เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 64 ไม่ต้องพูดแล้ว ผมซื้อ!

บทที่ 64 ไม่ต้องพูดแล้ว ผมซื้อ!

บทที่ 64 ไม่ต้องพูดแล้ว ผมซื้อ!


"คุณหลิน สวัสดีครับ!"

ชายวัยกลางคนเห็นหลินโหยวลงจากรถ ก็รีบก้าวเข้ามาต้อนรับทันที

หลินโหยวรีบเดินเข้าไปหา และเป็นฝ่ายยื่นมือซ้ายออกไปทักทายก่อน

ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มที่ดูจริงใจออกมาแล้วยื่นมือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวมาจับมือกับหลินโหยว

"คุณโจว สวัสดีครับ ขอโทษด้วยที่ต้องลำบากคุณออกมาต้อนรับ"

"ไม่เลยครับ การที่คุณหลินยอมมารับช่วงต่อโรงงานแห่งนี้ ถือว่าช่วยเราไว้มากจริงๆ ออกมาต้อนรับแค่นี้ถือเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วครับ" ชายคนนี้มีชื่อว่า โจวจิ่งเจิ้ง เขาคือเจ้าของโรงงานแห่งนี้นั่นเอง

เขาพูดถึงปัญหาที่โรงงานกำลังเผชิญอย่างตรงไปตรงมา "อีกอย่าง เดินมาไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วครับ"

"ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณโจว ช่วยพาเราเข้าไปดูข้างในหน่อยได้ไหมครับ?"

"ยินดีอย่างยิ่งครับ เชิญทางนี้!" คุณโจวพาหลินโหยวและเยว่เผิงจวี่เดินเข้าไปในโรงงานอัจฉริยะ พลางอธิบายรายละเอียดให้หลินโหยวฟังอย่างถี่ยิบตลอดทาง

ไม่นานนักหลินโหยวก็พบว่า สถานการณ์ของโรงงานแห่งนี้ดีกว่าที่เขาคาดไว้มาก

จากการฟังคำอธิบายและสังเกตด้วยตาตัวเอง เครื่องจักรของที่นี่ไม่ได้ด้อยเลย เพราะตอนที่อัปเกรดอุปกรณ์ใหม่นั้น เจ้าของเดิมทุ่มทั้งเงินเก็บและกู้เงินมาไม่น้อย แถมพนักงานเก่าแก่ยังช่วยกันดูแลบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นอย่างดี ต่อให้เป็นตอนนี้ อุปกรณ์ของโรงงานก็ยังถือว่าพร้อมใช้งานแบบครบวงจร

ปัญหาเดียวที่เจอคือ—ไม่มีออเดอร์จ้างผลิต

การเปลี่ยนจากสภาวะสงครามเข้าสู่สภาวะสันติภาพสร้างความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึก ความต้องการยุทโธปกรณ์ลดฮวบ ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ยังเติบโตไม่ทันความเร็วของโรงงานที่ทยอยปิดตัวลง

ส่วนคุณโจวเองก็เป็นทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการเพราะอาการบาดเจ็บ พนักงานสายเทคนิคในโรงงานนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นทหารผ่านศึกเช่นกัน

คุณโจวยังเล่าอีกว่า ก่อนที่โรงงานจะเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติ คนงานส่วนใหญ่ก็คือทหารที่ปลดประจำการมาทำหน้าที่นี้ แต่พอสถานการณ์โรงงานเริ่มแย่ลง คนที่ไม่มีทักษะทางเทคนิคก็ไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่น เลยพากันขอลาออกไปหาทางรอดเอง

แต่การลดพนักงานก็ช่วยโรงงานไว้ไม่ได้ การขาดคำสั่งซื้อทำให้รายได้ไม่พอรายจ่าย แถมยังไม่มีเงินส่งค่างวดเครื่องจักรที่กู้มาอีก

ถ้าไม่ใช่เพราะสังคมของ "ต้าเซี่ย" ให้เกียรติทหารผ่านศึกเป็นพิเศษ บวกกับนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐ โรงงานนี้คงถูกยึดและขายทอดตลาดเพื่อชดใช้หนี้ไปนานแล้ว

ดังนั้น การจะซื้อโรงงานนี้มีเพียงสองเงื่อนไขที่ต้องจัดการ หนึ่งคือจ่ายหนี้ธนาคารให้ครบ และสองคือรับดูแลพนักงานที่มีอยู่เดิม

คุณโจวพูดด้วยความจริงใจ "คุณหลิน สถานการณ์ก็เป็นอย่างที่ผมบอก ผมไม่ปิดบังคุณหรอกครับ พนักงานที่เหลืออยู่ตอนนี้ไม่ใช่สายเทคนิคทั้งหมด มีพนักงานเก่าแก่หลายคนที่อยู่กับโรงงานมาครึ่งชีวิต ฝีมือพวกเขาอาจจะตามยุคสมัยไม่ทันแล้ว แต่ตอนที่ผมรับช่วงต่อโรงงานมา ผมเคยสัญญาไว้ว่าจะไม่ทอดทิ้งใครแม้แต่คนเดียว"

