เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 28: สิบเดือนผ่านไป กายาหยกนิลพยายามทะลวงด่าน

ตอนที่ 28: สิบเดือนผ่านไป กายาหยกนิลพยายามทะลวงด่าน

ตอนที่ 28: สิบเดือนผ่านไป กายาหยกนิลพยายามทะลวงด่าน


ตอนที่ 28: สิบเดือนผ่านไป กายาหยกนิลพยายามทะลวงด่าน

"ข้าชื่อเถียหลง!"

"ข้าชื่อเถียหู!"

"ระวังตัวด้วย!"

"..."

ตูม—!

ร่างของเซียวเซียนถูกค้อนยักษ์ซัดปลิวอย่างรุนแรง

เอ้าซือข่ารีบก้าวเข้ามาขวางหน้าและประกาศยอมแพ้ทันที

"..."

เมื่อเอ้าซือข่าลากร่างไร้สติของเซียวเซียนลงจากเวที

ฟู่หลันเต๋อก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น อุ้มเซียวเซียนขึ้นพาดบ่า

"ฝากบอกมู่ไป๋ด้วย พวกเจ้ากลับกันเองนะ!"

...

โรงเรียนสื่อไหลเค่อ

"ข้าว่านะ ลูกพี่ ท่านกำลังเสียแรงเปล่า แทนที่จะให้เขาไปประลองวิญญาณ สู้ให้ข้าซ้อมเขาตรงๆ เลยไม่ดีกว่ารึ?"

ในบ้านไม้หลังเล็ก จ้าวจี๋โยนร่างไร้สติของเซียวเซียนลงในถังน้ำยาสมุนไพร ยัดถั่วลูกกวาดกำมือหนึ่งใส่ปากเขา แล้วจับหัวเขากดๆ ให้น้ำยาชุ่มผม

ฟู่หลันเต๋อยืนอยู่ข้างๆ กล่าวเสียงเข้ม "ข้าเป็นผู้อำนวยการของเขา ต่อให้ข้าซ้อมเขาหนักแค่ไหน เขาก็รู้ว่าข้าไม่มีวันฆ่าเขาตาย"

"แต่ในสนามประลองวิญญาณ พลาดนิดเดียวก็อาจถึงตายหรือพิการได้ ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์จนตรอก เขาจะระเบิดศักยภาพสูงสุดออกมาได้ยังไง?"

"เฉพาะตอนที่เจอคู่ต่อสู้ฝีมือสูสี ตอนที่ยังมีโอกาสชนะ และตอนที่จนตรอกจริงๆ เท่านั้น ศักยภาพที่ซ่อนเร้นถึงจะระเบิดออกมา และมีโอกาสอันริบหรี่ที่จะทะลวงคอขวดได้"

"ไม่อย่างนั้น วิญญาณจารย์ทั่วโลกคงบำเพ็ญเพียรกันง่ายตายชัก ไม่ต้องสนพรสวรรค์ แค่จ้างยอดฝีมือมาซ้อมให้ก็จบ"

จ้าวจี๋ชำเลืองมองเซียวเซียนที่นอนคอพับคออ่อนอยู่ในถังยา แล้วหัวเราะหึๆ "งั้นลูกพี่คิดว่าวันนี้เขาระเบิดศักยภาพสูงสุดออกมาหรือยังล่ะ?"

ได้ยินดังนั้น สีหน้าของฟู่หลันเต๋อก็มืดครึ้มลงทันที

วันนี้ ย่อมยังไม่ใช่ และมันยังเร็วเกินไป

"ตั้งแต่นี้ไป ก่อนจะไปสนามประลองวิญญาณ เจ้าซ้อมเขาที่โรงเรียนก่อนเลย ไม่อย่างนั้นการประลองสองสามรอบแรกก็เสียเวลาเปล่าจริงๆ นั่นแหละ" ฟู่หลันเต๋อสั่งจ้าวจี๋แล้วเดินไพล่หลังออกไป

จ้าวจี๋เงียบกริบไปทันที "..."

อย่าถามเลย ตอนนี้เขากำลังเสียใจ

เขาหาเหาใส่หัวตัวเองชัดๆ เป็นไปได้ยังไงเนี่ย?

"..."

