- หน้าแรก
- ระบบพุทธขจัดมารปราบผี? ขอหนีไปสึกดีกว่า!
- บทที่ 35 หมาป่าอสูรจันทราทมิฬ
บทที่ 35 หมาป่าอสูรจันทราทมิฬ
บทที่ 35 หมาป่าอสูรจันทราทมิฬ
บทที่ 35 หมาป่าอสูรจันทราทมิฬ
คำว่า ‘ปีศาจ’ (เยาโหมว) ในโลกหล้านี้ เป็นคำนิยามกว้างๆ ที่ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหลากหลายเผ่าพันธุ์ มิได้เจาะจงเพียงเผ่าใดเผ่าหนึ่ง
สรรพสัตว์ที่มีจิตวิญญาณ บำเพ็ญเพียรจนกลายร่างได้ เรียกว่า ‘สัตว์อสูร’ (เยา)
ผู้ที่มีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ แต่จิตใจบิดเบี้ยวลุ่มหลงในด้านมืด เรียกว่า ‘มาร’ (โหมว)
วิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ยึดติดกับโลกมนุษย์ เรียกว่า ‘ผี’ (กุ่ย)
สิ่งมีชีวิตไร้สติปัญญาที่มีรูปร่างหน้าตาดุร้ายอัปลักษณ์ เรียกว่า ‘สัตว์ประหลาด’ (ไกว้)
สิ่งเหล่านี้ เมื่อมีอิทธิฤทธิ์เหนือสามัญสำนึก ล้วนถูกมนุษย์เหมารวมเรียกว่า ‘ปีศาจ’ ทั้งสิ้น
และเจ้าเพื่อนตัวน้อยที่ฝ่าหลิงแอบนำน้ำพุวิญญาณไปรักษา ก็จัดอยู่ในประเภท ‘สัตว์อสูร’
ในสายตาของมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูร มาร หรือภูตผี ล้วนเป็นสิ่งชั่วร้ายที่สมควรถูกกำจัดให้สิ้นซาก
เจตนารมณ์ในการก่อตั้ง ‘กรมปราบมาร’ แห่งมหาจักรวรรดิต้าโจว ก็เพื่อกวาดล้างสิ่งเหล่านี้ให้หมดไปจากแผ่นดิน
“ฆ่าผิด ดีกว่าปล่อยให้รอด... ปีศาจที่ดี คือปีศาจที่ตายแล้วเท่านั้น” นี่คือคติประจำใจของเหล่าผู้ปราบมาร
แต่สำหรับ หลินอิงเซียง... ทัศนคติของเขาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
พุทธศาสนานั้นกว้างใหญ่ไพศาลดุจมหาสมุทร เปิดรับสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า ขอเพียงสำนึกผิดและปรารถนาจะกลับตัว ย่อมมีที่ยืนในร่มเงาแห่งธรรมเสมอ
ฝ่าหุน และ ฝ่าหลิง คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด หากเขายึดติดกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ป่านนี้วัดเหลยอินคงมีแต่เจ้าอาวาสหัวโล้นเฝ้าวัดอยู่เพียงลำพัง
เมื่อฝ่าหลิงเล่าเรื่องราวการพบเจอเจ้าหมาป่าน้อย และการแอบขโมยน้ำพุวิญญาณไปรักษาแผลให้มันจนจบ...
หน้าต่างระบบสีทองอร่าม ก็เด้งขึ้นมาตรงหน้าหลินอิงเซียงทันที
[ภารกิจ: สัตว์เทพพิทักษ์อาราม]
[รายละเอียด: วัดวาอารามที่ยิ่งใหญ่ จะขาดสัตว์เทพพิทักษ์ประตูไปได้อย่างไร? ศิษย์ฝ่าหลิงได้ผูกวาสนากับสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์หมาป่าโดยบังเอิญ เพื่อชักนำมันเข้าสู่หนทางที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้มันไปทำร้ายผู้คน... ขอให้โฮสต์ทำการ ‘โปรดสัตว์’ รับมันเข้ามาเป็นสัตว์เทพพิทักษ์ประจำวัดเหลยอิน]
[เงื่อนไขภารกิจ: ภายใน 3 วัน ต้องทำให้หมาป่าอสูรยอมสยบและเข้ารีตเป็นสัตว์เทพพิทักษ์... หากล้มเหลว จงกำจัดทิ้งเสีย เพื่อความปลอดภัยของมวลมนุษย์]
[รางวัลภารกิจ: สิทธิ์สุ่มรางวัลระดับต้น 1 ครั้ง, โอสถสัตว์อสูร (ยาเม็ดลูกกลอน) 1 เม็ด]
......
