- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 94 - เจ้าจู๋น้อย มาเป็นหัวหน้าทีมเถอะ
บทที่ 94 - เจ้าจู๋น้อย มาเป็นหัวหน้าทีมเถอะ
บทที่ 94 - เจ้าจู๋น้อย มาเป็นหัวหน้าทีมเถอะ
บทที่ 94 - เจ้าจู๋น้อย มาเป็นหัวหน้าทีมเถอะ
☆☆☆☆☆
หลังจากสลัดการตามตื๊อของโอวหยางหว่านฉิงและอู่เช่อมาได้ หนิงจู๋ก็เดินไปที่หัวมุมถนนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและปลอมตัวแบบง่ายๆ จากนั้นเขาก็หยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาดูเนื้อหาด้านบน
[โรงน้ำชาเสวียนเฟิง ห้องนภาหมายเลขหนึ่ง]
ตัวอักษรเก้าตัวนั้นดูอ่อนช้อยแต่แฝงไปด้วยความสง่างามราวกับผีเสื้อที่ร่ายรำจนชวนให้ผู้คนต้องเหลียวมอง
หนิงจู๋เกาต้นคอแก้เขิน ตอนสู้กันในสนามรบเขายังไม่เคยกลัวขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้กลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาซะอย่างนั้น
การ์ดใบนี้มีคนแอบยัดใส่มือเขาในช่วงที่แฟนคลับคลั่งไคล้กรูเข้ามาหาหลังจากพิธีมอบรางวัล
พอเห็นลายมือนี้ ความรู้สึกคุ้นเคยที่เอ่อล้นออกมาก็ทำให้หนิงจู๋เดาได้ไม่ยากเลยว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
"อาจู๋? ในที่สุดนายก็มาซักที!"
กว่าจะถึงโรงน้ำชาเสวียนเฟิงเวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว
สวี่หลีเฮ่าแอบซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของห้องพักพนักงานชั้นหนึ่ง พอเห็นหนิงจู๋ที่ดึงหมึกลงมาปิดหน้าปิดตาเขาก็แสดงสีหน้าดีใจออกมาทันที
"เธอเรียกนายมาด้วยเหรอ?" หนิงจู๋ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย พวกเขาสามคนมีความผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก ถึงเวลาที่ควรจะมารวมตัวกันซักที
"ใช่แล้ว พอแข่งเสร็จฉันก็ออกจากสนามตามปกติ แล้วก็มาถึงที่นี่เมื่อชั่วโมงก่อน"
สวี่หลีเฮ่าเกาหัวพลางทำสีหน้าท่าทางไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ:
"พี่เมฆน่ะงานยุ่งจะตาย"
"แต่เธอดันมาดูการแข่งด้วยตัวเองเนี่ย เห็นชัดๆ เลยว่าตั้งใจมาดูนายนั่นแหละ ที่เหลือเชื่อที่สุดคือนายนี่อย่างกับเทพสถิต ถล่มสนามราบเป็นหน้ากองจนเธอคงจะดูสะใจไปเลยล่ะ"
"แล้วทำไมนายยังยืนอยู่นี่ ไม่ขึ้นไปนั่งรอข้างบนล่ะ?" หนิงจู๋แกล้งถามยิ้มๆ
สวี่หลีเฮ่าพูดอึกอักว่า: "ถ้านายไม่มา ฉันก็ไม่กล้าไปเจอเธอคนเดียวหรอก พวกเราสองคนไปพร้อมกันดีกว่าจะได้อุ่นใจหน่อย"
"ตกลง งั้นไปหา 'เจ้าหนี้รายใหญ่' พร้อมกันเลย"
หนิงจู๋หัวเราะเบาๆ หลังจากยืนยันว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมาเขาก็เดินขึ้นบันไดไปจนเจอห้องน้ำชานภาหมายเลขหนึ่ง
"ติ๊งต่อง!" เสียงกริ่งดังขึ้น
ผ่านไปเพียงวินาทีเดียวประตูก็เปิดออกพร้อมกับชายคนหนึ่งที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตาปรากฏขึ้น
ผมของเขาข้างหนึ่งเป็นสีขาวอีกข้างเป็นสีดำ แม้แต่เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ก็ยังเป็นลายขาวดำสลับกัน มีสไตล์ส่วนตัวที่ชัดเจนมาก
"พี่ผักกาดเค็ม?"
