- หน้าแรก
- ระบบพุทธขจัดมารปราบผี? ขอหนีไปสึกดีกว่า!
- บทที่ 46 เด็กเส้น?
บทที่ 46 เด็กเส้น?
บทที่ 46 เด็กเส้น?
บทที่ 46 เด็กเส้น?
"ท่านอาจารย์ขอรับ จีวรของท่านนี่มันสุดยอดจริงๆ! เดินทางฝ่าฝุ่นฝ่าลมมาตั้งไกล ขนาดนี้แล้ว ฝุ่นสักเม็ดยังไม่เกาะเลย!"
หลิวรองจ้องมองจีวรลายวิจิตรของหลินอิงเซียงด้วยแววตาอิจฉาสุดขีด "จุ๊ๆ เหลือเชื่อจริงๆ! เกิดมาทั้งชีวิต ข้าไม่เคยเห็นสมบัติวิเศษอะไรแบบนี้มาก่อนเลย!"
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ค่ำไหนนอนนั่น
แถมอาหารการกินก็อดๆ อยากๆ ไม่ได้มีอะไรเลิศหรูให้ตกถึงท้อง
เวลาเพียงแค่สิบกว่าวัน แต่สภาพของหลิวรองตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับผู้อพยพที่เพิ่งหนีภัยสงครามมา
หน้าตามอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง กลิ่นตัวเหม็นโชยไปสามบ้านแปดบ้าน
แต่เมื่อหันไปมองหลินอิงเซียง กลับดูสะอาดสะอ้านราวกับเพิ่งก้าวเท้าออกจากวัดวันแรก
ทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งธุลีดินแม้แต่เม็ดเดียว
ช่างเป็นความแตกต่างราวฟ้ากับเหวที่ชวนให้เจ็บใจเสียนี่กระไร!
ตลอดการเดินทาง หลิวรองค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหลินอิงเซียง จากความหวาดกลัวและต่อต้านในตอนแรก กลายเป็นความใคร่รู้ และสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสศรัทธา ถึงขั้นอยากจะขอติดตามบวชเป็นพระไปด้วยเลย
"ท่านอาจารย์ ถึงตัวอำเภออวิ๋นเหอแล้วขอรับ เดินทางมาเหนื่อยๆ คงไม่ต้องฝึกตนกันต่อแล้วกระมัง?"
หลิวรองตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ กล่าวด้วยน้ำเสียงใจป้ำ "วันนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเอง! เชิญท่านอาจารย์เสวยให้เต็มคราบ! ไม่ต้องเกรงใจข้านะขอรับ!"
"คงไม่จำเป็นหรอกโยม"
หลินอิงเซียงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม "อาตมาเชื่อว่าตลอดการเดินทางนี้ โยมคงได้ซึมซับการทำความดีและสร้างกุศลไปบ้างแล้ว ต่อไปคงไม่กลับไปก่อกรรมทำเข็ญรังแกชาวบ้านอีกแล้วใช่หรือไม่?"
"แน่นอนขอรับ! ข้าไม่ทำแล้ว!"
หลิวรองเกาหัวแกรกๆ ด้วยความเขินอาย "ถ้าไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ยืนกรานไม่รับข้าเป็นศิษย์ ข้าคงตามท่านขึ้นเขาไปบวชแล้ว! จะไปกล้าทำเรื่องชั่วๆ ได้ยังไง? ต่อไปนี้ข้าจะตั้งใจทำความดี ผูกมิตรไมตรีกับผู้คนให้มากๆ!"
สิ่งที่หลิวรองจดจำได้ขึ้นใจที่สุดจากการเดินทางครั้งนี้ คือคำสอนของหลินอิงเซียงที่ว่า: "ต่อให้เจ้ามีพลังอำนาจล้นฟ้า ผู้คนก็อาจจะเกรงกลัวเจ้าแค่เปลือกนอก แต่ลับหลังกลับสาปแช่งเคียดแค้น ส่วนอาตมา แม้จะไม่มีพลังวิเศษใดๆ แต่ผู้คนกลับให้ความเคารพศรัทธา โยมรู้ไหมว่าเพราะเหตุใด?"