ในช่วงเวลาต่อมา ชีวิตของเซียวเซียนดำเนินไปอย่างมีแบบแผน

ช่วงเช้า พักฟื้นรักษาตัวและบำเพ็ญเพียรกับเสี่ยวเจวี๋ย

ช่วงบ่าย ถูกจ้าวจี๋ซ้อมจนน่วม ตัวบวมปูด ปวดร้าวไปทั้งตัวจนลุกไม่ขึ้น

ช่วงค่ำ กินถั่วลูกกวาดและไส้กรอก แล้วลากสังขารไปประลองวิญญาณต่อ สู้จนกว่าจะสลบเหมือด

หลังจากสลบไปแล้วจะเป็นยังไง เขาควบคุมไม่ได้

รู้แค่ว่าตื่นมาทีไรก็นอนแช่อยู่ในถังน้ำยาสมุนไพรทุกที

แรกๆ เขายังต้องพันผ้าพันแผลเต็มตัว แต่พอนานวันเข้า ผ้าพันแผลก็น้อยลงเรื่อยๆ

"กายาหยกนิล" ของเขาพัฒนาขึ้นมากในกระบวนการนี้

คอขวดพลังวิญญาณก็ค่อยๆ คลายตัวลงทีละน้อย

บางครั้งเซียวเซียนก็สงสัยว่าโดนจ้าวจี๋ซ้อมได้ผลดีกว่า หรือไปประลองวิญญาณได้ผลดีกว่ากันแน่

สุดท้ายเขาก็หาคำตอบไม่ได้ อาจจะครึ่งต่อครึ่ง หรืออาจจะเกื้อหนุนกันและกัน

เพียงแต่ตอนประลองวิญญาณ เขาต้องสู้ยิบตากว่ามาก

นั่นทำให้ชื่อเสียงของ "ชุดคลุมดำ" โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ในสนามประลองวิญญาณเมืองสั่วทัว

สไตล์การต่อสู้แบบดุดันถึงลูกถึงคนของเขานั้นดึงดูดใจผู้ชมอย่างมาก จนมีแฟนคลับติดตามมากมาย

บางครั้ง ผู้ชมชายบางคนเห็นมือเรียวงามขาวผ่องของเขาตอนใช้หัตถ์หยกนิล ก็ทึกทักเอาเองว่าคนใต้ชุดคลุมคือหญิงสาวเลือดร้อนที่มาระบายอารมณ์ เกิดเป็นความประทับใจในความแตกต่างสุดขั้ว จนหลงใหลได้ปลื้ม

ส่วนผู้ชมหญิงจำนวนมากก็ปักใจเชื่อว่าเขาคือเพลย์บอยรูปงามที่แฝงตัวมา

เหตุผลก็คือมีคนเคยเห็นผู้ชายสวมชุดคลุมคล้ายๆ กันนี้ที่โรงแรมกุหลาบอันโด่งดัง พร้อมกับควงสาวฝาแฝด...

สองกลุ่มนี้เถียงกันไม่จบไม่สิ้น

แต่ไม่นานพวกชอบสอดรู้สอดเห็นก็ชี้แจงว่ามีชุดคลุมดำตั้งสี่คน ตกลงพูดถึงคนไหนกันแน่?

ทีนี้ผู้ชมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า

โดยเฉพาะไต้มู่ไป๋และหม่าหงจวิ้น ที่เปลี่ยนชื่อเป็น "ชุดคลุมดำหมายเลขสาม" และ "ชุดคลุมดำหมายเลขสี่" ในภายหลัง และเริ่มเลียนแบบสไตล์การต่อสู้ของเซียวเซียนด้วย

ผู้ชมยิ่งแยกไม่ออกหนักกว่าเดิม

"..."

เทียบกับเซียวเซียนแล้ว

ชีวิตของเสี่ยวเจวี๋ยนั้นแสนสบาย

แค่บำเพ็ญเพียร กิน แล้วก็บำเพ็ญเพียร แล้วก็กินอีก

เพราะระหว่างเขาสองคน คนที่เป็นจุดอ่อนมาตลอดคือเซียวเซียน

ร่างกายของเขาต่างหากที่จำกัดการเติบโตของเสี่ยวเจวี๋ย

ความจริงแล้ว ยิ่งวิชาเสวียนเทียนของเสี่ยวเจวี๋ยก้าวหน้า พลังวิญญาณที่ได้จากการฝึกฝนก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานขึ้น ไม่อย่างนั้นเส้นชีพจรของเขาจะรับไม่ไหว

โชคดีที่สถานการณ์เหล่านี้ดีขึ้นทุกวัน

ในช่วงนี้ ไต้มู่ไป๋และหม่าหงจวิ้นก็พยายามเลียนแบบวิธีการฝึกของเซียวเซียน

น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีวิชาเสวียนเทียน และไม่มีกายาหยกนิลที่พัฒนามาจากหัตถ์หยกนิล จึงไม่มีความเร็วในการฟื้นฟูที่น่าเหลือเชื่อเหมือนเซียวเซียน

โดยเฉพาะวิชาเสวียนเทียน

ในฐานะวิชากำลังภายในสายเต๋าบริสุทธิ์ สรรพคุณในการรักษาสุขภาพและเยียวยาอาการบาดเจ็บนั้นโดดเด่นมาก