หนิงจู๋และสวี่หลีเฮ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรื้อฟื้นความทรงจำแล้วจำคนคุ้นเคยคนนี้ได้
นี่ก็เป็นเพื่อนเล่นจากบ้านเด็กกำพร้ากาชาน้ำชาเหมือนกัน
แต่เขาอายุมากกว่าพวกเขาสี่ห้าปีและไปอยู่ที่ตึกมิราจตั้งนานแล้ว หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อกันไป—นี่แสดงว่าเขามาร่วมทีมกับพี่เมฆแล้วงั้นเหรอ?
"อาจู๋ อาเฮ่า ไม่เจอกันนานเลยนะ"
ไช่เสียนถอนหายใจอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะรีบเร่งว่า:
"มัวยืนบื้ออยู่ทำไม? รีบเข้ามาเร็ว อาอวิ๋นรอนายสองคนอยู่"
เสียงประตูปิดลงดังปึก
หนิงจู๋และสวี่หลีเฮ่าก้าวเท้าเข้าไปในห้องน้ำชานภาหมายเลขหนึ่ง ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยสไตล์การตกแต่งที่ดูเก่าแก่แต่ทรงคุณค่า กลิ่นหอมของน้ำชาที่ลอยอวลอยู่นั้นทำให้จิตใจของผู้ที่ไม่ประสีประสาเรื่องชาอย่างพวกเขารู้สึกสงบลงได้อย่างประหลาด
"มาแล้วเหรอ?"
ที่ตำแหน่งริมหน้าต่างด้านในสุด หน้าโต๊ะเตี้ยสูงไม่ถึงครึ่งเมตรมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งไม้พะยูง
เธอสวมชุดเกราะเบาสีทองอ่อน ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะ รูปร่างสมส่วนงดงาม ใบหน้าที่ดูประณีตราวกับไม่ใช่ฝีมือมนุษย์สะท้อนอยู่ใต้แสงประกายของเส้นผมสีทองยาวสลวย โดยไม่ต้องแต่งแต้มอะไรเพิ่มเติมเธอก็เป็นโฉมงามที่ล่มเมืองได้เลยทีเดียว
"พี่เมฆ..." เสียงทักทายของสวี่หลีเฮ่าดูจะเบาหวิวเป็นพิเศษ
"ฮึ! เจ้าหนูเฮ่า!"
จินจื่ออวิ๋นสะบัดแส้ยาวออกมามัดข้อมือของสวี่หลีเฮ่าแล้วลากเขามาที่หน้าโต๊ะ
จากนั้นเธอก็สะบัดแส้ครั้งที่สอง หนิงจู๋ไม่ได้หลบและยอมเดินมานั่งที่โต๊ะตามไป
"มาๆๆ ลองชิมชาที่พี่สาวชงเองกับมือดูหน่อยสิ"
จินจื่ออวิ๋นยกยิ้มที่มุมปาก ดูเหมือนอารมณ์จะดีไม่น้อยเลย
หนิงจู๋และสวี่หลีเฮ่ามองหน้ากันพลางทำสีหน้าลังเล
"เป็นอะไรไป? นี่เป็นฝีมือที่พี่เพิ่งไปหัดเรียนมาเชียวนะ รับรองว่าต้องอร่อยแน่นอน!"
จินจื่ออวิ๋นถลนตาจ้อง ทั้งสองคนจึงจำใจยกถ้วยชาขึ้นมาจิบหนึ่งคำ ก่อนจะพ่นออกมาดังพรวดพร้อมกัน
"พี่เมฆ นี่มันร้อนเกินไปแล้ว นี่มันไม่ใช่ชานี่นา มันคือลูกไฟชัดๆ!"