คำตอบที่หลิวรองตกผลึกได้ มีเพียงสี่คำสั้นๆ คือ "ผูกมิตรไมตรี"
ตลอดเส้นทาง หลินอิงเซียงไม่เคยถือตัวว่าเป็นยอดคน เขาปฏิบัติต่อชาวบ้านทุกคนด้วยความเมตตาและเป็นกันเอง ใครเดือดร้อนเขาก็ยื่นมือเข้าช่วยเสมอ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ไม่ว่าเขาจะไปบิณฑบาตที่ไหน ก็ไม่มีใครปฏิเสธ แม้เขาจะเป็นเพียงคนธรรมดาไร้พลังก็ตาม
"อมิตาพุทธ ดูท่าโยมจะบรรลุสัจธรรมบางอย่างแล้ว"
หลินอิงเซียงพนมมือยิ้มรับด้วยความปลาบปลื้ม "เช่นนั้นเราแยกทางกันตรงนี้เถิด อาตมายังมีธุระต้องไปที่จวนข้าหลวง ส่วนโยมก็ไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน ชำระล้างร่างกายให้สบายตัวเถิด"
"จวนข้าหลวง?"
เมื่อเห็นหลินอิงเซียงทำท่าจะเดินจากไป หลิวรองก็รีบวิ่งตามไปทันควัน "ท่านอาจารย์ ประตูจวนข้าหลวงไม่ใช่ที่ที่ใครนึกจะเข้าก็เข้าได้ง่ายๆ นะขอรับ พอดีข้าพอจะมีเส้นสายในอำเภออวิ๋นเหออยู่บ้าง ให้ข้าไปส่งท่านอีกสักหน่อยเถอะนะขอรับ?"
หลินอิงเซียงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "เอาอย่างนั้นก็ได้ รบกวนโยมอีกสักครั้งก็แล้วกัน"
"ไม่รบกวนเลยขอรับ! ไม่รบกวนเลย! ได้รับใช้ท่านอาจารย์ถือเป็นวาสนาแปดชาติของข้า!"
หลิวรองหัวเราะร่า รีบเดินนำหน้าเปิดทางให้ทันที
ทั้งสองเดินมาจนถึงหน้าจวนข้าหลวง พบว่ามีผู้คนมายืนต่อแถวรออยู่หน้าประตูกันยาวเหยียด
ในจำนวนนั้น มีหลายคนที่หลิวรองรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี
"พวกนี้มาจากสำนักต่างๆ ในสามอำเภอทั้งนั้นเลยขอรับ!"
หลิวรองอธิบายให้หลินอิงเซียงฟัง "ดูท่าพวกมันคงได้กลิ่นว่าข้าหลวงเฉากำลังจะมีแผนการใหญ่ เลยแห่กันมาวิ่งเต้นประจบสอพลอกันยกใหญ่!"
เขาตบหน้าอกตัวเองดังปึ้ก "ท่านอาจารย์วางใจได้ ข้ารู้จักกับผู้ดูแลคนหนึ่งข้างใน เดี๋ยวข้าจะช่วยเจรจาเปิดทางให้ท่านเอง!"
"ไม่ต้องลำบากหรอกโยม อาตมาไม่ได้มาใช้เส้นสายหรือวิ่งเต้นอะไร"
หลินอิงเซียงยิ้มบางๆ แล้วเดินเลี่ยงแถวอันยาวเหยียด ตรงดิ่งไปที่หน้าประตูทันที
การกระทำอุกอาจเช่นนี้ ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ยืนรอคิวอยู่ก่อนแล้ว
"ไอ้หัวโล้นนี่มาจากไหนวะ? ไม่รู้จักรึไงว่าต้องต่อคิว?"
"แม่งเอ๊ย! เกิดมาเพิ่งเคยเจอคนหน้าด้านขนาดนี้ เดินแซงคิวไปหน้าตาเฉย หรือจะเป็นเด็กเส้น?"
"นั่นมันหลิวรองแห่งพรรคกระทิงเถื่อนไม่ใช่เรอะ? ทำไมถึงได้ลดตัวไปเป็นคนใช้ให้ไอ้โล้นนั่นล่ะ?"
