- หน้าแรก
- ภูเขาเทพเจ้ากำราบมาร
- ตอนที่ 6 ถ้ำหลิงคู, พยัคฆ์ร้ายกลายเป็นปีศาจ!
ตอนที่ 6 ถ้ำหลิงคู, พยัคฆ์ร้ายกลายเป็นปีศาจ!
ตอนที่ 6 ถ้ำหลิงคู, พยัคฆ์ร้ายกลายเป็นปีศาจ!
ตอนที่ 6 ถ้ำหลิงคู, พยัคฆ์ร้ายกลายเป็นปีศาจ!
แม้จะรู้ว่ามีเทพภูเขาคอยคุ้มครอง เเละเบาใจกันลงระดับหนึ่ง แต่ลึกๆ แล้วก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง
“ขอให้ท่านเทพคุ้มครอง!”
ก่อนออกเดินทาง อูเจ๋อพาสมาชิกทั้งห้าคนเข้าไปจุดธูปในศาลเจ้า เพื่อขอพรให้ท่านเทพช่วยคุ้มครอง
เมื่อปักธูปเสร็จ พวกเขาก็มุ่งหน้าออกเดินทางทันที
ป่าเขาอันเป็นที่อยู่ของพยัคฆ์ร้ายนั้นอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน จำเป็นต้องเดินอ้อมป่าไปจึงจะถึง
ที่ผ่านมาอูเจ๋อออกล่าสัตว์แถวนี้และเร้าร้าร้าร้าร้าจอเจ้าพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งล้วนอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า เกรงว่าป่านนี้เขาคงตกเป็นอาหารของมันไปนานแล้ว
พวกเขาจำเป็นต้องเข้ามาล่าสัตว์อยู่เรื่อยๆ และทุกครั้งที่ล่าสัตว์ ก็ต้องคอยระวังเจ้าพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ ซึ่งลำบากและยุ่งยากยิ่งนัก
โบราณว่าไว้ ‘มีแต่โจรจ้องจะปล้นพันวัน ไหนเลยจะมีคนคอยระวังโจรได้พันวัน’
ดังนั้นในท้ายที่สุด อูเจ๋อจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะกำจัดเจ้าพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ เพื่อตัดรากถอนโคนปัญหาให้สิ้นซาก!
ขณะที่กำลังเดินผ่านป่า กลุ่มของอูเจ๋อก็ได้บังเอิญพบกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
ในกลุ่มนั้นมีคนจำอูเจ๋อได้ จึงร้องทักด้วยความประหลาดใจว่า “พี่อูเจ๋อ! พี่ยังไม่ตายงั้นหรอ!”
อูเจ๋อเงยหน้ามองตามเสียง ก็เห็นชายหนุ่มแต่งกายคล้ายบัณฑิตผู้หนึ่งกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าดีใจ
“น้องไป๋เลี่ยง!?”
เมื่อจำได้ว่าบัณฑิตตรงหน้าคือใคร ใบหน้าของอูเจ๋อก็เผยความยินดีออกมาเช่นกัน
ไป๋เลี่ยงเป็นซิ่วไฉที่มีตำแหน่งทางราชการ ทั้งสองเป็นคนรู้จักเก่าและต่างก็เป็นคนอำเภอเฟิงเหมือนกัน
การได้มาพบกันในยามนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนได้เจอสหายเก่าในต่างแดนจริงๆ
หลังจากทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันสักพัก ต่างฝ่ายต่างก็เล่าถึงเหตุการณ์ในคืนที่หนีตายออกมาจากอำเภอเฟิงของตัวเอง
ไป๋เลี่ยงถอนหายใจพลางกล่าวว่า “วันนั้นข้าได้รับเชิญจากนายอำเภอให้ไปร่วมงานฉลองวันเกิด ตอนที่พวกปีศาจบุกเข้าเมือง งานเลี้ยงโกลาหลไปหมด นายอำเภอมีตำแหน่งขุนนาง ร่างกายมีปราณชะตาราชวงศ์คุ้มครอง พวกปีศาจทำอะไรเขาไม่ได้ทันที จึงเปลี่ยนไปโจมตีคนอื่นแทน เขาเลยฉวยโอกาสนำตราประทับประจำตำแหน่งหนีเอาตัวรอดไป”
“ข้าสบจังหวะได้นายอำเภอไป จึงโชคดีรอดมาได้ แต่ต่อมานายอำเภอไม่ยอมให้ข้าตามไปด้วย เพราะกลัวว่าคนเยอะไปจะสุดดุดตาพวกปีศาจ จึงไล่ข้า”
เมื่ออูเจ๋อได้ฟัง แรงอาฆาตในใจก็ลุกโชน!
