เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 ไดอารี่แห่งอนาคต

บทที่ 1 ไดอารี่แห่งอนาคต

บทที่ 1 ไดอารี่แห่งอนาคต


"ฮ้าว..."

โจวเฉียงหาวหวอดใหญ่ ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า วันนี้เป็นวันหยุดของเขา นานทีปีหนถึงจะได้นอนตื่นสายตามธรรมชาติแบบนี้ ถือเป็นความหรูหราอย่างหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียว

โจวเฉียงเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปี ทำอาชีพเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในบริษัทแห่งหนึ่ง หน้าที่หลักคือพาลูกค้าไปดูบ้าน เช่าบ้าน และซื้อบ้าน ขอแค่ขายออกไปได้ เขาก็จะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นกอบเป็นกำ

วงการนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เป็นอาชีพที่เข้าถึงง่าย ไม่สนวุฒิการศึกษา ดูที่ความสามารถล้วนๆ รายได้ของคนในวงการนี้จึงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว คนที่ขายไม่ได้ก็ได้แต่รับเงินเดือนขั้นต่ำ เดือนละสองสามพันหยวน พอแค่ประทังชีวิตไปวันๆ

ส่วนนายหน้าที่มีฝีมือ แค่ขายวิลล่าราคาหลายสิบล้านได้สักหลัง ก็ฟันค่าคอมมิชชันได้หลายแสนหยวนแล้ว นี่จึงเป็นวงการที่เต็มไปด้วยโอกาสและกำไรมหาศาล ดึงดูดหนุ่มสาวไฟแรงที่มีความฝันอยากขุดทองให้ตบเท้าเข้ามาไม่ขาดสาย

ค่าคอมมิชชัน หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าค่าคอมคือศัพท์เทคนิคในวงการขาย พูดง่ายๆ ก็คือส่วนแบ่งจากการขายนั่นแหละ เป็นเงินโบนัสที่ได้จากการขายสินค้านั้นๆ

ตอนที่โจวเฉียงเรียนจบใหม่ๆ เขาก็เคยหางานมั่นคงทำเหมือนกัน แต่งานพวกนั้นรายได้ไม่สูงนัก ลำพังแค่จ่ายค่าเช่าห้อง ซื้อเสื้อผ้า ใส่ซองงานสังคม จ่ายบัตรเครดิต ก็แทบไม่เหลือเงินเก็บ กระเป๋าสตางค์สะอาดเอี่ยมอ่องยิ่งกว่าใบหน้าเสียอีก

อย่าว่าแต่จะซื้อบ้านในปักกิ่งเลย แค่เงินจะซื้อห้องน้ำสักห้องยังเก็บไม่พอด้วยซ้ำ

จนกระทั่งในงานเลี้ยงรุ่นครั้งหนึ่ง เขาได้ยินเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นนายหน้าอสังหาฯ คุยโวโอ้อวดว่าขายวิลล่าหลังเดียวได้เงินตั้งหลายแสน เศรษฐีกว้านซื้อตึกยกแถว หรือไม่ก็ได้พานักศึกษาสาวสวยจากวิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่งไปดูห้องเช่า...

แล้วจากนั้น ทั้งสองคนก็... อะนะ...

สรุปสั้นๆ คือโจวเฉียงเกิดกิเลส การเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ไม่มีทางทำให้เขารวยได้ สู้เอาแรงกายแรงใจตอนที่ยังหนุ่มยังแน่นไปเสี่ยงดูสักตั้ง ดีกว่านั่งหายใจทิ้งไปวันๆ ในออฟฟิศ