พูดตามตรง เมื่อเทียบกับรางวัลมหาศาลจากภารกิจ ‘ปีศาจแม่ลูก’ ก่อนหน้านี้... รางวัลรอบนี้มันช่างดูจิ๊บจ๊อยเสียเหลือเกิน
แต่อย่างว่า... ‘ยุงก็นับเป็นเนื้อ’ มีภารกิจมาป้อนถึงปาก มีหรือที่คนขี้งก เอ้ย! มัธยัสถ์ อย่างหลินอิงเซียงจะปฏิเสธ?
หลินอิงเซียงฉีกยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นดูผิวเผินเหมือนจะเมตตา แต่แฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวราวกับพ่อค้าหน้าเลือดที่กำลังหลอกเด็ก
“เอาล่ะ ฝ่าหลิง... ฟังอาจารย์นะ การช่วยชีวิตสัตว์ที่บาดเจ็บถือเป็นกุศลแรง แต่ในเมื่อมันเป็นสัตว์อสูร ย่อมมีสัญชาตญาณดุร้าย เราจำเป็นต้องให้การ ‘ชี้นำ’ ที่ถูกต้องแก่โลกทัศน์ของมัน...”
......
เมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบยอดไม้
เงาร่างเล็กๆ สายหนึ่งในชุดดำรัดกุม ลอบเร้นกายออกจากหมู่บ้านต้าซานอย่างเงียบเชียบ
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด พริบตาเดียวก็ทะยานร่างไปได้ไกลกว่าสิบวา กลมกลืนไปกับความมืดมิดของยามค่ำคืนจนแทบแยกไม่ออก
เงาร่างนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน... คือ เด็กหนุ่มผู้สดับลม หลานชายของยอดสายลับเฒ่านั่นเอง!
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำ แววตาของเด็กหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและดื้อรั้น
ท่านปู่มักจะมองว่าเขาเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะไปไหนก็ต้องคอยตามคุมแจ จะทำอะไรก็ต้องคอยสั่งสอนจู้จี้จุกจิก
คืนนี้แหละ... เขาจะพิสูจน์ให้ปู่เห็นว่า แม้เขาจะมีนิสัยขี้เกียจไปบ้าง แต่เขาก็เป็น ‘ผู้สดับลม’ ที่มีฝีมือไม่แพ้ใคร!
“หมู่บ้านต้าซานกับวัดเหลยอินต้องมีความลับดำมืดซ่อนอยู่แน่! ในเมื่อปู่คิดว่ามันอันตรายเกินไปจนไม่กล้าแตะ... ข้านี่แหละจะไปล้วงความลับมาให้ดู!”
หากสืบรู้ความจริงได้ ท่านปู่จะต้องมองเขาใหม่ด้วยความทึ่งแน่นอน!
นี่คือนิสัยของวัยรุ่นไฟแรง... ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
คนแก่อาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมรู้จักรักษารักษาตัวรอด แต่เด็กหนุ่มผู้ร้อนวิชาย่อมไม่เกรงกลัวสิ่งใด
เด็กหนุ่มจากกรมตรวจการ หน่วยข่าวกรองอันดับหนึ่งของแผ่นดิน อาศัยความชำนาญในวิชาตัวเบา ลอบเร้นกายมุ่งหน้าขึ้นสู่หุบเขาลึกอันเป็นที่ตั้งของวัดเหลยอิน
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านวัดเหลยอิน...
หลินอิงเซียงและฝ่าหลิง ก็กำลังเดินออกจากประตูวัดมุ่งหน้าสู่ป่าหลังเขาเช่นกัน
หลินอิงเซียงถามย้ำเพื่อความมั่นใจ “ฝ่าหลิง... สัญญาที่เจ้าตกลงไว้กับเจ้าหมาป่านั่น เชื่อถือได้แน่หรือ?”
หลังจากโดนอาจารย์ ‘ล้างสมอง’ มาทั้งบ่าย ฝ่าหลิงก็มุ่งมั่นเต็มที่ที่จะชวนเพื่อนยากมาเข้าลัทธิ... เอ้ย! เข้าสู่ร่มเงาพุทธะ
“เชื่อถือได้แน่นอนขอรับอาจารย์! ข้าบอกมันไว้ว่า ถ้าเห็นก้อนหินสามก้อนวางเรียงกันที่ริมลำธารเมื่อไหร่ ให้มันออกมาหาข้าที่จุดนัดพบ!”
“ดีมาก! ประเสริฐ!”
