- หน้าแรก
- จักรวรรดิเสมือนจริงเริ่มจากเกม
- บทที่ 17 หัวแข็งสไตล์หวังหลง
บทที่ 17 หัวแข็งสไตล์หวังหลง
บทที่ 17 หัวแข็งสไตล์หวังหลง
ลางร้ายของจางเหออิงเป็นจริงอย่างรวดเร็ว การประชุมของหวังหลงติดหล่มตั้งแต่วาระแรก เขาเสนอให้ขอโทษและถอยเพื่อขอความปรานีจากหลินโหยว ก็ถูกผู้บริหารหลายคนคัดค้านเสียงแข็ง เจ้านายหนุ่มหน้าตึงทันที ยังไม่ทันเอ่ยอะไร หัวหน้าฝ่ายวิจัยก็ปะทุขึ้นก่อน
“เด็กมหา’ลัยยังทำได้ แปลว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เอื้อมไม่ถึง เราอาจคิดหลงทางอยู่เท่านั้น แค่ปรับทิศทางก็มีสิทธิ์ไล่ตามได้ทันในเวลาไม่นาน ไม่จำเป็นต้องไปซื้อสิทธิ์ใช้งานให้ตกเป็นรองคนอื่นเลย”
“ถึงถอยมาตั้งหลักก็จริงอยู่ที่ก้าวแรกของเทคโนโลยีใหม่นั้นยากที่สุด พอมีเคสสำเร็จให้เห็น การทำซ้ำก็จะง่ายลงมาก เราควรยืนด้วยขาของตัวเอง ถือพอร์ตสิทธิบัตรไว้ในมือ นั่นสิคือสิ่งที่ฉลาดที่สุด”
หัวหน้าโปรแกรมหลักก็รีบเสริม “การพัฒนาเกมฟอร์มยักษ์นับปีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เทคโนโลยีใหม่ช้าไปหนึ่งหรือสองเดือน ก็แทบไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับไทม์ไลน์การผลิตเกมของเรา”
หัวหน้าฝ่ายดีไซน์ระบบก็เออออตาม “ถูกครับ ระหว่างรอเทคโนโลยี เราก็ทำงานเตรียมการล่วงหน้าไปได้ ไม่เสียเวลาอะไร”
ฝ่ายอาร์ตก็ลงท้าย “เห็นด้วยกับฝ่ายการวิจัย โปรแกรมหลัก และดีไซน์”
พอเห็นเสียงคัดค้านที่ถล่มทลาย แถมยังฟังดูมีเหตุผล เจ้านายหนุ่มก็เริ่มนั่งคิด หัวหน้าดีไซน์ระบบจึงชิงพูดต่อ
“อย่าให้ช่องว่างด้านเทคโนโลยีชั่วคราวมาทำให้พวกเราขวัญเสีย เทคโนโลยีไม่ใช่ทั้งหมดของเกม แม้เข้าสู่ยุคเกมเสมือนแบบฟูลไดฟ์จริง ๆ แต่เกมพีซีคีย์บอร์ดเมาส์ หรือเกมคอนโซลจับจอยก็ยังทำเงินได้ดี”
ประโยคท้ายเขาเก็บไว้ในใจ แค่ว่าพวกนั้นขึ้นชั้นหัวแถวไม่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องพูดให้มันระคายหู
“ต่อให้เทคโนโลยีเขานำพวกเรา ก็ไม่ได้แปลว่าจะสั่นคลอนความได้เปรียบด้านเกมของเรา เสียงตอบรับที่หวังหลงสะสมมานานไม่ใช่สิ่งที่จะโยกย้ายออกไปง่าย ๆ อีกอย่าง เกมที่เขาโชว์ก็เป็นแค่ ‘ซิมเดิน’ ความหมายล่องลอยเท่านั้น”
เจ้านายถามจี้ “แล้วเขามีโอกาสทำเกมเสมือนขนาดใหญ่ที่คุกคามเราไหม”
