- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 61 - ตกลงชื่อของเธอคือซือเม่ยนะ
บทที่ 61 - ตกลงชื่อของเธอคือซือเม่ยนะ
บทที่ 61 - ตกลงชื่อของเธอคือซือเม่ยนะ
บทที่ 61 - ตกลงชื่อของเธอคือซือเม่ยนะ
☆☆☆☆☆
"แง้..."
ซอมบี้สาวน้อยส่งเสียงอ้อนไม่หยุดเพื่อบอกว่าเธอยังหิวโซอยู่
หนิงจู๋ทนลูกตื๊อของเธอไม่ไหวเลยต้องยอมควักเงินซื้อ 'เป็ดหูใหญ่' แบบเป็นๆ มาให้อีกตัว ซึ่งเจ้าตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าหนูแก้มชมพูอยู่นิดหน่อย
"แฮ่!!"
พอเห็นอาหารตรงหน้า ซอมบี้สาวก็นัยน์ตาเป็นประกายทันที
เธอพุ่งตัวหมอบคลานไปกับพื้นด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อจนเห็นเป็นภาพติดตา เพียงพริบตาเดียวเขี้ยวคมๆ ก็ฝังลงบนลำคอของเป็ดหูใหญ่ก่อนจะออกแรงกัดจนหักแล้วดูดซึมเลือดอย่างบ้าคลั่ง
เป็ดหูใหญ่ที่เคยดิ้นรนมีชีวิตชีวาค่อยๆ เหี่ยวเฉาและแห้งกรังต่อหน้าต่อตา เพียงไม่กี่วินาทีมันก็กลายเป็นซากแห้งไร้วิญญาณ
ในทางกลับกันซอมบี้สาวน้อยดูเหมือนจะได้ยาดีเข้าไป ใบหน้าของเธอเริ่มมีสีระเรื่อขึ้นมา นัยน์ตาสีแดงสดใสราวกับทับทิมดูมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นกอง
"กรวบ... กรวบ..."
เธอคว้าซากเป็ดแห้งนั้นยัดเข้าปากแล้วเคี้ยวกลืนอย่างตะกละตะกลาม
จากนั้นก็หมอบลงกับพื้นเพื่อเลียหยดเลือดที่กระเซ็นออกมาจนสะอาดกริบไม่เหลือทิ้งแม้แต่หยดเดียว
"เลือกกินแต่ไม่ทิ้งขว้างแฮะ..." หนิงจู๋มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก
แม้จะยืนห่างออกมาหลายเมตร เขาก็สัมผัสได้ว่าพลังชีวิตภายในร่างกายของซอมบี้สาวกำลังพลุ่งพล่านอย่างหนัก
ความสามารถในการย่อยอาหารที่เป็นเลือดของเธอนั้น... เหนือกว่าซากศพเน่าเดินได้ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติดเลยจริงๆ
พรสวรรค์ 'ดูดซับพลังชีวิต' นี่มันอารมณ์เดียวกับพวกแวมไพร์เลยหรือเปล่านะ ที่ช่วยกระตุ้นการดูดซึมพลังงานและช่วยฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วขนาดนี้?
"แง้ แง้ แง้..."
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ ซอมบี้สาวน้อยก็เริ่มเดินสำรวจไปทั่ว
เมื่อเห็นท่าทางกระปรี้กระเปร่าแบบนั้น หนิงจู๋ก็ได้แต่เอามือกุมขมับ ในใจไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือกังวลดี
เอาแล้วไง...
เส้นทางสาย 'กองพันทหารมาร' มันเริ่มเผาเงินชัดๆ!
