- หน้าแรก
- ระบบจอมวายร้าย ขอโทษที พอดีผมร้ายกว่าระบบ
- บทที่ 18 - แสงแห่งรุ่งอรุณ
บทที่ 18 - แสงแห่งรุ่งอรุณ
บทที่ 18 - แสงแห่งรุ่งอรุณ
บทที่ 18 - แสงแห่งรุ่งอรุณ
ท้องฟ้าหลังจากพายุผ่านพ้นไปแล้วดูสดใสและเป็นสีครามยิ่งกว่าเดิม
ลำแสงสายหนึ่งสาดส่องลงมาจากความว่างเปล่า อาบไล้ร่างที่หมดสติของเสวียนอี
ท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สิบมองร่างเสวียนอีที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นในลำแสง พลางเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย
แต่กลับถูกกู้เทียนเกอขวางไว้
ท่านสิบหันไปมองกู้เทียนเกออย่างสงสัย
กู้เทียนเกอจิบเหล้าช้า ๆ พลางกล่าวว่า "เจ้าลองดูดี ๆ สิว่านั่นแสงอะไร"
ได้ยินเช่นนั้น ท่านสิบรีบตรวจสอบอย่างละเอียด
"นี่มันอะไรกัน?"
"น่าจะเป็น 'แสงแห่งรุ่งอรุณ' ในตำนาน"
"แสงแห่งรุ่งอรุณที่มอบความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัดน่ะหรือ?"
"อืม"
ภายในแสงแห่งรุ่งอรุณ เสวียนอีรู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว ร่างกายผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในภวังค์ เขาเหมือนสัมผัสได้ถึงมือคู่ใหญ่ที่อ่อนโยนกำลังนวดเฟ้นร่างกาย
สางเส้นชีพจรที่ติดขัด เยียวยาบาดแผลที่ได้รับ
เมื่อแสงสุดท้ายจางหายไป เสวียนอีก็ฟื้นตัวจากการระเบิดอย่างสมบูรณ์
ในเวลานี้ บรรดาผู้นำสูงสุดของขั้วอำนาจต่าง ๆ ต่างตื่นตัวกันถ้วนหน้า ฝั่งพันธมิตรของตระกูลกู้ย่อมยินดีปรีดา
ส่วนพวกยมโลก เก้าสวรรค์ และเขตหวงห้ามแห่งชีวิต ต่างเจ็บใจที่ไม่สามารถสังหารเสวียนอีได้ในคราวเดียว
พวกเขารู้ดีว่าโอกาสที่จะสังหารเสวียนอีในอนาคตคงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
แม้ตอนนี้เสวียนอีจะเปลือยเปล่า แต่มีแสงคล้ายแสงศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกมาจากตัว ทำให้คนภายนอกจึงมองไม่เห็นสิ่งใด
เสวียนอีก้มมองร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเอง ทีแรกก็หลงตัวเองยืนชมความงามอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขายืนอยู่กลางลานกว้าง
เขารีบคว้าชุดจากแหวนมิติมาใส่ทันที
บรรดาบรรพชนศักดิ์สิทธิ์พุ่งตัวมาถึงหน้าเสวียนอีทันที
บรรพชนและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็รีบตามมาติด ๆ
พวกเขาเข้ามารุมตรวจสอบอาการของเสวียนอีกันยกใหญ่ ด้วยความเกรงว่าจะมีอาการบาดเจ็บตกค้าง
กู้ฉางเฟิงแหวกเหล่าบรรพชนเข้ามาใกล้ พลางสอบถามด้วยความเป็นห่วงว่า "ลูกรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?"
เสวียนอีตอบว่า "วางใจได้เลยครับพ่อ ลูกสบายดีมากจริงๆ"
ท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สิบอดรนทนไม่ไหว รีบถามว่า "กายาเซียนแห่งมหาเต๋าของเจ้าตื่นขึ้นถึงระดับใดแล้ว?"