แค่กินถั่วลูกกวาดกับไส้กรอกฟื้นฟู บวกแช่น้ำยาสมุนไพรเฉยๆ มันยังไม่พอจริงๆ

ยังไม่นับว่าทุกครั้งที่เซียวเซียนบาดเจ็บหนัก เขาจะใช้ฝ่ามือดูดกลืนและฝ่ามือเป่าอัคคีช่วยสลายแรงกระแทก

เขาไม่ได้แค่รับพลังตรงๆ อย่างเดียว

ดังนั้นไต้มู่ไป๋และหม่าหงจวิ้นจึงทนไม่ไหวและกลับไปฝึกตามวิธีปกติอย่างรวดเร็ว

เอ้าซือข่ายังคงอิจฉาทักษะวิญญาณสร้างเองของเซียวเซียนอยู่บ้าง

เซียวเซียนให้เขาลองอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยระงับความปั่นป่วนของพลังวิญญาณจากสปอร์สุริยันได้เลย ลงเอยด้วยการกระอักเลือดทุกที นานวันเข้าเขาก็ล้มเลิกความฝันที่จะเป็นวิญญาณจารย์สายต่อสู้ และมุ่งมั่นกับการเป็นวิญญาณจารย์สายอาหารต่อไป

...

สิบเดือนผ่านไปในพริบตา ภายในบ้านไม้หลังเล็กที่โรงเรียนสื่อไหลเค่อ

เส้นเลือดทั่วร่างเซียวเซียนปูดโปน จุดเลือดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นมาเป็นชั้นๆ บนผิวหนังที่ดูเหมือนหยก

เอ้าซือข่านั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงฝั่งตรงข้าม เพิ่งออกจากสมาธิ ก็ต้องตกตะลึงจนไม่กล้าหายใจแรง

นี่เป็นอีกครั้งที่เซียวเซียนพยายามทะลวงระดับสามสิบ

ความจริงแล้ว ตั้งแต่เดือนที่สองที่มาถึงสื่อไหลเค่อ

พลังวิญญาณของเซียวเซียนก็ทะลวงถึงระดับยี่สิบเก้าแล้ว

จากนั้น ก็ติดแหง็กอยู่ที่ระดับยี่สิบเก้าอย่างมั่นคง

จนกระทั่งเมื่อวาน หลังจากผ่านการต่อสู้มาอีกหลายศึก สีหยกของหัตถ์หยกนิลก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งตัวในที่สุด

เส้นชีพจรทั่วร่างได้รับการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นภายใต้ผลของหัตถ์หยกนิล

เขาถึงกล้าเสี่ยงพยายามทะลวงด่าน

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง

พรวด—!

เซียวเซียนกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต

เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นสีหน้าหวาดกลัวของเอ้าซือข่า ก็เผลอยิ้มปลอบใจออกมา

"พี่เอ้า ขอไส้กรอกหน่อย!" เซียวเซียนเช็ดเลือดที่มุมปาก แล้วพูดอย่างจนปัญญา

"ข้ามี..." เอ้าซือข่าไม่รอช้า รีบร่ายคาถา และไส้กรอกหลายอันก็ปรากฏขึ้นในมือ

เซียวเซียนกินเข้าไปรวดเดียวหกเจ็ดอัน ก่อนจะโบกมือบอกว่าพอแล้ว

"เซียวเซียน เจ้าล้มเหลวอีกแล้วเหรอ!" เอ้าซือข่าถอนหายใจ

หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นเขา ไต้มู่ไป๋ หรือหม่าหงจวิ้น

ต่างก็นับถือเซียวเซียนจากใจจริง

อย่างน้อยที่สุด พวกเขาไม่มีทางทนการฝึกระดับนรกแตกแบบนั้นได้แน่

ต่อให้ทนได้ ก็ทนได้ไม่นาน

ตอนที่เซียวเซียนไม่อยู่ จ้าวจี๋เคยบอกพวกเขาว่า การฝึกของเซียวเซียนคือการเดิมพันด้วยชีวิต ไม่สำเร็จก็ตาย

และโอกาสตายสูงมาก

แต่ไม่นึกเลยว่าเซียวเซียนจะกัดฟันทนมาได้จนถึงตอนนี้ แต่สุดท้ายก็ยังล้มเหลวอีกจนได้

เซียวเซียนที่เดิมทีหลับตาลงไปแล้ว

ได้ยินคำพูดของเอ้าซือข่า

เขาก็ลืมตาโพลงขึ้นมา กะพริบตาปริบๆ แล้วหัวเราะเบาๆ "ล้มเหลว? เปล่าซะหน่อย"

จบตอน

จบบทที่ ตอนที่ 28: สิบเดือนผ่านไป กายาหยกนิลพยายามทะลวงด่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว