- หน้าแรก
- จักรวรรดิเสมือนจริงเริ่มจากเกม
- บทที่ 18 คำมั่นของหลินโหยว
บทที่ 18 คำมั่นของหลินโหยว
บทที่ 18 คำมั่นของหลินโหยว
เซี่ยอี๋กดรีโพสต์วิดีโอของหลินโหยวทันที ไม่ลืมส่งต่อเข้ากลุ่มแฟนๆ แล้วไล่กระจายให้เพื่อนสนิทอีกชุดใหญ่
เธออยากบอกข่าวดีนี้ให้ทุกคนรู้โดยเร็ว โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย
ข่าวลือดีๆ วิ่งทะลุกลุ่มผู้พิการอย่างกับติดปีก ยอดผู้ติดตามของหลินโหยวพุ่งทะลุเพดานแทบทุกครั้งที่รีเฟรชก็เด้งขึ้นทีละเป็นแสน
ในชีวิตประจำวันคนมักไม่ทันสังเกตว่ารอบตัวมีผู้พิการอยู่มากเท่าไร เลยเผลอคิดว่ากลุ่มนี้เล็ก แต่นั่นคืออคติจากผู้ที่อยู่รอดก็เท่านั้น
ในต้าเซี่ยมีผู้พิการมากกว่า 85 ล้านคน คิดเป็น 6.2% ของประชากรทั้งประเทศ เฉลี่ยร้อยคนก็มีอยู่หกคน พอคนกลุ่มนี้พร้อมใจกันกรูกันมาที่เดียว ผลลัพธ์จึงชัดเจนขึ้นมาอย่างหนึ่ง
โบนัสปลายปีของทีมดูแลระบบหลิงซี หายวับ
ใช่แล้ว เซิร์ฟเวอร์หลิงซีล่มอีกครั้ง
สามนาทีให้หลัง ทุกอย่างกลับสู่ปกติ
ทว่ามุมสนทนาก็เริ่มเอียงไปอีกด้าน
“ในเมื่อหลินโหยวพา ‘สำนึก’ ลงไปในโลกเสมือนได้ งั้นให้สมองควบคุมขาเทียมอย่างแม่นยำ น่าจะง่ายกว่านี้ไม่ใช่เหรอ”
หลินโหยวก็กำลังคิดเรื่องนี้เหมือนกัน
จริง ๆ ตั้งแต่ที่กลุ่มผู้พิการเริ่มส่งเสียงอยู่ในหลิงซี เขาก็จับตามองอยู่ แล้วก็เริ่มชั่งน้ำหนัก
ยากไหมในเชิงเทคนิค
ก็ไม่ยาก
ต่อให้ในคลังของเสี่ยวเมิ่งไม่มีแบบชุดสำเร็จ ความรู้ที่เขาถืออยู่ก็ประกอบของเหล่านั้นขึ้นมาได้
แต่เรื่องนี้ไม่เหมือนกับการทำเกม จุดยากไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การปฏิบัติการ
ผู้พิการไม่ได้หล่อขึ้นมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ส่วนสูง อายุ สัดส่วน ระดับความพิการที่แตกต่างกันไป ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นจึงต้องปรับเทียบหน้างานตามสภาพร่างกายจริง
แปลว่าต้องมีหน้าร้านจำนวนมาก ต้องรับ-ฝึกบุคลากรจำนวนมาก ต้องปรับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
ยังมีงานหลังการขายที่ซับซ้อน เช่น เด็กที่สูงขึ้นทุกปี ขาเทียมก็ต้องไล่ตาม
นี่เป็นแค่สิ่งที่นึกออกทันที ยังมีอีกมากที่ยังนึกไม่ถึง
เส้นทางนี้พันกับปัจจัยซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะลุยเดี่ยวแล้วเสร็จได้
ขณะที่เกมทำง่ายกว่ามาก ออกแบบบลูพรินต์กับกระบวนการมาตรฐานแล้วโยนเข้าโรงงานไร้คนงานให้เดินไลน์