ไอ้ใหญ่ยังพอจะใช้ค่ายกลรวมวิญญาณกระดูกช่วยประทังไปได้บ้าง
แต่เจ้าซากศพเน่าสายพันธุ์พิเศษตัวนี้ดันเลือกกินแต่ของสดๆ ไม่ยอมกินของแห้งของเก่า ถ้าไม่พาเธอออกไปลุยตามประตูมิติเพื่อล่าสิ่งมีชีวิตเป็นๆ อยู่บ่อยๆ ล่ะก็ แค่ค่าใช้จ่ายรายวันในสถาบันเซิ่นโหลวนี่ต้องพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวแน่นอน
หนิงจู๋เรียกซอมบี้สาวเข้ามาหาแล้วบังคับจับมือขวาของเธอไว้ นิ้วกระดูกของเขากับกรงเล็บศพของเธอต่างก็เย็นเฉียบไร้อุณหภูมิของสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน
"ตอนแรกกะจะเรียกเธอว่าฮัสซากศพซะหน่อย เพราะดูจากท่าทางที่สติไม่ค่อยดีแล้วเธอมันก็ฮัสกี้ดีๆ นี่เอง"
"แต่พอลองคิดดูอีกที เปลี่ยนเป็นชื่อที่มันน่ารักกว่านี้หน่อยดีกว่า ตั้งแต่วันนี้ไปฉันจะเรียกเธอว่า 'ซือเม่ย' ก็แล้วกันนะ"
"โฮก!..." ٩(ˊ〇ˋ*)و
ซอมบี้สาวน้อยตะโกนออกมาเสียงดัง
สมองของเธอสู้ไอ้ใหญ่ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะเธอไม่มีความเข้าใจเลยว่าคำว่า 'ชื่อ' มันคืออะไร
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รังเกียจหนิงจู๋
...ถึงจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าเคารพเขาสักเท่าไหร่ก็เถอะ
สถานะตอนนี้คงอารมณ์เพื่อนร่วมก๊วนศพกับกระดูกอะไรประมาณนั้น
แต่ถ้าเป็นการสั่งการแบบบังคับ เธอก็ยังต้องเชื่อฟังอยู่ดีเพราะไม่สามารถฝืนพันธสัญญาแห่งการอัญเชิญได้
หนิงจู๋คิดในใจว่าการที่พวกเผ่าความตายจะดูซื่อบื้อในช่วงแรกก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่ถ้าทุ่มทรัพยากรปั้นจนเลื่อนระดับหรือวิวัฒนาการไปแล้วยังซื่อบื้ออยู่อีก แบบนั้นคงยอมรับไม่ได้จริงๆ
"ไอ้ใหญ่ ถ้ามีเวลาว่างก็ช่วยสอนงานน้องใหม่หน่อยนะ ตอนนี้นายกลายเป็นรุ่นพี่ไปแล้ว" หนิงจู๋กำชับอย่างจริงจัง
เห็นได้ชัดว่ารอยหยักในสมองของไอ้ใหญ่น่าจะเข้ากับซือเม่ยได้ดีกว่าใคร
ให้พวกเขาสองคนทำความรู้จักกันเองน่าจะรวดเร็วกว่าที่เขาไปสอนเองเยอะ
"อ๊ะ... บะ..."
ไอ้ใหญ่ยืนทื่ออยู่กับที่ ไฟวิญญาณสั่นไหวรัวๆ
นี่มันโจทย์ที่ยากสุดๆ เลยไม่ใช่หรือไง...
ตัวเขาเองยังต้องเรียนรู้อีกตั้งเยอะเลยนะ!
แต่นี่คือคำสั่งของราชา!
ต้องคิดสิ! สมองรีบหมุนเร็วเข้า!
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันเพื่อให้ซือเม่ยได้ปรับตัว
วันอังคารก็มาถึง
โรงฝึกทามะ ซึ่งเป็นโรงฝึกขนาดใหญ่ที่เป็นรองแค่หอประลองฝีมือ มักจะถูกใช้ในการจัดแข่งขันรายการสำคัญอยู่เสมอ
เวลาบ่ายโมงตรง บริเวณหน้าโรงฝึกคลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีเจ้าหน้าที่กำลังประกาศโฆษณาเป็นรอบสุดท้าย:
"การแข่งขันถ้วยทองเงินท้าชิงประจำปีนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!"
"เหลือบัตรเข้าชมอีกเพียงหนึ่งร้อยใบสุดท้ายเท่านั้น ใครมาก่อนได้ก่อน!"
"การแข่งขันครั้งนี้เป็นการต่อสู้แบบปิด แต่ในโซนผู้ชมเราได้เตรียม 'ดอกบุปผาส่องทัศน์' ไว้ให้แล้ว สามารถมองเห็นพื้นที่การแข่งขันได้ชัดเจนถึงร้อยละแปดสิบ รับรองว่าจุใจแน่นอน..."
