- หน้าแรก
- จักรวรรดิเสมือนจริงเริ่มจากเกม
- บทที่ 11 อาทิตย์อัสดง ทะเลทราย และรอยยิ้ม
บทที่ 11 อาทิตย์อัสดง ทะเลทราย และรอยยิ้ม
บทที่ 11 อาทิตย์อัสดง ทะเลทราย และรอยยิ้ม
“เป็นอะไรไป” หลินโหยวคอยจับตาผู้เล่นเพียงคนเดียวของตอนนี้ จึงสังเกตได้ทันที
“ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี่…” เจ้าหญิงลังเล “มองแล้วเหมือนทาสีหนาบนผนังหิน แต่พอจับแล้วความรู้สึกกลับไม่ใช่ มันแปลกๆ”
“อันนี้…” หลินโหยวชะงัก เขาหมกมุ่นกับ “เกมเพลย์” มากกว่า เพราะสำหรับเขา ภาพฝาผนังก็คือคอลเลกชัน เอฟเฟกต์คล้ายกับการถ่ายรูป เจอแล้วก็พอ ไม่เคยนึกมาก่อนว่าใครจะเอามือไปคลำมันอย่างละเอียด เขาเลยไม่เคยไล่ปรับจูนผิวสัมผัสของมันอย่างจริงจัง
แถมเจ้าตัวยังไม่เคยจับภาพฝาผนังแบบนี้ของจริงด้วย
“ฉันพลาดเองแหละ ไม่ได้คิดถึงเรื่องวัสดุ เล่าให้ละเอียดหน่อยสิว่าควรจะรู้สึกยังไง เดี๋ยวฉันลองปรับแก้ตรงนี้เลย”
เขาไม่ได้เรียกเสี่ยวเมิ่งออกมา เพียงแค่ดึงพาเนลควบคุม เปิดพารามิเตอร์วัสดุตามคำบรรยายของซือเซี่ย แล้วค่อยๆ ปรับ “ผิวสัมผัส” ของภาพจิตรกรรม
กว่าจะลงตัวก็เล่นเอานาน
ไหนๆ ก็เปิดรับฟีดแบ็กผู้เล่นแล้ว เขาถามต่อ “ยังมีอย่างอื่นอีกไหม”
เจ้าหญิงชั่งใจนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อ “ผ้าคลุมกับผ้าพันคอที่เป็นแพรไหม สีแดงน่ะค่ะ สัมผัสมันของมันน่าจะสบายกว่านี้ได้ และทรงตัดของผ้าคลุมเหมือนจะยังไม่เนี้ยบ ใส่แล้วอึดอัดนิดๆ”
อีกหนึ่งจุดบอด
ตอนเล่น Journey ในชาติก่อน สิ่งที่สนุกที่สุดของเขาก็คือการบิน บินซ้าย บินขวา เพลินสุดๆ
พอมาทำเวอร์ชันฟูลไดฟ์ เขาเลยเทน้ำหนักไปที่การบินยังไงให้มันส์ แสงไฟจัดยังไง วิวแบบไหนที่จะทำให้ผู้เล่นขนลุก
เรื่องวัสดุพวกนี้ไม่ใช่เขาไม่สน แต่ก็ยอมรับว่าให้ความสำคัญกับมันไม่มากเท่าไหร่ ใครจะคิดกันล่ะว่า ผู้เล่นหญิงตอนดีดผ้าคลุมกับผ้าพันคอขึ้นบิน จะเผื่อใจคิดต่อว่ามันใส่สบายไหม
เขาทำตามภาพจำของเกมดั้งเดิม แทบจะ 100% ส่วนความใส่สบายคืออะไร
ยิ่งในชีวิตจริงเขาจมอยู่แต่กับเสื้อทีเชิ้ต ฮู้ดดี้ ยีนส์ จะให้มาฟันธงเรื่องแพตเทิร์นการตัดเย็บได้ยังไง
ว่าแล้วสมองก็แล่นไปหมด ถ้าขายสกินเครื่องแต่งตัว ก็น่าจะทำเงินได้ไม่น้อย…
หยุดๆ เขาสะบัดหัวไล่ความคิดเรื่องกาชาออกไป ทริคดูดเงินแบบนั้นอย่าขนเข้ามาทารุณผู้เล่นโลกนี้เลย
แต่ไอเดียต่อยอดก็ยังใช้ได้ ให้ “ผ้าพันคอปรับแต่งเอง” เป็นรางวัลลับของรอบเล่นหลายรอบ ให้แฟนพันธุ์แท้ได้ทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา
ฟังดูเข้าท่า!
หลินโหยวเริ่มจูนวัสดุและแพตเทิร์นของผ้าคลุมกับผ้าพันคอ โดยมีเจ้าหญิงช่วยคอมเมนต์
เขาตระหนักได้อย่างชัดเจน เรื่องการทำเกม ไม่ใช่แค่มีเสี่ยวเมิ่งแล้วทุกอย่างจะจบ บุคลากรมืออาชีพเองก็สำคัญมาก ยิ่งเป็นเกมเสมือนจริง รายละเอียดยิบย่อยพวกนี้ก็จะยิ่งสูงมาก
เสี่ยวเมิ่งปั้นโลกที่ “สมจริงเกิน 95%” ได้ในพริบตา แต่ 5% สุดท้าย เว้นแต่ว่าหลินโหยวจะรอบรู้ทุกศาสตร์ และผ่านประสบการณ์มาทั้งหมด ไม่งั้นก็ต้องเทแรงมหาศาลไปกับการปรับจูนรายละเอียดอย่างอดทน
“จากนี้ต้องดันเรื่องตั้งสตูดิโอเข้าสู่วาระอย่างจริงจังแล้ว” เขาจดไว้ในใจ
ดีที่ Journey ฉบับนี้ “ลดทอน” องค์ประกอบไปจนถึงขีดสุด จุดบอดแบบนี้จึงมีไม่มาก เจ้าหญิงกลับไปดื่มด่ำกับการสำรวจทะเลทรายได้อย่างรวดเร็ว
หลินโหยวเดินตามเงียบๆ ไม่บอกตำแหน่งรูนหรือภาพฝาผนังที่ซ่อนอยู่ ปล่อยให้มันเป็น “ประสบการณ์ของผู้เล่นคนแรก” อย่างแท้จริง
เขาเห็นเจ้าหญิงเหมือนกับเป็นคนละคน เธอยืนอุทาน “ว้าว” ใส่สะพานหินขาดขนาดใหญ่ ใช้ท่าปล่อยคลื่น Resonace ให้แพรสีแดงเรืองแสงลอยมาประกบเชื่อมสะพานทีละช่วง แล้วก็ชูกำปั้นตะโกน “เยี่ยมมาก!”
บางครั้งก็พุ่งตัวใส่รูนเรืองแสง แต่เล็งพลาดจนตกทราย แถมยังไม่แคร์ภาพลักษณ์ของตัวเอง นอนกลิ้งตัวไถไปคว้ารูนออกมาอย่างสนุกสนาน
จาก “กุลสตรีผู้สำรวม” กลายเป็น “ลิงน้อยแสนซน” อย่างเต็มรูปแบบ
หลินโหยวไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเธอจะมีมุมแบบนี้
“อา—ฮ่าฮ่าฮ่า!” ในด่านทรายไหล เจ้าหญิงโห่ร้องพลางไถลงตามกระแสทรายความเร็วสูง แต่ก็ยังไม่ลืมตะโกนเรียกหาเขา “หลินโหยว หลินโหยว เร็ว ๆ มาสไลด์ด้วยกัน สนุกมาก!”