มิน่าเล่า คืนนั้นอำเภอเฟิงถึงได้ถูกพวกปีศาจตีแตกพ่ายอย่างรวดเร็ว
ที่แท้ก็เป็นเพราะไอ้นายอำเภอสารเลวนั่นชิงหนีไปก่อน แถมยังเอาตราประทับที่มีอำนาจสะกดข่มปราณชะตาราชวงศ์หนีไปด้วย!
“ไอ้เดรัจฉานนั่น ทำทุกคนต้องตายกันหมด!” อูเจ๋อกล่าวเสียงเกรี้ยวกราด
เรื่องของปราณชะตานั้นเป็นสิ่งที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก หากคืนนั้นนายอำเภอไม่หอบตราประทับหนีไป ไม่แน่ว่าปีศาจตนนั้นอาจจะบุกเข้าอำเภอเฟิงไม่ได้
ชาวบ้านอำเภอเฟิงเก้าหมื่นชีวิตคงไม่ต้องมาตายเปล่า
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เฮ้อ” ไป๋เลี่ยงส่ายหน้าถอนหายใจ
อูเจ๋อเองก็เงียบลง เขารู้ดีว่าต่อให้โกรธไปก็ทำอะไรไม่ได้
หลังจากสอบถามเรื่องราวเพิ่มเติม ก็ได้รู้ว่าแม้แต่ไป๋เลี่ยงที่เป็นถึงซิ่วไฉก็ยังเข้าเมืองเถาฮวาไม่ได้ อูเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก
“ภัยมาถึงตัว ต่างคนต่างเอาตัวรอด ในยุคที่ปีศาจครองเมืองแบบนี้ อย่าได้หวังพึ่งพาให้ใครมาช่วยเลย” ไป๋เลี่ยงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันในโชคชะตา
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว พี่อูเจ๋อ พวกท่านกำลังจะไปที่ถ้ำหลิงคูงั้นหรือ?” ไป๋เลี่ยงเอ่ยถาม
เพราะทิศทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปนั้นเป็นทางเดียวกันกับกลุ่มของอูเจ๋อ
“ถ้ำหลิงคู? นั่นคือที่ไหนหรือ?” อูเจ๋อถามด้วยความสงสัย
“ท่านไม่รู้งั้นหรอ?” ไป๋เลี่ยงแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายว่า “ที่นั่นเป็นสถานที่หลบภัย หลังจากอำเภอเฟิงแตก มือปราบเฉินก็นำกองกำลังเจ้าหน้าที่หนีไปที่ถ้ำหลิงคู ผู้คนที่รอดชีวิตมาได้ส่วนใหญ่ก็มุ่งหน้าไปที่นั่น ว่ากันว่าที่นั่นตั้งอยู่ในทิศ ‘หลีหั่วซวิ่น’ (ทิศไฟและลมตามหลักฮวงจุ้ย) มีพลังในการขับไล่ปีศาจป้องกันมาร หลบอยู่ที่นั่นจึงค่อนข้างจะปลอดภัย”
อูเจ๋อถึงบางอ้อ ผู้คนที่หนีมาจากอำเภอเฟิง ส่วนใหญ่ตายไประหว่างทาง คนที่รอดชีวิตส่วนหนึ่งก็หนีไปเมืองเทียนเยว่ที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบลี้ อีกส่วนหนึ่งก็หาที่ปลอดภัยซ่อนตัวเหมือนอย่าวพวกเขา
ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะไปรวมตัวกันที่ถ้ำหลิงคู เพราะมีมือปราบเฉินอยู่ที่นั่น คนจากราชสำนักยังคงเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา
แต่ว่า... ขนาดมือปราบเฉินก็ยังเข้าอำเภอเถาฮวาไม่ได้?