แต่พอได้มาสัมผัสงานนายหน้าจริงๆ โจวเฉียงถึงได้รู้ว่าน้ำในวงการนี้มันลึกและเชี่ยวกรากแค่ไหน นายหน้าที่ขายวิลล่าโกยเงินล้านน่ะมีจริง แต่นับหัวได้เลย ส่วนนายหน้าที่จีบสาวสวยจากวิทยาลัยภาพยนตร์ติดก็มีเหมือนกัน แต่คนพวกนั้นหล่อลากดินอยู่แล้ว ต่อให้ไม่เป็นนายหน้า สาวๆ ก็วิ่งเข้าหาอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม โจวเฉียงต้องยอมรับว่า แม้งานนายหน้าจะเหนื่อยและรายได้ไม่แน่นอน แต่โดยรวมแล้วก็ยังหาเงินได้มากกว่างานประจำที่เคยทำ ชีวิตการทำงานก็มีสีสันกว่า เขาไม่เสียใจที่เลือกทางเดินนี้ และยังคงมีความฝันที่จะขายวิลล่าให้ได้สักหลัง

ใช่แล้ว... แม้จะทำงานมาพักใหญ่ แต่โจวเฉียงยังไม่เคยขายวิลล่าได้เลยสักหลัง เพราะการแข่งขันในวงการนี้สูงลิ่ว ปักกิ่งมีนายหน้านับแสนคน แต่วิลล่าขายออกปีละไม่กี่พันหลัง เฉลี่ยแล้วต้องแย่งชิงกับนายหน้านับร้อยคนกว่าจะได้สักเคส นอกจากความเก่งแล้ว ดวงก็สำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับอาชีพนายหน้าอสังหาฯ โจวเฉียงรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียด รักวินาทีที่เซ็นสัญญา มันช่างฮึกเหิมและภาคภูมิใจสุดๆ แต่ที่น่าเศร้าคือ ช่วงเวลาแห่งการเซ็นสัญญานั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน

...

หลังจากลุกจากเตียง โจวเฉียงล้างหน้าแปรงฟันอย่างลวกๆ แล้วคว้าแอปเปิลมาแทะ ปกติงานยุ่งจนต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดกลับดึกดื่น ไม่มีเวลาทำความสะอาดห้อง สภาพห้องจึงรกอย่างกับรังหนู วันนี้ได้หยุดพอดี เขาเลยถือโอกาสสังคายนายกใหญ่เสียเลย

ขณะที่กำลังกวาดพื้น โจวเฉียงกวาดเจอสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากใต้โต๊ะ สมุดเล่มนั้นหนาเตอะและดูเก่าคร่ำครึ เขาหยิบมันขึ้นมาดู

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเปิดดูหน้าแรก ก็เห็นข้อความเขียนไว้ว่า:

6 กรกฎาคม 2015 ท้องฟ้าแจ่มใส

บ้าจริง ปักกิ่งนี่จะอยู่ยากขึ้นทุกวันแล้วนะ ยัยเจ้าของบ้านจอมงกขึ้นค่าเช่าอีกแล้ว แถมรวดเดียวตั้งสองร้อยหยวน เจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน

อ่านมาถึงตรงนี้ โจวเฉียงก็ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เพราะวันที่ระบุไว้คือ วันนี้ และตอนนี้เพิ่งจะเช้าตรู่ ใครที่ไหนจะตื่นมาเขียนไดอารี่แต่เช้า ปกติเขาต้องเขียนตอนกลางคืนไม่ใช่เหรอ

ด้วยความสงสัย เขาพลิกไปหน้าถัดไป วันที่ระบุคือ 7 กรกฎาคม 2015 ซึ่งเป็นวันพรุ่งนี้ ยิ่งตกใจหนักเข้าไปอีก เขาเปิดข้ามไปเรื่อยๆ ก็พบว่าวันที่ในสมุดล้วนเป็นวันที่ในอนาคต หรือจะบอกว่านี่คือ ไดอารี่แห่งอนาคต อย่างนั้นหรือ?

"เล่นบ้าอะไรเนี่ย?"