กู้เทียนเกอพูดแทรกขึ้นมาว่า "เดี๋ยวค่อยคุยเรื่องนั้น ให้พวกเขาตรวจร่างกายให้เสร็จก่อน"
"ก็ได้"
เหล่าบรรพชนดำเนินการตรวจร่างกายอย่างพิถีพิถัน จนถึงขั้นแทบจะเปิดปากดูฟันว่าโยกคลอนหรือไม่
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าเสวียนอีแข็งแรงดีเยี่ยม พวกเขาจึงยอมปล่อยเสวียนอีและคณะของท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สิบให้เคลื่อนย้ายไป
ท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สิบโบกมือ นำเสวียนอี กู้เทียนเกอ ท่านย่าเก้า และบรรพชนสิบสอง เข้าสู่แดนบรรพชนทันที
ท่านบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สิบห้าถามขึ้นทันทีว่า "เจ้าหนูเสวียน ลองเล่ามาซิว่ากายาเซียนของเจ้านั้นเป็นเช่นไรกันแน่"
เสวียนอีลองสัมผัสร่างกายตัวเองแล้วตอบว่า "จะให้พูดอย่างไรดีล่ะครับ... ลูกรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกายาเซียนอีกต่อไปแล้ว"
"หือ?" ทุกคนต่างแสดงสีหน้างุนงง
ท่านสิบห้านึกขึ้นได้ จึงหันไปถามกู้เทียนเกอว่า "จริงสิ ตาแก่ขี้เมา ตอนสุดท้ายเจ้าใส่สิ่งใดลงไปในนั้น?"
"นั่นคือ 'แก่นไม้โลก' ที่แห้งเหี่ยว ซึ่งข้าไปเจอมาจากแดนดับสูญแห่งหนึ่ง" ตาแก่ขี้เมาเรอเสียงดังและตอบอย่างไม่ยี่หระ
ท่านสิบห้าร้องเสียงหลง "หา? แก่นไม้โลกอย่างนั้นหรือ? ของแบบนี้เจ้าก็กล้าใช้รึ!?"
ต้นไม้โลกคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถือกำเนิดพร้อมโลกเลยเชียวนะ
เพียงแค่กิ่งก้านเล็กๆ ของมัน หากนำไปประมูล ก็มากพอที่จะทำให้ขั้วอำนาจระดับสูงถึงกับต้องหมดเนื้อหมดตัวไปได้เกือบครึ่งหนึ่ง
แล้วนี่เจ้ากล้านำแก่นไม้มาใช้เลยอย่างนั้นหรือ?
กู้เทียนเกอโบกมือและดื่มเหล้าต่อ "ก็แค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นแหละ ก่อนหน้านี้ก็เคยให้เจ้าหนูเต้าอีไปหน่อยหนึ่งแล้ว"
"ถ้างั้นแบ่งให้ข้าบ้างสิ ข้ารู้สึกว่าข้าเองก็ยังพอมีแววรุ่งเรืองอยู่บ้างนะ" ท่านสิบห้ากล่าวอย่างหน้าไม่อาย
ท่านบรรพชนสิบเริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป "พวกเราควรจะตรวจดูกายาเซียนของเจ้าหนูเสวียนกันก่อนดีหรือไม่"
"โอ๊ะ ใช่แล้วสิ เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเลย เจ้าหนูเสวียน กายาของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" ท่านสิบห้าเอ่ยถาม
(กายาเทพว่าด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายและพลังเลือดลม ส่วนกายาเซียนเกี่ยวข้องกับความเร็วในการฝึกฝน ความสอดคล้องกับวิถีแห่งเต๋า และความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียร)
"ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจครับ ดูเหมือนว่ากระดูกมารบรรพกาลกับกายาเซียนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันไปโดยสมบูรณ์แล้ว ผมไม่สามารถสัมผัสถึงกระดูกมารได้เลย แถมยังมีเรื่องของ..." เสวียนอีตอบ
"แถมอะไรอีก" ท่านสิบถามอย่างใคร่รู้
"กระดูกเปลี่ยนสีครับ" เสวียนอีพูดไม่ทันจบประโยค ท่านสิบก็คว้ามือของเสวียนอีไปตรวจสอบทันที
"นี่เจ้า... อื้ม... ฮึ่ย... ซี้ด..." สีหน้าของท่านสิบแปรเปลี่ยนไปมาอย่างต่อเนื่อง
"ท่านสิบอย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ ผมไม่ได้ท้องนะ" เมื่อเห็นสีหน้าของท่านสิบแล้ว เสวียนอีก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
"กระดูกของเจ้าผสานเข้ากับกายาเซียนได้จริง ๆ แถมผงธุลีของไม้โลกยังสร้าง 'โลกภายใน' ขึ้นมาในตัวเจ้าด้วย แต่มันมีขนาดเพียงหนึ่งลูกบาศก์เมตรเท่านั้น"