ผู้ก่อตั้งใหญ่ล้างมือจากตำแหน่งไปแล้ว เจ้านายรุ่นใหม่ที่โตมากับการศึกษาแบบชนชั้นสูง พอใกล้เข้าสู่ช่วงรับไม้ต่อถึงค่อยหยิบเกมฮิตสองสามเกมมาเล่นพอให้ตัวเองได้รู้จักสินค้า
เพราะสำหรับเขา “เกม” ก็คือสินค้า รายละเอียดการผลิตไม่ใช่เรื่องที่บอสอย่างเขาต้องลงไปงมด้วยตัวเอง จึงต้องฟังความเห็นมืออาชีพจากลูกน้อง แต่ทิฐิในอกก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
กับอีแค่เด็กมหา’ลัยกระเป๋าแห้งที่ยังเรียนไม่จบ จะมีสิทธิ์อะไรมาทำให้เขาต้องยอมก้มหัวให้
“ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นเด็กปีสี่ที่ไหนจะกล้าบ้าบิ่นไปทำเกมฟอร์มยักษ์ ต่อให้กล้าทำจริง ๆ เกมฟอร์มยักษ์ก็ไม่ใช่ใครหน้าไหนที่พูดว่าจะทำก็ทำได้ ต้องใช้ทีมฝีมือเก๋าและครบเครื่อง ที่สำคัญบุคลากรระดับนี้ ‘หนึ่งหลุมหนึ่งหัว’ ทั้งนั้น แค่ท่านประสานถูกจุด ไม่ให้เขารวบรวมคนได้ คราวนี้อีกฝ่ายก็เป็นได้แค่เสือไร้เขี้ยว” หัวหน้าดีไซน์ระบบรีบตอบทันควัน
เจ้านายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ “ง่ายมาก เดี๋ยวผมคุยกับเฟยหู กับหวงเต่า บอกให้ดูแลคนของตัวเองให้ดี อย่าให้ไหลไปซบไหล่เขา ดูสิ พอไม่มีคนช่วยหนุน ผมก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเขาจะทำอะไรได้ด้วยตัวคนเดียว”
“คุณจ้าว ติดต่อพันธมิตรชิงเหนียวด้วยไหม แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงใหญ่โตอะไร แต่ก็มีคนเคยทำเกมเสมือนขนาดใหญ่ปะปนอยู่ด้วย”
“ควรติดต่อด้วยเหมือนกัน” เขาพยักหน้าเบาๆ “เขาท้าทายทั้งอุตสาหกรรมเกม ก็สมควรถูกทั้งอุตสาหกรรมเกมพร้อมใจกันปิดประตูใส่หน้า”
“งั้นแยกย้ายกันแค่นี้ ผมไปโทรฯ จัดการก่อน ส่วนทุกคนกลับไปลุยงานได้”
จางเหออิงนั่งมองละครตรงหน้าแล้วเริ่มแยกไม่ออกว่า เหล่าหัวหน้าพวกนี้เชื่อกันจริงๆ หรือว่าหลินโหยวไม่ใช่ภัยคุกคาม หรือจริงๆ แล้วกลัวว่าเทคโนโลยีใหม่ของอีกฝ่ายจะมาทำให้เก้าอี้ของตัวเองภายในบริษัทสั่นคลอน
โดยเฉพาะหัวหน้าฝ่ายวิจัย ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เทคโนโลยีระดับชั้นยอด ถึงได้กลายเป็นของที่พูดว่าจะก็อปตอนไหนก็ทำได้กันปากเปล่าแบบนั้น