"ผมพยายามอย่างที่สุดแล้ว เพียงแค่หวังว่าจะประคองโรงงานให้รอดจนถึงวันที่คนแก่พวกนี้เกษียณ เพื่อให้พวกเขาได้รับเงินบำนาญและมีชีวิตช่วงครึ่งหลังที่มั่นคง" พูดถึงตรงนี้ ขอบตาของเขาเริ่มแดงระเรื่อ "แต่ความสามารถผมมีจำกัดจริงๆ ตอนนี้แม้แต่ประกันสังคมของพวกเขา ผมก็แทบจะจ่ายไม่ไหวแล้ว"

เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงยากลำบาก "ผมจนปัญญาแล้วจริงๆ ครับ"

"หนี้ธนาคารเหลืออยู่ 60 ล้าน ถ้าคุณรับปากว่าจะไม่ไล่พนักงานออก และปล่อยให้พวกเขาเกษียณอย่างสงบ คุณแค่จ่ายเงินเพิ่มอีก 50 ล้าน โรงงานแห่งนี้ก็จะเป็นของคุณทันที"

นี่มันคือการเลขายทิ้งชัดๆ เพราะถ้าไม่นับว่าเครื่องจักรและสายการผลิตขายออกยาก แค่เอาอุปกรณ์พวกนี้ไปขายแยกส่วนก็พอจ่ายหนี้ธนาคารแล้ว แต่น่าเสียดายที่มันขายไม่ออก และถ้าขายไป โรงงานก็จะหมดสิทธิ์ดำเนินการต่อทันที

ทุกคนก็ต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง

หลินโหยวปรายตามองพนักงานที่เหลืออยู่ประมาณร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป คนที่เป็นช่างเทคนิคจริงๆ อาจจะไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ และเกือบครึ่งในนั้นมีความพิการทางร่างกายในระดับที่ต่างกันไป

"เงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานพวกนี้เท่าไหร่ครับ?"

"ถ้ารวมค่าประกันสังคมที่ต้องจ่าย ทุกคนรวมกันจะอยู่ที่ประมาณเดือนละ 650,000 ครับ"

"หกแสนห้า" หลินโหยวทวนคำเบาๆ พลางนึกถึงเงินในบัญชีบริษัท 1,000 ล้านที่ยังหาที่ใช้ไม่ได้ และเงินเก็บส่วนตัวอีกเกือบ 10 ล้าน ตัวเลขนี้ฟังดูไม่เยอะเลย

และเมื่อคำนวณว่ามีคนเกือบร้อย สายเทคนิคย่อมได้มากกว่าคนงานทั่วไป หลังจากหักค่าประกันสังคมแล้ว หลายคนอาจได้เงินติดกระเป๋าจริงๆ แค่เดือนละสามสี่พันเท่านั้น

หลินโหยวนึกถึงคำกล่าวหนึ่งที่เขาเคยเห็น—

เงินสองล้าน จริงๆ ก็สามารถซื้อขาดชีวิตของคนคนหนึ่งได้แล้ว

พอเห็นหลินโหยวนิ่งเงียบไป โจว่จิ่งเจิ้งนึกว่าเขาคิดว่ามันแพงเกินไป จึงกัดฟันพูดต่อ "ถ้าคุณต้องการ ลดเงินเดือนลงอีกนิดก็ได้ครับ ผมจะไปคุยกับพวกเขาเอง ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ดี"

"ไม่ต้องหรอกครับ โรงงานนี้ผมซื้อ" หลินโหยวเลิกคิดฟุ้งซ่านและตัดสินใจทันที

"หา?" ความเด็ดขาดของหลินโหยวทำเอาชายวัยกลางคนถึงกับอึ้ง

"แต่ผมมีข้อแม้ข้อหนึ่ง"

"ว่ามาเลยครับ"

"ผมอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่อ ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานเหมือนเดิม ตกลงไหมครับ?"

"หา?" โจว่จิ่งเจิ้งไม่คิดว่าจะเจอเงื่อนไขแบบนี้ "ได้แน่นอนครับ ไม่มีปัญหาเลย"

ถ้าเขาอยู่ต่อในฐานะผู้จัดการ เขาก็จะดูแลพนักงานเก่าแก่พวกนี้ได้ดีขึ้น

"พรุ่งนี้เช้า เงินจะโอนเข้าบัญชีครับ" เมื่อหลินโหยวตัดสินใจแล้วเขาก็ไม่รีรอ เพราะตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญ ทุกวินาทีมีค่า

"มีสามเรื่องที่ผมอยากให้คุณจัดการ"

"เชิญสั่งมาได้เลยครับ!" น้ำเสียงของโจว่จิ่งเจิ้งเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้โรงงานและพนักงานผ่านวิกฤตนี้ไปได้ เขาพร้อมทำทุกอย่าง

"ข้อแรก: ล้างหนี้ธนาคารซะ ข้อสอง: ขึ้นเงินเดือนให้ฝ่ายเทคนิคอีกหนึ่งในสาม ส่วนพนักงานที่มีความพิการให้เพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษเข้าไปอีก ให้ยอดเงินเดือนรวมในแต่ละเดือนขึ้นไปอยู่ที่ 800,000 ก่อน"

หลินโหยวรู้มาว่า เพื่อช่วยให้โรงงานรอด ฝ่ายเทคนิคยอมลดเงินเดือนตัวเองมาสองรอบแล้ว โดยรอบที่สองพวกเขาเป็นฝ่ายขอรับเงินน้อยลงเองด้วยซ้ำ

ในเมื่อตอนนี้เขาซื้อโรงงานมาแล้ว ย่อมไม่ปล่อยให้คนเก่งๆ ต้องลำบากใจอีก แต่ก็ไม่อาจขึ้นให้รวดเดียวแบบไร้เหตุผล ต้องรอให้มีผลงานออกมาก่อนแล้วค่อยปรับขึ้นให้อีก

"สุดท้าย... ปรับสายการผลิต เตรียมเดินเครื่อง!"

"รับทราบครับ!" โจวจิ่งเจิ้งขอบตาเปียกชื้นด้วยความตื้นตัน "เดี๋ยวผมจะเรียกรวมพลทุกคน ให้เขามารู้จักเจ้าของใหม่ และแจ้งข่าวดีนี้เลยดีไหมครับ?"

"ไม่ต้องๆ" หลินโหยวยกมือห้าม "ไม่จำเป็นครับ คุณทำทุกอย่างตามปกติไปนั่นแหละ เดี๋ยวผมไปจัดการเรื่องทนายและสัญญาต่อ วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ"

"ได้ครับๆ" โจวจิ่งเจิ้งไม่ฟังคำห้าม เขาเดินไปส่งหลินโหยวถึงที่รถ และยืนโบกมือส่งรถที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไกลออกไปอยู่นาน

เรียบร้อย! หลินโหยวตบมือเข้าหากันด้วยความสะใจ

โรงงานตัวเองก็มีแล้ว ยานแม่จะหนีไปไหนพ้น?

แน่นอนว่าคนเราต้องอยู่กับความเป็นจริง ตอนนี้หน้าที่หลักคือผลิตเครื่อง virtual reality ของเมฆาฝันก่อน

ตอนแรกเขานึกว่าจะยุ่งยาก จนต้องสั่งให้ฉินซงอวิ๋นไปลองดีลกับโรงงานอื่นไว้ด้วย แต่ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะปิดดีลโรงงานของ "เมฆาฝัน" เองได้เร็วขนาดนี้

งั้นคงต้องบอกให้ฉินซงอวิ๋นชะลอแผนการไปก่อน

ต้องใช้กำลังการผลิตของโรงงานตัวเองให้เต็มสูบเสียก่อน ตามที่หลินโหยวประเมิน โรงงานของคุณโจวนี้น่าจะผลิตได้สัปดาห์ละไม่ถึง 1 ล้านเครื่อง

ตอนนี้เริ่มปรับสายการผลิต กว่าจะเริ่มผลิตจริงและเพิ่มกำลังการผลิตได้คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา การขยายกำลังการผลิตจากฐานโรงงานที่มีอยู่แล้ว ยังไงก็ง่ายกว่าการสร้างโรงงานใหม่ตั้งแต่ศูนย์แน่นอน

ภายในโรงงาน โจวจิ่งเจิ้งประกาศข่าวดีให้พนักงานเก่าแก่ฟังด้วยความตื่นเต้น

"คุณหลินตัดสินใจซื้อโรงงานแล้ว เขาจะจ่ายหนี้ธนาคารให้ทั้งหมด แถมปัญหาเรื่องออเดอร์ก็แก้ได้แล้วด้วย!"

"โรงงานของเราจะไม่ปิดตัวลง แต่มันกำลังจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เรากำลังจะเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังแล้ว!"

"ไม่มีใครต้องถูกไล่ออกทั้งนั้น!"

"ฝ่ายเทคนิคทุกคนได้ขึ้นเงินเดือน!"

"พนักงานที่บาดเจ็บหรือพิการจะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่ม!"

"ถ้าการผลิตราบรื่น ทุกคนจะได้โบนัส!"

"วันเวลาที่ยากลำบากของพวกเราจบลงแล้ว!"

เสียงโห่ร้องแสดงความดีใจดังสนั่นลั่นโรงงาน หลายคนถึงกับเบือนหน้าหนีแล้วแอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ

โจวจิ่งเจิ้งมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจต่อหลินโหยวอย่างที่สุด

แต่ในขณะที่พนักงานกลุ่มนี้เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ทีมโปรเจกต์ "เลี่ยเยี่ยน" ของเน็ตดราก้อนกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่คิดจะทนอีกต่อไป

รวมถึงฟานรุ่ยด้วย ผู้บริหารระดับกลาง 4 คน พร้อมลูกน้องอีก 18 ชีวิต เดินถือจดหมายลาออกไปเคาะประตูห้องฝ่ายบุคคลพร้อมกัน!

จบบทที่ บทที่ 64 ไม่ต้องพูดแล้ว ผมซื้อ!

คัดลอกลิงก์แล้ว