เขาก็ไม่ปฏิเสธ ไล่ตามขึ้นมา คว้ามือเธอแล้วเหวี่ยงเธอส่งขึ้นฟ้า
“อ๊ะ!” ซือเซี่ยหลุดอุทานสั้นๆ ก่อนจะดีดผ้าคลุมอย่างชำนาญ กางแขนร่อนอย่างอิสระ แล้วเปลี่ยนทิศกลางอากาศพุ่งทะลุซุ้มหินแคบอย่างแม่นยำ ไม่กลัวเลยสักนิด
ตอนพลังจะหมดลงจนใกล้ร่วง หลินโหยวบินเข้ามาเคียงข้าง ปล่อยคลื่นสั่นพ้องแผ่ออกเป็นวงแสง เติมพลังให้เธอทันที
ซือเซี่ยเหลือบตาขึ้นมองอย่างงุนงง ทำแบบนี้ได้ด้วย
เธอจึงลองใช้สกิลสั่นพ้องตอบ โอนส่งพลังคืนให้เขาบ้าง ไม่นานก็ทำได้คล่อง
ทั้งคู่ผลัดกันไล่ล่า ร่อนและสไลด์ไปบนทะเลทราย สลับดีดปีกขึ้นบิน เรียกหากันกลางเวหา ส่งเสียงสั่นพ้องเพื่อเสริมพลังซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง เล่นกันจนลืมโลก เจ้าหญิงหัวเราะคิกคักเหมือนเด็ก
ลอดซุ้มหินไปหลายระลอก ทั้งสองก็มาถึงปลายกระแสทราย ก่อนเข้าสู่โถงแนวนอน
เสาหินยักษ์ตั้งเรียงกันอย่างเงียบสงบ แพรสีแดงลู่ลมเป็นระยะๆ ภายนอกระเบียงคือซากอารยธรรมที่เก่าแก่เกินกว่าที่คนจะนับไหว ไกลออกไปก็คือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่าน
ใต้ไหล่เขาปกคลุมไปด้วยหมอก แต่ดวงอาทิตย์ยักษ์กลับถูกยอดเขาบดบังไปถึงครึ่ง ผ่าตรงกึ่งกลางอย่างสมมาตร ปล่อยออร่าสีทองอมส้มอบอุ่น อ่อนนุ่ม แสงสะท้อนผืนทรายเป็นประกายสีทอง กลบรั้วระเบียงทั้งผืนให้ละมุนละไม
ทั้งคู่ไหลไปกับทรายไม่หยุด เสาหินถูกทิ้งไว้ข้างหลังทีละต้น
ท่ามกลางภาพอันแสนงดงามและสะกดอารมณ์เช่นนี้ ซือเซี่ยก็ค่อย ๆ เงียบลง เธอรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก ความซาบซึ้งอุ่นร้อนเอ่อขึ้นจากอก อบอวลไปทั้งร่าง
เธอหันมองหลินโหยวที่ยืนดูวิวข้างกาย หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ รอยยิ้มผุดขึ้นริมฝีปาก
พอหลินโหยวหันมา เธอก็รีบเบือนหน้าหลบ แต่ยิ่งเม้มปากเท่าไหร่ ก็ลบรอยยิ้มตรงมุมปากไม่มิด เธอยกมือปิดแก้มด้วยความเขิน หัวใจยิ่งเต้นแรง หน้าก็เริ่มแดงแจ๋เป็นมะเขือเทศ
เธอโชคดีที่ทั้งคู่คลุมผ้าคลุมสีแดงอยู่ และทั้งโลกตอนนี้ก็กำลังอาบแสงอาทิตย์สีทอง เลยไม่ถูกเขาจับสังเกต
พ้นระเบียงไปก็คือการทิ้งดิ่งยาว ลงสู่ความมืดสนิท หรือก็คือปากทางของด่านใต้ดิน
แต่เวลาของพวกเขาวันนี้ก็มาถึงปลายทางแล้ว
เสี่ยวเมิ่งส่งสัญญาณเตือนหลินโหยว ว่าบอดี้การ์ดของเจ้าหญิงกำลังเคาะประตู
เขาเลยบอกซือเซี่ย “คงต้องจบไว้ก่อนแค่นี้ล่ะนะ บอดี้การ์ดของเธอมาเคาะประตูแล้ว”
“หา ไม่เอา!” เจ้าหญิงเผลอเอ่ยเสียงคัดค้าน แต่ในใจก็ฉุกคิด “ตอนนี้กี่โมงแล้ว”
ระบบยังไม่มีพาเนลเวลาให้กับผู้เล่น เธอเลยไม่รู้
เขาดึงพาเนลขึ้นมาดู “เราเล่นกันมาเกือบสามชั่วโมงแล้ว”
“นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันไม่รู้สึกเลย!”
“พอแค่นี้ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวคุณบอดี้การ์ดคงทุบประตูเข้ามาแทนแล้วล่ะ”
ว่าแล้ว หลินโหยวพาเจ้าหญิงออกจากโลกเสมือน