ไอ้นักวิจัยกว่าสองหมื่นคนในสไลด์น่ะ มันก็แค่ตัวเลขในแผนธุรกิจ เคยรับคนเต็มจำนวนซะที่ไหน ที่มีก็แค่ทุ่มวิจัยอัปฮาร์ดแวร์ให้แรงขึ้น เร็วขึ้น หน่วงน้อยลง หน้าจอละเอียดขึ้น ประมวลผลไวขึ้นทั้งสิ้น
จะให้หักเลี้ยวพร้อมกันทั้งกองทัพ หันไปอีกทางแล้วทุบเพดานวิชาในเดือนสองเดือน เขาไม่ใช่นักเทคนิค แต่ก็ยากที่จะเชื่อ
สุดท้ายเจ้านายก็เอ่ยปากปิดประชุม เสียงส่วนใหญ่ยกมือเชียร์ เขาเป็นแค่หัวหน้าฝ่ายพีอาร์ ไม่มีสิทธิโต้แย้งอะไรได้มากนัก ได้แต่ถอนใจเบา ๆ เดินออกจากห้อง แล้วตัดสินใจว่าคืนนี้ควรแอดเพื่อนเฮดฮันเตอร์เพิ่มไว้ก่อน
ระหว่างนั้น เสียงอีกสายก็กำลังก่อตัวเงียบๆ ในไลฟ์เล็ก ๆ ที่มีผู้ชมราวพันต้น ๆ เซี่ยอี๋กำลังสตรีมอยู่ด้วยความตั้งใจ ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยตามข่าวของหลินโหยวอยู่แล้ว แต่วันนี้แชตกลับวิ่งถามชื่อเขาไม่หยุด
ไอ้คำที่บอกว่า “เกมเสมือนแบบฟูลไดฟ์” “สุดยอด” “รอมานาน” สังเกตนาน ๆ ก็เลยเริ่มเอะใจ เธอเลยเปิดหลิงซีเพื่อดูคลิปของหลินโหยว ดูไปได้แค่ครึ่งทางน้ำตาก็ไหล หยุดไม่ได้ ยิ่งดูยิ่งร้อง คนดูในแชตพากันปลอบ
เซี่ยอี๋มีป้ายพิเศษติดตัว นั่นก็คือผู้พิการ เธอเป็นสตรีมเมอร์ที่มีขาแค่ข้างเดียว คลิปที่ดังสุดของเธอไม่ใช่ไฮไลต์เกมเพลย์ แต่เป็นวล็อกเหตุการณ์ชวนช็อก นั่นก็คือวันที่ไปเล่นห้องหนีภัยกับเพื่อน ในทางเดินมืด ๆ NPC เผลอกระชากจนขาเทียมเธอหลุดออกมา
ทั้งคู่กรี๊ดพร้อมกัน เธอทั้งร้องไห้ทั้งคลานเข้าไปหาแล้วตะโกนว่า “ขาฉัน! เอาขาฉันคืนมา!” ส่วนเสียงกรี๊ดของพนักงานนั้นกลับดังยิ่งกว่า ขำกันกระจายไปทั้งโลกโซเชียล พอดังได้แค่ชั่วข้ามคืน ความสนใจก็ค่อยๆ หายไป เพราะข้อจำกัดของขาเทียมทำให้เธอเล่นอะไรที่ต้องเคลื่อนไหวหนัก ๆ ไม่ได้ จะให้ยืนบนลู่วิ่งสี่ทิศก็ยิ่งไม่ไหว
วันนี้เธอกลับได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และไม่ใช่แค่เพื่อเธอเท่านั้น เพราะสถานะของเธอทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จักกับผู้เล่นพิการมากมาย หลายคนสูญเสียการทำงานของร่างกายบางส่วน ชีวิตลำบาก การเล่นเกมต้องฝ่าด่านยิบย่อยนับไม่ถ้วน
แค่คิดว่าทุกคนจะได้ใช้อุปกรณ์นี้ ดำดิ่งเข้าสู่โลกเสมือนที่สมจริง แล้วกลับมารับรู้ร่างกายที่ “ครบถ้วน” ได้อีกครั้ง เธอก็ร้องไห้ออกมาหนักยิ่งกว่าเดิม ราวกับจะปล่อยน้ำหนักทุกปีออกมาในคราวเดียว