โจวเฉียงบ่นพึมพำ พลิกดูสมุดบันทึกต่อไปเรื่อยๆ สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด เขาพบว่าลายมือในสมุดนั้นเหมือนลายมือของเขาเปี๊ยบ ถ้าไม่ติดเรื่องวันที่ เขาคงคิดว่าตัวเองเป็นคนเขียนเองกับมือ

"นี่มันเรื่องอะไรกัน? มีคนเลียนแบบลายมือมาแกล้งฉันเหรอ? ใครจะว่างขนาดนั้น" โจวเฉียงคิดในใจ

"ก๊อก ก๊อก ก๊อก" เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

โจวเฉียงเก็บความสงสัยไว้ก่อน มือซ้ายถือสมุดบันทึก มือขวาเปิดประตู ด้านนอกมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ ผมยาวสลวยสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียว

"พี่หลี่ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" โจวเฉียงมองผู้มาเยือน หญิงสาวคนนี้ชื่อหลี่ซือฉี เป็นเจ้าของห้องเช่าที่เขาอยู่นั่นเอง

"โจวเฉียง เธอนี่ยุ่งน่าดูเลยนะ เมื่อวานวันอาทิตย์พี่มาหา ก็ไม่เจอตัว" หลี่ซือฉีเอ่ยทัก

"งานบริการก็แบบนี้แหละครับ วันหยุดนักขัตฤกษ์จะยิ่งยุ่งเป็นพิเศษ" โจวเฉียงตอบปัดๆ ไปพลางกำสมุดบันทึกในมือซ้ายแน่น สีหน้าเริ่มฉายแววประหลาดใจ พลางคิดในใจว่า ในสมุดบอกว่าวันนี้เจ้าของบ้านจะมาขึ้นค่าเช่า แล้วเจ๊แกก็มาจริงๆ เป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่า...

"นั่นสินะ พี่ลืมไปได้ยังไงเนี่ย" หลี่ซือฉีพึมพำ

"เชิญเข้ามาคุยข้างในก่อนไหมครับ" โจวเฉียงผายมือเชิญ

"ไม่เป็นไรจ้ะ แค่จะคุยไม่กี่คำเอง" หลี่ซือฉีส่ายหน้าเบาๆ เธอนึกสภาพหอพักชายโสดออกว่าคงไม่ได้สะอาดสะอ้านน่าเข้าไปนั่งเล่นเท่าไหร่นัก

"ครับ" โจวเฉียงก็แค่ชวนตามมารยาท ไม่ได้คิดจะให้เข้ามาจริงๆ เหมือนกัน

ห้องที่โจวเฉียงเช่าอยู่ตอนนี้เป็นห้องแบ่งเช่าในอพาร์ตเมนต์แบบสามห้องนอน เขาเช่าแค่ห้องนอนเล็กห้องหนึ่ง พื้นที่แคบจนวางโซฟายังไม่ได้ ไม่เหมาะจะใช้รับแขกอยู่แล้ว

"เธอเช่าห้องนี้ สัญญาหนึ่งปีใช่ไหม? เดือนหน้าสัญญาก็จะหมดแล้ว พี่เลยมาถามว่าจะเช่าต่อหรือเปล่า?" หลี่ซือฉีถาม

การย้ายของเป็นเรื่องยุ่งยาก แถมที่นี่การเดินทางก็สะดวก โจวเฉียงยังไม่มีความคิดจะย้าย จึงตอบไปว่า "เช่าต่อครับ"

"งั้นพี่ต้องบอกไว้ก่อนนะ เธอทำงานนายหน้าก็น่าจะรู้ ปักกิ่งน่ะราคาบ้านเปลี่ยนทุกวัน ค่าเช่าแถวนี้ก็ขึ้นกันหมดแล้ว ของเราก็ต้องปรับเหมือนกัน" หลี่ซือฉีเกริ่น

"พี่หลี่จะขึ้นค่าเช่าเหรอครับ?" โจวเฉียงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

"ไม่ใช่แค่พี่คนเดียวนะ เจ้าของห้องในตึกนี้เขาขึ้นกันหมดแล้ว ของพี่นี่ยังถือว่าถูกนะ" หลี่ซือฉีแก้ตัว

"จะขึ้นเท่าไหร่ครับ?" สถานการณ์ตรงหน้าเริ่มเหมือนกับที่เขียนไว้ในสมุดบันทึกเป๊ะๆ หัวใจของโจวเฉียงเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ

"ไม่เยอะหรอกจ้ะ แค่สี่ร้อยเอง" หลี่ซือฉีหลบตาเล็กน้อยแล้วบอกตัวเลข

กฎเหล็กของวงการนายหน้าคือ เจ้าของบ้านโก่งราคา ผู้เช่าก็ต้องต่อรอง โจวเฉียงไม่มีทางยอมจ่ายเพิ่มสี่ร้อยง่ายๆ หรอก ไม่งั้นเสียชื่อคนทำงานสายนี้หมด

"พี่หลี่ ขึ้นทีเดียวสี่ร้อย มันเยอะไปหน่อยนะครับ ราคานี้ผมไปเช่าห้องนอนใหญ่ได้เลยนะ" โจวเฉียงแย้ง

ห้องนอนใหญ่ หรือมาสเตอร์เบดรูม คือห้องที่ดีที่สุดในบ้าน ทิศทางดี แสงเข้าถึง พื้นที่กว้างขวาง ปกติค่าเช่าจะแพงกว่าห้องนอนเล็กพอสมควร

"ห้องนอนใหญ่กับห้องนอนเล็กมันจะต่างกันสักเท่าไหร่เชียว" หลี่ซือฉีเถียง

"งั้นพี่ให้ผมย้ายไปห้องนอนใหญ่สิครับ ผมยอมจ่ายเพิ่มสี่ร้อยเลย" โจวเฉียงสวนกลับ

"อะแฮ่ม..."

หลี่ซือฉีถึงกับสะอึก กระแอมเบาๆ แก้เก้อ "เธอก็รู้นี่ว่าห้องใหญ่นั้นมีคนเช่าอยู่ สัญญายังไม่หมด พี่จะให้เธอย้ายไปได้ยังไง เขาคงไม่ยอมหรอก"

"เขาไม่ยอม ก็แปลว่าห้องใหญ่มันดีจริงไงครับ" โจวเฉียงยิ้ม

"เอาล่ะๆ เธอทำงานด้านนี้ พี่เถียงสู้เธอไม่ได้หรอก เห็นว่าเช่ากันมานาน นิสัยใจคอก็ดี ไม่มีเรื่องจุกจิกกวนใจ พี่ให้เช่าเธอก็สบายใจ" หลี่ซือฉีบ่นอุบอิบ ก่อนจะยื่นข้อเสนอใหม่ "เอาอย่างนี้ พี่ลดให้เหลือขึ้นแค่สองร้อย ต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ"

"ตกลงครับ เอาตามที่พี่ว่า" โจวเฉียงพยักหน้าตกลง เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ค่าเช่าแถวนี้ก็ขยับขึ้นจริงๆ การเพิ่มสองร้อยหยวนถือว่ารับได้ ถ้ากดราคาต่ำกว่านี้ หลี่ซือฉีคงไม่ยอมแน่

"งั้นพี่ไปล่ะ เธอทำงานต่อเถอะ" พูดจบ หลี่ซือฉีก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้โจวเฉียงยืนตัวแข็งทื่อ

เขารีบเปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นอ่านหน้าแรกอีกครั้งอย่างร้อนรน ข้อความยังคงเขียนไว้ว่า:

6 กรกฎาคม 2015 ท้องฟ้าแจ่มใส... บ้าจริง ปักกิ่งนี่จะอยู่ยากขึ้นทุกวันแล้วนะ ยัยเจ้าของบ้านจอมงกขึ้นค่าเช่าอีกแล้ว แถมรวดเดียวตั้งสองร้อยหยวน เจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน

"บ้าไปแล้ว... วันเดียวกัน เรื่องเดียวกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!" โจวเฉียงตกตะลึงสุดขีด ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

เขาพยายามตั้งสติ ปิดประตูห้องแล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้น สองมือประคองสมุดบันทึก ไล่อ่านเนื้อหาข้างในอย่างละเอียด