ต่างก็เป็นคนของราชสำนักเหมือนกัน นายอำเภอเถาฮวานี่ช่างแล้งน้ำใจเสียจริง
“พวกเราไม่ได้จะไปถ้ำหลิงคู แต่จะไปล่าเสือที่ป่าด้านหน้านี้!” อูเจ๋อไม่ได้ปิดบัง บอกจุดประสงค์ของตนออกไปตรงๆ
ไป๋เลี่ยงตะลึงงัน นึกว่าตนเองหูฝาดไป
“ล่า... ล่าเสือ?”
“ใช่ ไปล่าเสือ!”
ไป๋เลี่ยงเริ่มสงสัยว่าสหายของตนผู้นี้จิตใจถูกกระทบกระเทือนจนเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร สถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ยังมีอารมณ์มาล่าเสืออีกเนี่ยนะ?
“พี่อูเจ๋อ ตอนนี้ปีศาจระบาดไปทั่ว ท่านยังมีกะจิตกะใจไปล่าเสืออีกงั้นหรือ? รีบตามข้าไปหลบภัยที่ถ้ำหลิงคูเถอะ จะได้ไม่ตกเป็นอาหารอันโอชะของพวกปีศาจ!” ไป๋เลี่ยงเกลี้ยกล่อม
“ถ้ำหลิงคูอะไรกัน? พวกเรามีภูเขาเทพเจ้าคุ้มครอง ปีศาจทำอันตรายพวกเราไม่ได้หรอก!”
ยังไม่ทันที่อูเจ๋อจะเอ่ยปาก เอ้อชิงก็ก้าวออกมาพูดด้วยความทะนง
“ภูเขาเทพเจ้าคุ้มครอง?” ไป๋เลี่ยงงุนงง
“ก็ภูเขาเทพเจ้าไงล่ะ เทพเจ้าภูเขาคุ้มครองสรรพสัตว์คอยปกป้องคุ้มครองพวกเราทุกคน!” อู๋เจ๋อกล่าวอย่างภาคภูมิใจ พลางหันไปมองยอดเขาสูงเสียดฟ้าด้านหลังด้วยแววตาเปี่ยมศรัทธา!
ไป๋เลี่ยงมองตามไปที่ภูเขาลูกนั้น กลิ่นอายความยิ่งใหญ่นั้นมีอยู่จริง แต่ในใจเขากลับไม่ค่อยเชื่อถือนัก
“เอ้อชิงพูดถูก ท่านเทพภูเขาจะคุ้มครองเรา! ดังนั้นน้องไป๋เลี่ยง ข้าคงไม่ไปที่ถ้ำหลิงคูหรอก”
อูเจ๋อเอ่ยขึ้น ก่อนจะหยุดเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “น้องไป๋เลี่ยง หากเจ้าเชื่อข้า ก็มาอยู่ที่ภูเขาเทพเจ้าด้วยกันเถอะ ตอนนี้พวกเราสร้างหมู่บ้านขึ้นที่ตีนเขา มีท่านเทพภูเขาคุ้มครอง ปีศาจทำอันตรายพวกเราไม่ได้”
“เทพภูเขาคุ้มครองอะไรกัน? เหลวไหลทั้งเพ!”