หลินอิงเซียงพยักหน้าหงึกๆ ในใจเริ่มวาดฝันถึงฉากเปิดตัวสุดเท่ ที่มีสัตว์อสูรน่าเกรงขามยืนขนาบข้างกาย คอยเฝ้าหน้าประตูวัด
ในนิยายกำลังภายใน สำนักใหญ่ๆ เขามีสัตว์เทพเฝ้าประตูกันทั้งนั้น วัดเหลยอินของเขาจะน้อยหน้าได้ยังไง?
ทั้งสองเดินมาถึงริมลำธารหลังวัด ฝ่าหลิงจัดการวางก้อนหินสามก้อนเป็นสัญลักษณ์ตามที่ตกลงกันไว้
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะผละออกไปเพื่อไปซุ่มรอที่จุดนัดพบ...
บรู๊ววววววววว!
เสียงหอนกังวานก้องดังแทรกผ่านความเงียบสงัดของป่าเขา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เกรี้ยวกราด และตื่นตระหนก!
“นั่นมัน! เสียงของเจ้าหมาป่าน้อย!”
ฝ่าหลิงหน้าถอดสี ร้องลั่นด้วยความตกใจ “มันต้องเกิดเรื่องแน่ๆ! เสียงแบบนี้มันกำลังตกอยู่ในอันตราย! ท่านอาจารย์! ช่วยมันด้วย!”
“แน่นอน! ใครมันบังอาจมายุ่งกับว่าที่สัตว์เทพของอาตมา!”
หลินอิงเซียงตาเป็นประกายวาวโรจน์ ของดีมาจ่อปากแล้ว จะยอมให้ใครมาแย่งชิงหรือฆ่าทิ้งไปได้ยังไง?
เขาคว้าคอเสื้อฝ่าหลิงหิ้วขึ้นมา แล้วทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงหอนด้วยความเร็วสูงสุด!
......
ลึกเข้าไปในป่าทึบ
ภาพการเผชิญหน้าอันน่าระทึกขวัญกำลังดำเนินอยู่
หมาป่าสีดำทมิฬ ขนาดมหึมา ความสูงเกือบเท่ามนุษย์ผู้ใหญ่ กำลังยืนจังก้าแยกเขี้ยวขู่คำรามใส่ผู้บุกรุก
และผู้บุกรุกคนนั้น ก็คือ เด็กหนุ่มผู้สดับลม ที่แอบย่องขึ้นเขามานั่นเอง!
เด็กหนุ่มตั้งใจจะใช้ทางลัดเลาะป่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก พาเขามาจ๊ะเอ๋กับสัตว์อสูรเจ้าถิ่นเข้าอย่างจัง
แม้จะได้รับการฝึกฝนมาจากยอดสายลับ และมีความรู้แน่นปึกจากตำรา แต่ภาคปฏิบัติกับภาคทฤษฎีนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรตัวเป็นๆ ตามลำพัง ในป่าเปลี่ยวที่ไร้คนช่วย!
ความกลัวแล่นพล่านขึ้นสมอง สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งการให้เขางัดเอา ‘ของวิเศษคุ้มกาย’ ที่ปู่มอบให้ ออกมาใช้ทั้งหมด
ตูม! บึ้ม! เปรี้ยง!
ยันต์อัคคี ลูกระเบิดควัน และอาวุธลับสารพัดชนิด ถูกปาใส่หมาป่ายักษ์ไม่ยั้งมือ
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของหมาป่าถูกไฟคลอกจนขนไหม้เกรียม เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ ส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง
แต่มันกลับไม่ตาย!
ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้มันถอยหนี แต่กลับปลุกสัญชาตญาณสัตว์ป่าให้บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม!
ดวงตาสีอำพันของมันลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ จ้องมองมนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้าอย่างกินเลือดกินเนื้อ
ท่ามกลางความมืดมิด หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ยืนประจันหน้ากัน
แววตาของฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยความอาฆาตพร้อมจะขย้ำคอ
ส่วนแววตาของอีกฝ่าย... เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนก้าวขาไม่ออก
“นะ... นี่มัน...”
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ สมองอันชาญฉลาดของเขาขุดคุ้ยข้อมูลจากคลังสมองของกรมตรวจการขึ้นมาเทียบเคียงลักษณะของสัตว์ตรงหน้า
“หมาป่าอสูรจันทราทมิฬ!?”
เสียงอุทานของเด็กหนุ่มสั่นเครือด้วยความสิ้นหวัง... นี่มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่เป็นสายพันธุ์หายากที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและทรงพลังที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์หมาป่า!