สายพานอัตโนมัติทำงาน หนึ่งสัปดาห์ก็เริ่มส่งของได้
มากสุดก็แค่จัดการช่วงส่งต่องาน
ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเขาในนาทีนี้ คือปิดคอมแล้วไปนอน ทำเป็นไม่เห็นปัญหาลูกใหญ่ตรงหน้า
บนเครือข่าย กระแสยังคงไหลไม่หยุด
นักวิจัยและคนที่อยู่ในสายแพทย์ก็เริ่มออกมาอธิบายถึงข้อจำกัดของขาเทียมในยุคปัจจุบัน ทั้งการควบคุมด้วยสัญญาณกล้ามเนื้อที่ใช้งานได้ไม่คล่อง อินเทอร์เฟซฝังสมองที่รุกล้ำ ราคาแพง และสัญญาณประสาทที่แรงไม่พอจนใช้จริงได้ไม่ดี
ถกเถียงต่อไปถึงความเป็นไปได้ของขาเทียมควบคุมด้วยสมองแบบไม่ฝังอุปกรณ์ ถ้าทำได้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ต้นทุนสูงไหม
ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนเล่าเรื่องญาติ ลูกหลาน เพื่อนที่ทุกข์จากความพิการ
อีกมากมายก็ได้แต่ทึ่งว่า “ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นผู้พิการเยอะขนาดนี้มาก่อน”
ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนเฉพาะของผู้คนดังขึ้นพร้อมกัน
บัญชีหลิงซีของหลินโหยวที่ยอดติดตามทะลุแปดล้าน ได้โพสต์ข้อความใหม่
“ขาเทียมควบคุมด้วยสมอง ทำได้ในทางเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัยเวลา เพราะหลายอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมคนเดียวจะแก้ไขมันได้ แต่ผมรับรองอย่างหนึ่ง ผมจะทำให้สำเร็จ ขอให้รอสักระยะ”
ความเกลียดชังต่อคนรังแก และความสงสารของผู้ที่ถูกกดทับ มักเป็นที่มาของความปวดใจของคนใจดี หลินโหยวเมื่อชาติก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม
ด่าหวังหลง เขาทำได้แบบไม่ไว้หน้า แต่พอเห็นคนเดือดร้อนมากมายแบบนี้ เขาก็ทำใจนิ่งเฉยไม่ลง
ถึงอย่างนั้น เวลาก็ถูกบีบจนแทบไม่เหลือ หลายวันมานี้เขาทำเกมแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน จนแทบหมดไฟไปแล้ว
พรุ่งนี้ตื่นมาก็ยังมีงานที่กองเป็นภูเขารออยู่ ทั้งเปิดสตูดิโอ รับคน เลือกซัพพลายเออร์ ทดสอบวงเล็ก ๆ ของ “Journey of the Wind” วางไอเดียเกมใหม่ อื่น ๆ อีกสารพัด
ขาเทียมควบคุมสมองจึงต้องขยับไปอยู่หลังสุด รอให้แกร่งกว่านี้แล้วค่อยปล่อย จะได้ทำได้อย่างรวดเร็วและแนบเนียนยิ่งกว่า
ส่วนเงินก้อนแรก จะเอามาจากไหน เขาคิดไว้แล้ว
เขาไม่รับเงินลงทุนใด ๆ สตูดิโอต้องอยู่ในมือเขาเต็มร้อย
ดังนั้นเขาจะเปิดพรีออเดอร์โดยตรง
ด้วยกระแสของชาวเน็ตบวกกับความคาดหวังของผู้เล่น ยอดพรีออเดอร์ต้องทะลักอย่างแน่นอน