"ใครเป็นคนมาท้าชิงเหรอ?" นักเรียนคนหนึ่งที่เดินผ่านมาถามด้วยความอยากรู้
"เห็นว่ารุ่น 102 ห้องเยี่ยอิ๋นที่หก มาท้าชิงกับรุ่น 103 ห้องโจ้วจินที่สามน่ะ" ใครบางคนในกลุ่มฝูงชนตอบกลับมา
"ห้องโจ้วจินที่สาม?" คนถามทำหน้าประหลาดใจ "ห้องที่มีแต่พวกใช้กำลังแต่ไม่มีพวกพรสวรรค์ระดับสวรรค์เทียมคอยคุมนั่นน่ะเหรอ?"
"ใช่เลย" คนตอบยิ้มพลางหยิบเงินซื้อบัตรจากเจ้าหน้าที่ "ถึงไม่มีระดับสวรรค์เทียม แต่พวกเขามีเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อหนิงจู๋อยู่นะ"
"หนิงจู๋ที่เพิ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 30 ของสายชั้นเมื่อไม่กี่วันก่อนก็อยู่ห้องสามนี่แหละ"
"การแข่งขันชิงถ้วยทองเงินนี่มันเป็นรายการที่เน้นสู้แบบทีม เขาคงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เข้าร่วมหรอก ในที่สุดก็ได้มีโอกาสเห็นฝีมือของคนดังสักที!"
"น่าสนใจแฮะ เอาบัตรให้ฉันใบหนึ่งด้วย" นักเรียนที่เดินผ่านมาตัดสินใจซื้อทันที
"ที่แท้ก็ห้องโจ้วจินที่สาม แบบนี้ต้องขอไปดูเป็นขวัญตาหน่อยแล้ว!" นักเรียนคนอื่นๆ เริ่มทยอยเข้ามาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา บนดาดฟ้าของโรงฝึก
ที่นั่งชมแบบกลางแจ้งจำนวนสี่ร้อยที่นั่งถูกจับจองจนเต็มทุกที่
หนิงจู๋เดินจากโซนเตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังทางเข้าสนามแข่ง ระหว่างทางเขาลองกวาดสายตามองไปรอบๆ จนได้เห็นพี่ปีสองหลายคนที่คุ้นเคย ทั้งตู้เหย่ ซ่งหมิง เช่าหมอเหริน และเว่ยหลันเหลียน
รวมถึงเกิ่งตี้ เจียงอี้เฟิง ลู่หลง และคนอื่นๆ ที่เคยเจอตอนสอบประจำเดือนก็มาดูด้วยกันครบหน้าครบตา
"เห้อ" ซูเฉิงอุทานออกมา "ได้ยินว่าบางปีที่นั่งสี่ร้อยที่นี่เหลือนั่งไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ"
"คราวนี้พวกเราได้อานิสงส์มาจากลูกพี่หนิงแท้ๆ เลย ถ้าไม่มีชื่อเสียงจากการสอบครั้งก่อนกับเรื่องเล่าที่เขาลือกันไปทั่วเรื่องร่างอสูรสายความตายหายากนั่นล่ะก็ คงไม่มีคนแห่มาดูเยอะขนาดนี้หรอก"
"ฮี่ๆๆ มันแน่นอนอยู่แล้ว" เฮ่อหลินฟงถูฝ่ามือด้วยความตื่นเต้น "ฉันเริ่มเครื่องร้อนแล้วเนี่ย!"
"ห้องเยี่ยอิ๋นที่หกใช่ไหม? กล้าดีมาดูถูกพวกเราก็เตรียมตัวโดนซ้อมไว้ได้เลย!"
สวี่หลีเฮ่าเกาหัวพลางพูดอย่างลังเลว่า:
"เป็นไปได้ไหม... ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว?"
"ห้องหนึ่งกับห้องสองมีพวกระดับสวรรค์เทียมอยู่ แค่คนเดียวก็กวาดเรียบทั้งสนามได้แล้ว"
"ต่อให้ระดับสวรรค์เทียมไม่สนใจจะลงแข่ง แล้วส่งคนอื่นมาแทน พวกเขาก็ยังมีนักเรียนตัวท็อปอีกเจ็ดคน การไปท้าทายพวกนั้นน่ะคือการหาที่ตายชัดๆ"
"นั่นฉันไม่สน" เฮ่อหลินฟงเชิดคางขึ้น "ไม่ว่าจะยังไง พวกเราก็คือผู้ถูกเลือก"
"ชื่อเสียงของห้องโจ้วจินพวกเรา... จะถูกรักษาไว้ด้วยฝีมือของฉันและลูกพี่หนิงเอง!"
