนัก
ดังนั้นนางจึงกินอย่างมีความสุขมาก
“ซื่อจื่อ ซดน้ำซุปสิ!”
“อื้มๆ~”
ซุปไข่สาหร่ายพวกนี้ องค์หญิงน้อยก็ซดอย่างเอร็ดอร่อยเช่นกัน
ดูเหมือนว่าจะชอบไปซะทุกอย่าง ยืนยันได้เลยว่าเป็นนักชิมตัวยงหนึ่งหน่วยถ้วน