- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 12 รอคอยโอกาส
ตอนที่ 12 รอคอยโอกาส
ตอนที่ 12 รอคอยโอกาส
การเข้าเวรสำรองของหน่วยป้องกันร่วมไม่ได้มีกฎระเบียบเข้มงวดนัก เดิมทีพรุ่งนี้กลางคืนควรจะเป็นเวรของกลุ่มจางเจี้ยนชวน แต่ตราบใดที่ไม่มีเรื่องพิเศษอะไร แค่บอกกล่าวกับผู้นำของสถานีสักคำก็สามารถกลับบ้านได้
ตอนออกมาจากสถานีตำรวจ จางเจี้ยนชวนเหลือบมองนาฬิกาแขวนที่อยู่บนผนังด้านนอก เกือบจะหกโมงเย็นแล้ว
จักรยานเป็นของเถียนกุ้ยหลง เป็นจักรยานยี่ห้อซานชวน รุ่น 28 นิ้วแบบเสริมความแข็งแรง ต่อให้ซ้อนชายร่างกำยำก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่แฮนด์รถไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไหร่
แต่สำหรับจางเจี้ยนชวนที่สูงถึงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบแปดเซนต์ นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย เขากระโดดขึ้นคร่อมจักรยาน แล้วก็ปั่นออกไป
จักรยานเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน มุ่งหน้าไปยังสถานีอนามัยของเมือง
ผู้แนะนำซุนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จางเจี้ยนชวนไม่ได้ไปเยี่ยมหลายวันแล้ว วันนี้เลยถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย
เขาไม่ได้ซื้ออะไรไปเลย ไปมือเปล่าแบบนี้แหละ ความจริงก็คือในกระเป๋าไม่ค่อยมีเงิน แน่นอนว่าด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อของไปเยี่ยมบ่อย ๆ
ทำงานหน่วยป้องกันร่วม เงินเดือนประจำตำแหน่งเดือนละสี่สิบแปดหยวน ค่าเบี้ยเลี้ยงเข้าเวรวันละห้าเจี่ยว (0.5 หยวน) ทั้งเวรหลักและเวรรองก็นับหมด เดือนหนึ่งก็ได้ประมาณสิบเอ็ดหยวน รวมกันแล้วก็เกือบหกสิบหยวน ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
อยู่ที่สถานีตำรวจกินข้าวฟรี แต่ก็อย่าไปคาดหวังว่าจะได้กินดีเป็นที่น่าพอใจนัก
บางครั้งบางคราวก็ต้องออกไปซื้อพวกกับแกล้มเย็น ๆ หรือของพะโล้ในเมืองมาเป็นกับข้าวเพิ่ม ทุกคนในสถานีก็จะผลัดกันเป็นเจ้ามือ
พวกตำรวจที่เป็นทางการเงินเดือนสูงกว่า ความถี่ในการเลี้ยงก็จะบ่อยกว่าหน่อย แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันร่วมก็ไม่สามารถขี้เหนียวได้เหมือนกัน พอหมดเดือน ค่าเบี้ยเลี้ยงสิบเอ็ดหยวนนี่ก็แทบจะหายไปครึ่งหนึ่ง
เงินนี่ไม่พอใช้จริง ๆ นะ จางเจี้ยนชวนอดถอนหายใจในใจไม่ได้ นี่ขนาดว่าเขาเป็นคนไม่สูบบุหรี่นะ
จางเจี้ยนชวนไปถึงชั้นสองของสถานีอนามัย เขาเคาะประตู แล้วก็ได้ยินเสียงแหบแห้งเหมือนฆ้องแตกดังออกมาจากข้างใน “เข้ามา”
ใบหน้าที่ดำคล้ำบวกกับเส้นผมที่ขาวโพลน ดูเหมือนว่าไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วันก็ดูแก่ชราลงไปไม่น้อย จางเจี้ยนชวนรีบเรียก “ลุงซุน!”
ซุนเต๋อฟางเห็นจางเจี้ยนชวนเข้ามาก็ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่เหลืองอ๋อย “เจี้ยนชวน มาแล้วเหรอ? นั่งสิ”
จางเจี้ยนชวนเพิ่งจะนั่งลง ซุนเต๋อฟางก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “เมื่อวานที่หลัวเหอเกิดคดีฆ่าคนตาย จับคนได้แล้วเหรอ? สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”
“จับได้แล้วครับ” จางเจี้ยนชวนสรุปสถานการณ์ให้ฟังคร่าว ๆ
ซุนเต๋อฟางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน กว่าจะเอ่ยปาก “อืม ฉินจื้อปินนับว่าโชคดีนะ ได้เก็บส้มหล่น ส่วนนายน่ะ ขาดทุนย่อยยับเลย...”
“ลุงซุนครับ ความจริงก็ไม่เชิงหรอกครับ กระสุนนัดนั้นของพี่ปินก็มีส่วนสำคัญมาก...”