ยิ่งอ่าน โจวเฉียงก็ยิ่งขนลุก เพราะบันทึกเล่มนี้เขียนด้วยสำนวนภาษาของเขาชัดๆ ต่อให้เลียนแบบลายมือได้ แต่น้ำเสียงและวิธีการบ่นที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวแบบนี้ ไม่มีทางเลียนแบบกันได้แน่

เขาสุ่มเปิดไปอีกหน้าหนึ่ง เขียนไว้ว่า:

วัน… ท้องฟ้าแจ่มใส

เซ็งชะมัด ลูกค้าเสี่ยหวัง ดันไปเซ็นสัญญากับบริษัทฮุ่ยทง ซื้อห้องชุดที่จื่อจิงคอนโด ตึก 9 ห้อง 2603 ถ้าฉันรู้ก่อนว่าห้องนี้ประกาศขาย ฉันต้องปิดดีลนี้ได้แน่ๆ ค่าคอมมิชชันห้าหมื่น... ปลิวไปแล้ว!!!

...

วันหนึ่ง ท้องฟ้าครึ้ม

แข่งชิงตำแหน่งผู้จัดการร้านกับหลิวเฉวียน นึกว่านอนมาเห็นๆ สรุปฉันตกรอบ!

เป็นไปได้ยังไง? ฉันจะตกรอบได้ยังไง!

ตอนไปกินเหล้าตอนเย็น พี่หวังถึงมาบอกข่าววงในว่า หลิวเฉวียนยัดเงินใต้โต๊ะให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคล

เจ็บใจว่ะ ถ้ารู้ทันเร็วกว่านี้ คนที่ได้เป็นผู้จัดการร้านต้องเป็นฉันแน่ๆ

...

ถนนเยว่จิ้นมีการสร้างโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำขึ้นใหม่ หมู่บ้านแถวนั้นเลยกลายเป็นเขตพื้นที่การศึกษา ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรพุ่งขึ้นหลายพันหยวน ถ้ารู้ข่าวนี้เร็วกว่านี้ ไปหาซื้อบ้านแถวนั้นสักหลังแล้วขายต่อคงฟันกำไรได้หลายแสน

น่าเสียดาย กว่าจะรู้ข่าว ตลาดก็วายไปหมดแล้ว

โจวเฉียงสูดหายใจเข้าลึกๆ หลังจากไล่อ่านบันทึก เขาตั้งสมมติฐานอย่างกล้าหาญว่า ไดอารี่เล่มนี้เขาต้องเป็นคนเขียนเองแน่ๆ เพียงแต่เป็นตัวเขาในอนาคตเขียน แล้วด้วยเหตุผลบางอย่าง มันจึงย้อนเวลากลับมาอยู่ในมือเขาในปัจจุบัน

แม้สมมติฐานนี้จะดูเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเหตุผลเดียวที่อธิบายเรื่องราวทั้งหมดได้

โจวเฉียงไม่ได้เขียนไดอารี่ทุกวัน เขาจะเขียนเฉพาะเวลาที่เจอเรื่องดีใจสุดๆ หรือเสียใจสุดๆ เท่านั้น เหมือนเป็นการระบายอารมณ์

วันนั้นทั้งวัน โจวเฉียงไม่ได้ทำอะไรเลย เขาเอาแต่นั่งศึกษาสมุดบันทึกเล่มนี้ เรื่องน่ายินดีมีน้อย เรื่องน่าเสียดายมีเยอะ โจวเฉียงอ่านไปก็เจ็บใจไป มีหลายดีล หลายเหตุการณ์ที่พลาดไปแค่นิดเดียว ยิ่งรู้แบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย

แต่ทว่า... เมื่อมีไดอารี่เล่มนี้เป็นเข็มทิศนำทาง ความล้มเหลวและความเสียใจที่เคยเกิดขึ้นเหล่านั้น อาจจะถูกเขียนขึ้นมาใหม่ก็ได้

จบบทที่ บทที่ 1 ไดอารี่แห่งอนาคต

คัดลอกลิงก์แล้ว