ไป๋เลี่ยงยังไม่ทันได้พูดอะไร คนด้านหลังก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงถากถาง
“นั่นสิ ข้าโตมาในอำเภอนี้มาแต่เด็ก ไม่เห็นเคยได้ยินว่าแถวนี้มีภูเขาเทพเจ้าอะไรเลย?”
“คนพวกนี้สงสัยจะโดนปีศาจหลอกจนเพี้ยนไปแล้ว มีที่ปลอดภัยอย่างถ้ำหลิงคูไม่ไป ดันจะรั้งอยู่ที่นี่?”
“พี่ไป๋เลี่ยง อย่าไปเสียเวลากับพวกคนโง่นี่เลย พวกเราต้องรีบไปให้ถึงถ้ำหลิงคูก่อนฟ้ามืดนะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าของอูเจ๋อก็ขรึมลงทันที
พวกเอ้อชิงยิ่งมีสีหน้าโกรธจัด จ้องมองกลุ่มคนปากพล่อยเหล่านั้นเขม็ง
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันใด
ไป๋เลี่ยงทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง อยากจะเตือนสติเพื่อนเก่าอีกสักหน่อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอูเจ๋อ เขาก็รู้ว่าพูดไปก็คงไร้ผล
สุดท้ายจึงทำได้เพียงกล่าวว่า 'รักษาตัวด้วย' แล้วหันหลังกลับเข้าไปในกลุ่มของตน
อูเจ๋อไม่ได้พูดอะไร เขาคว้าร่างของเอ้อชิงที่กำลังเดือดดาลไว้ แล้วหันหลังเดินมุ่งหน้าเข้าป่า
ทิศทางของถ้ำหลิงคูก็ต้องผ่านป่านี้เช่นกัน ดังนั้นกลุ่มของไป๋เลี่ยงจึงเดินตามมาด้วย
คนในกลุ่มที่เพิ่งพูดจาดูถูกเมื่อครู่หัวเราะเยาะขึ้นมาว่า “พี่ไป๋เลี่ยง เพื่อนของพี่บอกว่าจะไปล่าเสือไม่ใช่หรือ? ทางเดียวกันพอดี งั้นก็ถือโอกาสดูพวกเขาล่าเสือเป็นขวัญตาหน่อยเป็นไง”
คนกลุ่มนั้นพากันหัวเราะร่า ต่างก็มองว่าพวกอูเจ๋อไม่เจียมตัว
พยัคฆ์ร้ายใช่สิ่งที่คนธรรมดาไม่กี่คนนึกอยากจะล้อมจับก็ทำได้งั้นหรอ?
ถึงจะเป็นแค่สัตว์ป่า ไม่ใช่ปีศาจ แต่มันก็คือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในหมู่สัตว์เดรัจฉานเชียวนะ!
ไป๋เลี่ยงสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของอูเจ๋อที่จะปักหลักอยู่ที่นี่โดยไม่ไปถ้ำหลิงคู แต่ทั้งสองก็เป็นคนรู้จักกันมานาน เขาเองก็ทนเห็นคนอื่นพูดจาถากถางอูเจ๋อเช่นนี้ไม่ได้
“ทุกคน ตอนนี้พวกเราต่างก็เป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกัน พูดให้มันน้อยลงหน่อยเถอะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
แต่คนเหล่านั้นหาได้สนใจเขาไม่ ยังคงพูดจาเหน็บแนมต่อไป
ตั้งแต่หนีตายออกมาจากอำเภอเฟิง ความเครียดที่สะสมมาเกือบเดือน ในที่สุดก็ได้ที่ระบายออกเสียที
อูเจ๋อเองก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเหล่านั้น แต่เขาคร้านจะใส่ใจ
เพราะบัดนี้พวกเขาได้ก้าวเท้าเข้าสู่ป่าลึก... ซึ่งเป็นอาณาเขตของเจ้าพยีคฆ์ร้ายตัวนั้นแล้ว!