คำอธิบายของจางเจี้ยนชวนถูกซุนเต๋อฟางขัดจังหวะ “พอแล้วน่า ฉันรู้ ใครใช้ให้นายไม่เปลี่ยนสถานะเป็นทหารอาสาตั้งแต่อยู่ในกองทัพล่ะ? ถ้านายปลดประจำการกลับมาในฐานะทหารอาสา ป่านนี้ก็ได้เป็นตำรวจไปแล้ว ความดีความชอบครั้งนี้อย่างน้อยก็ได้เหรียญกล้าหาญชั้นสามแน่นอน ช่างเถอะ เหล่าหม่าไม่ใช่คนไร้น้ำใจ เดี๋ยวเขาก็คงมีอะไรตอบแทนบ้างแหละ...”
“เหะ ๆ ลุงซุนครับ ถ้าผมเปลี่ยนเป็นทหารอาสาจริง ๆ อย่างน้อยก็ต้องรับราชการต่ออีกแปดปีถึงจะได้กลับมานะครับ อีกอย่าง ต่อให้กลับมาก็คงได้กลับไปเป็นคนงานในโรงงานนั่นแหละ ไม่ได้เข้ากรมตำรวจหรอก” จางเจี้ยนชวนไม่ได้ตอบครึ่งหลังของประโยคที่ซุนเต๋อฟางพูด เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ผมแค่อยากกลับมาเร็ว ๆ หรอกครับ”
“ไม่ได้เรื่อง!” ซุนเต๋อฟางพูดอย่างฉุนเฉียว “พ่อของนายตอนเป็นทหารก็สันดานนี้แหละ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีทะเบียนบ้านในเมือง พอกลับมาก็ยังหางานเข้าโรงงานทำได้ แล้วนายล่ะ?”
“งั้นวันหลังก็ต้องพึ่งลุงซุนช่วยจัดการเรื่องเปลี่ยนสถานะให้ผมแล้วล่ะครับ” ตระกูลจางกับซุนเต๋อฟางมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก ดังนั้นจางเจี้ยนชวนจึงพูดจาอย่างไม่ถือสา
“พูดง่ายนี่หว่า ปีหนึ่งทั้งเขตมีโควตาเปลี่ยนสถานะได้กี่คน? พวกนั้นมันต้องมีคุณสมบัติเพียบพร้อม ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นพวกที่เส้นใหญ่คับฟ้า จะมาถึงตานายได้ไง?” ซุนเต๋อฟางพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ลุงซุนครับ ไม่มีโอกาสเลยสักนิดเลยเหรอ?” จางเจี้ยนชวนถามออกไปเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
แน่นอนว่าประโยคนี้ของจางเจี้ยนชวนไม่ได้ถามแค่ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนสถานะเท่านั้น แต่ยังซ่อนความหมายอื่นที่ลึกซึ้งกว่านั้นไว้ด้วย
“ต่อให้มีโอกาส มันก็ไม่ได้อยู่ที่สถานีตำรวจหรอก” ซุนเต๋อฟางอ่านความคิดของจางเจี้ยนชวนออก
สหายร่วมรบเก่าเอาลูกชายมาฝากไว้กับเขา ก็ไม่ใช่เพราะว่าหมดหวังที่จะได้เข้าโรงงานทอผ้า เลยต้องมาหาลู่ทางในหน่วยงานท้องถิ่นหรอกหรือ ไม่ใช่แค่เรื่องการเปลี่ยนสถานะ แต่เขาอยากได้งานการที่มั่นคง แต่หนทางสายนี้ทั้งคับแคบและยากลำบากเหมือนกัน
เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “รอดูวันข้างหน้าแล้วกัน ว่าตามตำบลต่าง ๆ พอจะมีโอกาสอะไรบ้างไหม”
หลังจากอยู่ที่สถานีอนามัยครึ่งชั่วโมง จางเจี้ยนชวนก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังโรงงานทอผ้าฮั่นโจว
เมืองตงป้าถือได้ว่าเป็นทำเลทองของอำเภออันเจียงเลยทีเดียว ในบรรดาสิบแปดตำบลในสี่เขตทางใต้ เมืองตงป้าตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางพอดี มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุด
ทั้งถนนหลวงหมายเลข 366 และทางรถไฟสายฮั่นเจียต่างก็ตัดผ่านที่นี่ การคมนาคมสะดวกสบาย อีกทั้งยังมีหน่วยงานอย่างเรือนจำฮั่นโจว โรงงานทอผ้าฮั่นโจว โรงงาน 812 และโรงงาน 815 ตั้งอยู่ที่นี่
ระยะทางห่างจากตัวอำเภออันเจียงก็เพียงแค่ 20 กม. ห่างจากชิงหนิวฝางและจัตุรัสธงแดง ซึ่งเป็นใจกลางเมืองฮั่นโจวทางตอนเหนือเพียงแค่ 35 กว่ากิโล และห่างจากตัวเมืองเฮ่อซานทางตอนใต้เพียงแค่ 30 กม.