"ไม่ใช่สิ ทำไมส่วนของผมที่ดื่มเข้าไปมันมีกลิ่นสาบเหม็นๆ ล่ะ? ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยดื่มน้ำชาที่รสชาติห่วยขนาดนี้มาก่อนเลย—"
"ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ พี่ก็ทำตามขั้นตอนทุกอย่างเป๊ะๆ เลยนี่นา—"
ความมั่นใจของจินจื่ออวิ๋นหดหายไปเหลือเพียงสามส่วนทันที
เธอเริ่มรื้อข้าวของในขวดเล็กขวดน้อยเป็นสิบๆ ใบ คิ้วเรียวบางขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสนมึนตับ
พอเห็นสีหน้าแบบนี้ ความทรงจำที่เคยโดนเธอครอบงำในตอนเด็กก็ผุดขึ้นมาในใจของหนิงจู๋ทันที
จินจื่ออวิ๋น—"พี่สาวแสนดี" ที่แก่กว่าหนึ่งปีคนนี้ ตั้งแต่เด็กจนโตเรื่องหน้าตานั้นไร้ที่ติ การเรียนรู้เรื่องพลังเหนือธรรมชาติหรือการฝึกฝนร่างกายเธอก็ขยันหมั่นเพียรจนเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของคนรุ่นเดียวกันเลยทีเดียว
แต่ในบ้านเด็กกำพร้ากาชาน้ำชา เธอมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความ "พึ่งพาไม่ได้" สุดๆ
วีรกรรมที่เธอเคยทำไว้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงแค่: ทำอาหารจนคนเป็นแถวอาหารเป็นพิษ นอนดิ้นจนถีบหนิงจู๋กระเด็นตกเตียง หรือตั้งใจจะปลูกผักจนยอมลงแรงไถดินใส่ปุ๋ยรดน้ำอย่างดีแต่ดันลืมใส่เมล็ดลงไป หนิงจู๋เคยโดนเธอแกงจนมีแผลเป็นในใจไปพักใหญ่เลยล่ะ
เพราะฉะนั้น ต่อให้ตอนนี้เธอจะโตเป็นสาวสะพรั่งจนกลายเป็น "อัจฉริยะระดับฟ้า" ที่สะเทือนไปทั้งเมือง หรือกลายเป็นเทพธิดาในสายตาคนอื่น
แต่สำหรับหนิงจู๋และสวี่หลีเฮ่าแล้ว พวกเขาไม่มีทางมองเธอด้วยสายตาปกติได้เลย และต้องคอยระแวดระวังนิสัย "เส้นตื้น" และ "ความสะเพร่า" ของเธออยู่ตลอดเวลา
"อาอวิ๋น ผมบอกแล้วไงว่าอย่าทำเรื่องพวกนี้ นายทำไม่รอดหรอก"
ไช่เสียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจพลางพยายามจะห้ามปราม
"ไม่ได้! ความหมายของชีวิตมันอยู่ที่การหาทำ!"
"แม่นางคนนี้มีทั้งหน้าตา มีทั้งเงิน มีทั้งสถานะ แถมยังมีแฟนคลับทั้งชายหญิงเป็นโขยง เรื่องพื้นฐานการใช้ชีวิตพวกนี้จะไม่มีพรสวรรค์ซักนิดเลยเหรอไง?"
จินจื่ออวิ๋นกัดเขี้ยวสีขาวสะอาด ร่างทั้งร่างดูเหมือนกุหลาบทองที่กำลังโกรธเกรี้ยว แสงสีทองเรืองรองเริ่มหลุดออกมาจากผิวหนังกระจายไปในอากาศอย่างควบคุมไม่ได้
"ตึ้ง! ตึ้ง!"
หนิงจู๋ถอยกรูดไปหลายสิบก้าวพร้อมเหงื่อที่ไหลท่วมตัว
นี่ไม่ใช่แค่ธาตุแสงบริสุทธิ์แต่มันเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว "พี่เมฆ อาจู๋เขากลัวแสงนะ พี่เบาๆ มือหน่อยสิครับ"
สวี่หลีเฮ่ารีบเตือนอย่างระมัดระวัง
"จริงด้วย เจ้าจู๋น้อยเป็นพวกวิญญาณนี่นา"
ในชั่วพริบตา แสงสีทองก็มลายหายไป เส้นผม ดวงตา และผิวหนังของจินจื่ออวิ๋นก็กลับมาดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
หนิงจู๋กลับมานั่งที่เดิมแล้วพูดเลี่ยงๆ ว่า:
"พี่ครับ มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ เรื่องการใช้ชีวิตเนี่ยพี่ค่อยไปหัดเองทีหลังก็ได้ ยังมีเวลาอีกเยอะ"
"แง้ๆ! เจ้าจู๋น้อยเริ่มรังเกียจพี่สาวแล้วเหรอ เป็นเพราะพี่มันไม่ได้ความเองที่ชงชาให้ดีไม่ได้—"
จินจื่ออวิ๋นหมอบลงกับโต๊ะแล้วทุบโต๊ะไปสองที—จนโต๊ะพังกระจาย
หนิงจู๋และสวี่หลีเฮ่าต่างพากันนิ่งเงียบตกอยู่ในภวังค์พร้อมกัน
ไช่เสียนอธิบายอย่างเหนื่อยใจว่า: "อาอวิ๋นเพิ่งเลื่อนระดับเป็นช่วงปลายเมื่อไม่กี่วันก่อน สงสัยจะยังไม่ชินกับแรงที่เพิ่มขึ้นมหาศาลน่ะ"
"ฮะ? สายพันธุ์เด่นช่วงปลายแล้วเหรอ?" สวี่หลีเฮ่าตกใจสุดขีด
ระดับของนักอาคมโลงปีศาจเนี่ย ขั้นหนึ่งก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว ยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งเติบโตช้า
แต่พี่เมฆใช้เวลาแค่สี่เดือนในระดับสายพันธุ์ด้อย
ปีกว่าๆ ผ่านไปเธอก็ข้ามระดับสายพันธุ์เด่นมาได้สองช่วงย่อยแล้ว
ถ้าผ่านไปอีกปีสองปี ไม่ใช่ว่าเธอจะมีโอกาสเลื่อนเป็นขั้นสามเลยเหรอ? แค่ไม่กี่ปีก็เทียบเท่ากับความพยายามของคนอื่นเป็นสิบปีหรือหลายสิบปีแล้ว นี่สินะที่เขาเรียกว่าอัจฉริยะระดับฟ้า?