......
เสียงก่นด่าดังเซ็งแซ่ด้วยความไม่พอใจ
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้าไปลากตัวหลินอิงเซียงออกมา เพราะต่างก็เกรงว่าไอ้โล้นนี่อาจจะเป็น 'เด็กเส้น' ตัวจริงเสียงจริง เห็นไหมล่ะ ขนาดขาใหญ่อย่างหลิวรองยังต้องเดินตามต้อยๆ
พวกที่มายืนรอส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสำนักเล็กๆ ที่ไม่มีกำลังเท่าไหร่ ถ้ามีเส้นสายจริงคงไม่ต้องมาตากแดดรอคิวแบบนี้หรอก
ทว่าถึงคนรอคิวจะไม่กล้า แต่คนของจวนข้าหลวงย่อมไม่เกรงใจ
ทันใดนั้น ผู้ดูแลหน้าประตูก็เดินเข้ามาขวางหน้าหลินอิงเซียงทันที
มันเชิดหน้าสูงจนรูจมูกบาน ไม่แม้แต่จะปรายตามองหลินอิงเซียง "ไอ้หัวโล้น! เจ้ามาจากไหน? ตาบอดหรือไงไม่เห็นคนเขาต่อแถวกันอยู่? กลับไปต่อแถวข้างหลังนู่น! แล้วเอาใบรายการของกำนัลมาให้ข้าดูซะ
ข้าจะบอกให้เอาบุญนะ ถ้าของกำนัลมูลค่าไม่ถึงห้าพันตำลึงทอง อย่าหวังจะได้เห็นแม้แต่เงาของท่านข้าหลวง ถ้าเกินสามพันตำลึงอาจจะได้เจอพ่อบ้านใหญ่ ส่วนถ้าต่ำกว่าพันตำลึง ก็ไปยืนรอจนรากงอกข้างหลังนู่น!"
"ราคาชัดเจน ยุติธรรมดีจริงๆ!"
หลินอิงเซียงเบ้ปากเล็กน้อย อย่าว่าแต่เขาใช้เงินวัดไม่ได้เลย ต่อให้ใช้ได้ เขาก็ไม่ยอมจ่ายเงินให้พวกข้าราชการฉ้อฉลพวกนี้หรอก!
หลินอิงเซียงกล่าวอย่างใจเย็น "อาตมาเดินทางมาไกล ไม่ได้เตรียมของกำนัลหรือรายการสิ่งของอะไรมาทั้งนั้น..."
ยังพูดไม่ทันจบ ผู้ดูแลหน้าประตูก็สวนกลับทันที "งั้นเจ้ามาทำซากอะไรที่นี่? มาป่วนหรือไงวะ? รีบไสหัวไปให้พ้น! ถ้ายังขืนมาก่อกวนอีกล่ะก็ ข้าจะสั่งคนมาทุบให้ขาหักเลยคอยดู!"
ตอนนั้นเอง หลินอิงเซียงก็วางไม้เท้าวชิระลงข้างตัว แล้วค่อยๆ ล้วงเอาเทียบเชิญที่ข้าหลวงเฉาเขียนด้วยลายมือตัวเองออกมาจากแขนเสื้อ โบกไปมาตรงหน้าผู้ดูแลผู้นั้น "แต่อาตมามีเทียบเชิญใบนี้ติดตัวมา รบกวนโยมช่วยไปเรียนท่านข้าหลวงให้หน่อยเถิด"
ทันทีที่สายตาของผู้ดูแลปะทะเข้ากับตราประทับสีแดงสดขนาดใหญ่ของท่านข้าหลวงบนเทียบเชิญ มันก็อ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ส่วนพวกที่ต่อแถวอยู่ด้านหลัง พอเห็นปฏิกิริยานั้น ต่างก็พากันซุบซิบคาดเดาไปต่างๆ นานา
"หรือว่าไอ้หัวโล้นนี่จะเป็นเด็กเส้นตัวจริง? แค่กระดาษใบเดียวก็ทำเอาผู้ดูแลจวนข้าหลวงใบ้แดกไปเลย!"