"และดูเหมือนจะมีเศษเสี้ยวของแสงแห่งรุ่งอรุณตกค้างอยู่ในตัวเจ้าด้วย" ท่านสิบกล่าวเสริม
"อะไรนะครับ? จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่ครับ" เสวียนอีถามอย่างกังวล เขาไม่รู้จักแสงแห่งรุ่งอรุณ แต่การที่มีสิ่งตกค้างอยู่ในร่างกายก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี
"เจ้าเด็กบ้า! ตลอดชีวิตจะมีสักกี่คนที่เคยเห็นแสงแห่งรุ่งอรุณกันเชียว นี่เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือที่อาศัยผงไม้โลกกักเก็บเศษเสี้ยวของมันไว้ได้" ท่านสิบกล่าวพลางกระโดดตบศีรษะเสวียนอีเสียงดัง 'เพี้ยะ'
"ในช่วงสองสามวันนี้ เจ้าจงฝึกฝนอยู่ในแดนบรรพชนไปก่อนเถิด พวกตาแก่อย่างข้าจะขอใช้เวลาในการศึกษาสิ่งนี้สักหน่อย" ท่านสิบโบกมือ ก่อนจะหายตัวไปในทันที
ทิ้งไว้เพียงท่านย่าเก้า ท่านบรรพชนสิบสอง และเสวียนอี
ท่านบรรพชนสิบสองหัวเราะ "หึ ๆ ดูท่าเจ้าคงถูกทิ้งไว้ให้พวกข้าสองคนดูแลแล้วล่ะ"
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ฉุดลากเสวียนอีเข้าสู่ห้วงแห่งการฝึกฝนอันโหดร้ายราวกับขุมนรก
ในตอนเช้าฝึกวิชาโกลาหลแห่งเต๋า กลางวันฝึกวิชามิติกายา ยามบ่ายฝึกความทนทานของร่างกาย ส่วนยามค่ำคืนต้องแช่น้ำยาสมุนไพรเพื่อบ่มเพาะพลัง
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วปานฝัน เสวียนอีถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงจนร่างกายหมุนติ้วราวกับลูกข่าง แม้ทุกวันจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ทว่าก็คุ้มค่าแก่การทุ่มเทอย่างยิ่ง
ในที่สุด ท่านสิบและคณะก็กลับมาถึง
“โอ้ เจ้าหนูเสวียนยังอุตส่าห์รอดมาได้แฮะ” เมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของเสวียนอี ท่านสิบก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาจเป็นเพราะถูกเด็กผู้นี้ก่อกวนจนปวดเศียรเวียนเกล้าไปหลายคราก็เป็นได้
“พวกข้าได้ค้นตำราเก่าแก่มาเป็นจำนวนมาก การผสานร่างของเจ้าก่อให้เกิดกายาที่คล้ายคลึงกับ 'กายาจักรพรรดิเซียนภูต' ตามที่บันทึกไว้ในตำรา ทว่าร่างกายของเจ้ายังคงคุณสมบัติพื้นฐานของกายาเซียนไว้เกือบทั้งหมด”
“และหากพูดถึงกายาเซียนแล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้าก็น่าจะอยู่ในระดับ 'กายากึ่งจักรพรรดิเซียน'”
“ทว่าเพราะมีการผสมผสานของกระดูกมารเข้ามาด้วย กายาเซียนของเจ้าจึงแข็งแกร่งกว่ากายากึ่งจักรพรรดิเซียนอยู่เล็กน้อย”
“สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กายาเซียนของเจ้าไม่มีนิมิตแบบเซียนเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายมารอย่างเต็มเปี่ยม”
“พวกข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“แต่สำหรับกลิ่นอายของกระดูกมารในตัวเจ้านั้น มีการบันทึกไว้ในตำราอย่างละเอียด”
“กระดูกมารของเจ้าได้รับการชำระล้างด้วยกลิ่นอายเซียนถึงสองครั้ง ความเป็นมารปะทะเข้ากับความเป็นเซียน ทำให้กระดูกมารของเจ้าได้วิวัฒนาการไปสู่จุดสูงสุดที่มิอาจเทียบได้กับโลกนี้”
“นั่นคือ 'กระดูกเหนือโลก' นั่นเอง”
“เจ้าลองกระตุ้นนิมิตของมันดูสิ” ท่านสิบอธิบายผลการค้นคว้าให้เสวียนอีฟัง
เสวียนอีทำตามที่ท่านสิบบอก ใช้จิตกระตุ้นกระดูกเหนือโลกและกายาเซียนขึ้นมาทันที
ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็พลันแผ่รัศมีศักดิ์สิทธิ์จนมิอาจมีผู้ใดล่วงเกินได้ พร้อมกับปรากฏนิมิตต่าง ๆ ขึ้นรายล้อมรอบกาย
จอมมารแบกเกี้ยว เซียนพากันก้มกราบ เงาปีศาจรายล้อม จากนั้นพลันมีเสียงดนตรีเซียนและเสียงกระซิบของปีศาจดังประสานก้อง
(จบแล้ว)