"เจ้าจู๋น้อย เจ้าหนูเฮ่า"
จินจื่ออวิ๋นกลอกตาที่เป็นประกายสีทองไปมา ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วส่งยิ้มสดใสออกมา:
"ทีมล่าระดับเอที่พี่นำอยู่อย่างทีม 'ชาพฤกษาทอง' ในอีกไม่กี่วันนี้จะเลื่อนเป็นระดับเอสอย่างเป็นทางการแล้วนะ"
"ถึงแม้ตอนแรกพี่จะสร้างทีมนี้ขึ้นมาเพราะอยากจะหาอะไรทำแก้เซ็งก็เถอะ แต่พอเล่นไปเล่นมามันก็เริ่มมีความผูกพันขึ้นมา พี่ไม่อยากเห็นมันร่วงโรยไป"
"เพราะงั้นนะ พวกนายทั้งสองคนต้องขยันฝึกฝนให้ถึงขั้นสองไวๆ ทีมชาพฤกษาทองจองที่ไว้ให้พวกนายแล้ว"
"เจ้าหนูเฮ่าเหมาะจะไปเป็นกองหน้า อนาคตค่อยขยับไปเป็นระดับบริหาร"
"ส่วนเจ้าจู๋น้อยน่ะ มาเป็นหัวหน้าทีมแทนพี่ไปเลย มีพี่ผักกาดเค็มคอยช่วย รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอน"
หนิงจู๋: ???
พี่ลองฟังดูหน่อยไหมว่าพี่พูดอะไรออกมาน่ะ?
"มีปัญหาอะไรเหรอ?"
จินจื่ออวิ๋นใช้นิ้วมือที่เรียวงามราวกับหยกทั้งสิบข้างหยิกแก้มของหนิงจู๋แล้วดึงให้ยาวก่อนจะปั้นให้กลม เหมือนกำลังมองหาความทรงจำในวัยเด็กพลางทำหน้าเข้มดุว่า:
"พี่สาวคนนี้น่ะนะ ในเมื่อเลื่อนระดับเป็นช่วงปลายแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องค่อยๆ เตรียมตัวเพื่อวิวัฒนาการ คงไม่มีเวลามาดูแลทั้งสองอย่างพร้อมกันได้หรอก"
"ส่วนนายนะ ผนึกศิษย์ซากศพจนพุ่งทะยานขึ้นมาขนาดนี้"
"ขนาดการประลองแลกเปลี่ยนเมืองยังคว้าแชมป์มาได้ ระดับสายพันธุ์เด่นคงไม่มีอะไรยากสำหรับนายหรอก แค่ขาดเวลาไปนิดหน่อยเท่านั้น"
"พี่กะไว้ว่า ตอนที่พี่พร้อมจะเกษียณตัวเองพอดี ก็คงเป็นตอนที่นายเลื่อนขึ้นขั้นสอง"
"ถึงตอนนั้น ทีมล่าระดับเอส 'ชาพฤกษาทอง' ก็ให้นายคุมไปเลย ทรัพยากร ละอองมนตรา หรือของรางวัลที่หามาได้ระหว่างนั้น หลังจากแบ่งให้สมาชิกทีมอย่างเหมาะสมแล้ว ที่เหลือก็เป็นของสะสมส่วนตัวของนายทั้งหมด"
"ฮิฮิ พี่สาวใจดีกับนายใช่ไหมล่ะ? ยังไม่ทันแต่งงานก็เตรียมค่าสินสอดไว้ให้นายเสร็จสรรพเลย เอ้า หัวเราะให้พี่สาวดูหน่อยสิ อ้าปากกว้างๆ หน่อย... ไม่ได้สิ! หัวเราะน่าเกลียดเกินไปแล้ว เอาใหม่!"
[จบแล้ว]