ระหว่างที่คุยเล่นกัน ทั้งสิบคนก็ไปหยุดยืนอยู่ที่ข้างประตูทางเข้า
ในอีกฝั่งหนึ่งก็มีคนสิบคนยืนเรียงแถวอยู่เช่นกัน ทุกคนดูท่าทางภูมิฐานและเต็มไปด้วยความมั่นใจ
หนิงจู๋มองจากซ้ายไปขวาจนไปหยุดที่คนที่สองและสามแล้วพยักหน้าทักทาย
สวี่จือและสวี่เสี่ยวเจี๋ยที่เคยเจอกันตอนรับงานคู่ซ้อมนั่นเอง ถือว่าเป็นคนรู้จักกันระดับหนึ่ง
การที่ห้องเยี่ยอิ๋นที่หกได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของรุ่น 102 มาออกรบในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เขาพอจะคาดเดาไว้ได้บ้างแล้ว
"รุ่นน้องหนิงจู๋..."
สวี่จือเม้มริมฝีปาก แน่นอนว่าความรู้สึกในใจเขามันเปลี่ยนไปมาก
ตั้งแต่ตอนที่จ้างมาช่วยขัดเกลาฝีมือจนถึงตอนนี้มันผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว?
หนิงจู๋โดดเด่นออกมาจากห้องโจ้วจินที่สาม ทั้งพังเรือนทดสอบของระดับสวรรค์เทียม ทั้งพุ่งทะยานสู่อันดับที่สามสิบของรุ่น จนกลายเป็นคนดังในสถาบันเซิ่นโหลวไปแล้ว
ตอนนี้เขากลับต้องมายืนในสนามแข่งในฐานะคู่ต่อสู้กัน ความรู้สึกนี้... มันช่างอธิบายยากจริงๆ
"เจ้าจือ ไม่ต้องกังวลไป"
"ถึงตอนนี้จะปิดเรื่องที่หนิงจู๋มีพรสวรรค์ระดับกึ่งดินไว้ไม่มิดแล้ว แต่เขาเพิ่งเข้าสถาบันเซิ่นโหลวมาได้แค่เดือนเศษๆ เอง ยังไงก็คงยังอยู่แค่ระดับสายพันธุ์ด้อยช่วงเริ่มต้นแน่นอน"
"ต่อให้เขามีพลังการต่อสู้เทียบเท่าระดับช่วงกลางได้ แต่ด้วยร่างอสูร 'หมีลูกไฟ' ของฉัน เจ้าพวกทหารโครงกระดูกนั่นก็เป็นแค่ของเล่นแก้เบียดเท่านั้นแหละ นายไม่ต้องทำหน้าเครียดเหมือนเจอศัตรูที่น่ากลัวขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวพวกผู้ชมจะมองว่าพวกรุ่น 102 ของเราป๊อดกันหมด"
ในแถวของห้องเยี่ยอิ๋น มีชายผมแดงคนหนึ่งยืนเด่นอยู่ตรงกลาง เขาตบหน้าอกตัวเองพลางพูดย้ำอย่างจริงจังว่า:
"เห็นแม่สาวน้อยฝั่งนู้นกับเจ้าหนุ่มผมเกรียนนั่นไหม? ฉันว่านั่นแหละคือตัวอันตรายของจริง"
"ฉู่เหวินซินกับสวี่หลีเฮ่า คนหนึ่งมีคะแนนปฏิบัติ 18 อีกคน 19 สองคนนี้สร้างปัญหาให้เราได้มากกว่าเยอะ"
"แถมยังมีเจ้าคนที่ชื่อเจ้าจวินนั่นอีก หมอนั่นก็ไม่ใช่ย่อยเลย 'สิงห์สมรภูมิ' เชียวนะ... เจ้าจือ เสี่ยวอวี่ เหล่าฉวี่ พวกนายทุกคนต้องทุ่มสุดตัวนะ อย่าให้พวกนั้นมีโอกาสพลิกกระดานได้เด็ดขาด!"
[จบแล้ว]