พูดให้ง่ายกว่าเดิมก็คือ หลินโหยวกำลังจะเริ่ม “เก็บเกี่ยว” จากกระแสที่เกิดขึ้นแล้ว
เขาตัดสินใจแล้วว่าเครื่องเล่นเกมเสมือนจริงแบบฟูลไดฟ์ ตั้งราคา 10,000 ต่อชุด
ถูกกว่าเซ็ต VR บนท้องตลาดถึงห้าเท่า และถูกกว่าเครื่องของหวังหลงถึงแปดเท่า
เขายังวางแผนลดราคาไว้ล่วงหน้า ถ้าผ่านด่านเงินตั้งต้นไปได้ ต่อให้รุ่นถัดไปอัปเกรดฮาร์ดแวร์ ราคาโดยรวมก็จะลง ไม่ขึ้น เว้นแค่ต้นทุนบางชิ้นส่วนที่มีราคาเพิ่มขึ้น
เหตุผลสำคัญก็คือเขาตัดฮาร์ดแวร์จำนวนมากทิ้งไป โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ที่มีราคาแพงและกินพื้นที่อย่างลู่วิ่งหลายทิศที่ถูกเขาเตะออกจากลิสต์ตั้งแต่ต้น
ต่อให้ตั้งหนึ่งหมื่น ก็ยังเหลือกำไรอีกเพียบ
หนึ่งหมื่นต่อชุด ถ้าแฟนแปดล้านซื้อกันคนละชุด รายรับก็ทำให้เขานอนสบาย ๆ ไปได้ทั้งชาติ
เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว หลินโหยวหันมาคิดงานอย่างจริงจัง ตั้งสตูดิโอก่อนคือตัวเลือกที่ดีที่สุด จากนั้นก็รับหัวหน้าฝ่ายการตลาดมือโปรให้ไปคัดโรงงานพาร์ตเนอร์ เขาจะได้ไม่ต้องลงไปวิ่งด้วยตัวเอง แผนการณช่างเพอร์เฟกต์
มากสุดก็ให้เสี่ยวเมิ่งตามไปคุมงาน ทุกอย่างก็หมดห่วง
โพสต์ของหลินโหยวเรียกกระแสถกเถียงขึ้นมาอีกรอบ ความร้อนแรงของชาวเน็ตไม่ตก ยอดติดตามยังพุ่งต่อ
แต่เขาเริ่มอิ่มกับการไถอ่าน ที่สำคัญหวังหลงทำเป็นตายไม่ตอบอะไรยิ่งทำเขาหงุดหงิด
ทำผิดก็ต้องยอมรับ โดนตีก็ยืนตรงๆ ทำเป็นตายไม่ใช่วิถีของสุภาพบุรุษ
ก่อนลุกไปล้างหน้าล้างตา เขาเลยโพสต์อีกดอกเพื่อแหย่หวังหลง
“เกือบลืมเรื่องนึง @หวังหลง ดูทันไหม เรียนทันหรือยัง”
โพสต์เดียว ทำให้ชาวเน็ตนึกถึงตัวละครเอกอีกฝั่งของดราม่า โหมดเผือกก็ขึ้นครองจออีกรอบ
“@หวังหลง ผู้เชี่ยวชาญเริ่มสอนแล้ว รีบมารับความรู้”
“@หวังหลง เร็วเข้า โอกาสดีมีไม่บ่อย”
“@หวังหลง อยากเรียนไหมล่ะ ถึงอยาก เขาก็ไม่สอนหรอก”
“หรือเป็นไปได้ว่า หวังหลงโหลดวิดีโอไปแล้ว กำลังงัดแว่นขยายดูเฟรมต่อเฟรม เผื่อจะลอกอะไรได้บ้าง”
“หรืออีกแบบ ดูยังไงก็ลอกไม่ได้”
หลินโหยวหัวเราะพลางดูคอมเมนต์เผาไล่หลังหวังหลงอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกไปอาบน้ำเตรียมนอน
ไม่ทันคาด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ไม่ใช่ตะบี้ตะบันกระหน่ำ แต่เป็นจังหวะสุภาพนุ่มนวล ฟังดูไม่เหมือนแฟนคลับคลั่งหรือสื่อหัวร้อน
น่าสนใจดี นอกจากสองกลุ่มนั้น ใครกันจะมาเคาะห้องเขาตอนดึกแบบนี้