อาจกล่าวได้ว่า เมื่อรวมเอาหน่วยงานและโรงงานเหล่านี้เข้าไปด้วยแล้ว เมืองตงป้าถือเป็นสถานที่พิเศษที่โดดเด่นเป็นเอกเทศจากตำบลอื่น ๆ ในอำเภออันเจียงอย่างสิ้นเชิง
นอกจากเมืองที่ตั้งของอำเภอ ที่อาจจะคึกคักกว่าเมืองตงป้าอยู่บ้างเล็กน้อยแล้ว ตำบลอื่น ๆ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเมืองตงป้าได้เลย
จางเจี้ยนชวนใช้เวลาเพียงสิบกว่านาทีก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนลาดยางส่วนบุคคลที่มุ่งหน้าเข้าสู่โรงงาน
มองจากไกล ๆ ก็สามารถเห็นแท็งก์น้ำสูงตระหง่านตั้งอยู่บนเนินเขาทางด้านทิศตะวันออกของประตูโรงงาน
ตอนที่จางเจี้ยนชวนยังเด็ก เขามักจะวิ่งไปเล่นบนเนินเขานั่นเป็นประจำ แต่หลังจากเพื่อนนักเรียนรุ่นพี่คนหนึ่งพลัดตกลงมาจากเนินเขาจนพิการ บริเวณรอบแท็งก์น้ำก็ถูกสร้างกำแพงล้อมรอบ
ประตูเหล็กแหลมได้กั้นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่โปรดปรานของทุกคนในการเล่นซ่อนหา ปีนต้นไม้ และปาดินโคลน ทำให้พวกจางเจี้ยนชวนในตอนนั้นรู้สึกเศร้าสร้อยกันมาก
จักรยานปั่นฝ่าลมเข้าใกล้ประตูโรงงานที่เต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมา บนขอบกระถางต้นไม้รอบ ๆ ลานจัตุรัสเล็ก ๆ หน้าประตูโรงงาน เต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งตากลมพูดคุยสัพเพเหระกัน
รอบ ๆ มีแถบอาคารชั้นเดียวอยู่ ใต้ห้องเล่นคาร์รอมและห้องบิลเลียดก็คือสนามบาสเก็ตบอลที่มีไฟส่องสว่าง ถึงแม้ว่าไฟจะยังไม่เปิด แต่ในสนามก็เต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คนที่กำลังกระโดดโลดเต้นกันอย่างดุเดือด
เมื่อมองดูภาพทั้งหมดนี้ จางเจี้ยนชวนก็รู้สึกถึงความแปลกหน้าและความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ถูกผุดขึ้นมาในใจอย่างไม่มีเหตุผล
เขารู้สึกตัวว่าตัวเองจากโรงงานทอผ้าแห่งนี้ไปนานเกินไปแล้ว ที่นี่กลับให้ความรู้สึกห่างเหินกับเขา ทั้ง ๆ ที่เขาเกิดที่นี่ และอยู่ที่นี่มาตลอดจนกระทั่งเรียนจบมัธยมต้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เมื่อสามปีกว่าก่อนตอนที่ไปเป็นทหาร โดยพื้นฐานแล้วก็แทบไม่ได้กลับมาที่โรงงานเลย และถึงแม้ว่าก่อนที่จะไปเป็นทหาร ช่วงมัธยมต้นเขาจะเรียนอยู่ที่โรงเรียนลูกหลานคนงานในโรงงาน แต่พอมัธยมปลาย เขาก็ย้ายไปเรียนประจำอยู่ที่โรงเรียนมัธยมอันเจียงในอำเภอ มีเพียงช่วงวันหยุดฤดูร้อนกับฤดูหนาวเท่านั้นถึงจะได้กลับมา
พูดอีกอย่างก็คือ ตลอดหกปีในช่วงวัยรุ่นนี้ ตัวเขาก็แทบจะไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับโรงงานแห่งนี้มากนัก และหลังจากที่ปลดประจำการกลับมา ดูเหมือนว่าตัวเขาเองก็ปรับตัวไม่ค่อยได้ เอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่บ้านเป็นเดือน ๆ แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย พ่อถึงได้ ‘ผลักไส’ เขาให้ไปเป็นหน่วยป้องกันร่วมที่สถานีตำรวจตงป้า ก็เพราะกลัวว่าเขาจะเก็บตัวอุดอู้อยู่ที่บ้านจนเกิดปัญหาขึ้นมา
พอได้ไปอยู่ที่สถานีตำรวจ เขากลับรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อโทรไปที่สถานีตำรวจเพื่อเรียกให้เขากลับบ้าน เขาก็คงขี้เกียจจนไม่อยากกลับแล้ว
มันคือความรู้สึกห่างเหินและแปลกแยกที่อธิบายไม่ถูกนี่เอง ที่ทำให้เขารู้สึกแปลกหน้ากับสถานที่ที่เขาเกิดและเติบโตมาแห่งนี้