- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 7 ความสัมพันธ์และมารยาททางสังคม
ตอนที่ 7 ความสัมพันธ์และมารยาททางสังคม
ตอนที่ 7 ความสัมพันธ์และมารยาททางสังคม
ฉินจื้อปินอดไม่ได้ที่จะมองจางเจี้ยนชวนด้วยความประหลาดใจ
เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งมาได้ไม่กี่เดือน ได้ยินว่าเข้ามาได้เพราะใช้เส้นสายของผู้แนะนำซุน ความจริงแล้วสารวัตรหม่าเหลียนกุ้ยไม่ค่อยอยากจะรับไว้เท่าไหร่ แต่เพราะเกรงใจในหน้าความสัมพันธ์ก็เลยจำต้องรับไว้
ตอนแรกทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจเขาเท่าไหร่ เพราะต่างก็เป็นทหารปลดประจำการกลับมาเหมือนกัน ไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร
ใครจะไปคิดว่าเจ้าเด็กนี่กลับเขียนอักษรคัดลายมือได้สวยงามมาก เขาช่วยงานธุรการทำตารางรายงานไปสองสามฉบับ และเขียนบทสรุปอีกหนึ่งฉบับส่งไปที่กรมฯ ทั้งหน่วยสืบสวนอาชญากรรมและแผนกรักษาความสงบต่างก็เอ่ยปากชมกัน
ไม่เพียงแต่สำนวนการเขียนจะไม่เลว ที่ยากยิ่งกว่าคือลายมือที่สวยงาม เทียบเคียงได้กับผังจงหัว ทำให้คนที่ได้อ่านรู้สึกสบายตา ความประทับใจในตัวเขาจึงดีขึ้นมาในทันที
ตอนนี้ดูเหมือนว่าสมองของเจ้าเด็กนี่ก็ไวใช่ย่อย ปากก็หวานอีกต่างหาก พูดแค่ไม่กี่ประโยค ก็ทำให้เกาจวินที่ทีแรกดูไม่พอใจที่ต้องมารับงานนี้ด้วย มีสีหน้าที่ดีขึ้นมาก
“เหอะ ๆ ลำบากอะไรกัน ไม่ได้มาเดินตรวจแถวนี้ก็ต้องไปตั้งด่านที่อื่นอยู่ดี ยังไงคืนนี้ใครก็อย่าหวังว่าจะได้นอนเลย”
ฉินจื้อปินปลดกระดุมเครื่องแบบตำรวจตรงหน้าอกออก หลังจากเดินมาได้ 1 กม. เหงื่อก็เริ่มซึมออกมา “ช่างเถอะ ถือว่าไม่ได้มาเสียเที่ยวเปล่า อย่างน้อยก็ได้ไปเตือนพี่น้องตระกูลหวง ให้พวกเขาระมัดระวังตัวซุกอยู่ในบ้าน ก็ถือว่าทำหน้าที่ของเราแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าฉินจื้อปินเองก็ไม่คิดว่าเจ้าสามโจวจะกล้ากลับมา แต่ในเมื่อสารวัตรเปิดปากแล้ว เขาซึ่งถือเป็นคนสนิทของสารวัตร แน่นอนว่าก็ต้องอาสาออกหน้า
ข้างหน้าคือคอมมูนที่ 4 ของหมู่บ้านเสี่ยวไจ้แล้ว มองไปไกล ๆ เห็นเป็นกลุ่มบ้านเรือนมืดทะมึน มีเพียงแสงไฟสีเหลืองสลัว ๆ ลอดออกมาประปราย
“พี่ปิน เดินมาทางนี้ครับ บ้านของตระกูลหลินอยู่ในลานบ้านรวมด้านใน แต่ว่าโรงฟักไข่ที่พวกเขาสร้างไว้อยู่นอกลานบ้านครับ เห็นแถบบ้านตรงนั้นไหมครับ...” เกาจวินชี้มือไป “ข้าง ๆ ยังมีเสาไฟฟ้าอยู่ต้นหนึ่ง ข้างหน้ามีโรงสูบน้ำ ที่เอาไว้ใช้สูบน้ำน่ะครับ พวกพี่น้องหวงชอบมานั่งตากลมกันบนคันคลองข้างโรงสูบน้ำนั่นแหละ...”
“งั้นก็เข้าไปทักทายสักหน่อย เดินดูรอบ ๆ ถ้าไม่มีอะไรก็กลับ...” ฉินจื้อปินลูบปืนพกแบบ 54 ที่ห้อยอยู่บนเข็มขัดอย่างไม่ใส่ใจ “ไปเตือนให้รู้ตัวแล้ว ก็ต้องระวังกันเอง เป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะต้องไปนั่งเฝ้าให้พวกเขาทั้งคืน”
จางเจี้ยนชวนหันไปมองตามทิศทางที่เกาจวินชี้ไป ในใจพลันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“พี่ปิน ผมว่าเรายังไงก็ต้องระวังตัวไว้หน่อยนะครับ คนที่เพิ่งจะฆ่าคนมา ปกติต้องรีบโยนอาวุธทิ้งแล้วหนีไป แต่ผมได้ยินชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์บอกว่า เจ้าสามโจวเดินถือมีดออกไปช้า ๆ เหมือนคนไปเดินตลาดเลยครับ แถมพวกหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่มาตรวจที่เกิดเหตุก็เดินหาทั่วบริเวณรอบ ๆ ตั้งสองรอบแล้ว ยังไม่เจอมืดเชือดหมูเล่มนั้นเลย ไม่แน่ว่าเจ้าสามโจวอาจจะยังเหน็บมีดไว้ที่เอวก็ได้ เผื่อว่าเขาคิดจะย้อนกลับมาฆ่าตลบหลังเจ้ารองหวงก่อนแล้วค่อยหนี...”
พอจางเจี้ยนชวนพูดแบบนี้ขึ้นมา ก็ทำเอาทั้งฉินจื้อปินและเกาจวินถึงกับรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
ฉินจื้อปินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะพลางด่า “จางเอ้อร์หวา นายนี่มันปากอีกาจริง ๆ หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว ตอนแรกมันก็ไม่มีอะไรหรอก พอนายพูดขึ้นมาทีไร ทำเอาฉันใจหายใจคว่ำไปหมด”
“พี่ปิน ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ในเมื่อมาถึงนี่กันแล้ว ระวังตัวไว้หน่อยย่อมดีกว่า” จางเจี้ยนชวนส่ายหน้าซ้ำ ๆ พลางยกกระบองตำรวจที่ทำจากเบกาไลต์ในมือขึ้นมา พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ผมแค่ไม่มีปืน ไม่อย่างนั้นผมชักปืนออกมาถือเตรียมพร้อมไว้แล้ว เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน”
เมื่อเห็นจางเจี้ยนชวนพูดจาจริงจัง ฉินจื้อปินก็เหลือบมองอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ในที่สุดเขาก็ชักปืนพกแบบ 54 ที่ห้อยอยู่ที่เอวออกมา ปลดเซฟ แต่ยังไม่ขึ้นลำ “จะดุเดือดขนาดนั้นเลยเหรอ? ช่างเถอะ เชื่อนายสักครั้งก็ได้!”
เกาจวินก็เหลือบมองจางเจี้ยนชวนแวบหนึ่ง เขาถอดกุญแจมือที่ห้อยอยู่ตรงเอวออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วใช้มือข้างหนึ่งจับห่วงด้านหนึ่งไว้ ดูเหมือนว่าเตรียมพร้อมไว้ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ก็จะใช้มันฟาดแทนโซ่เหล็ก
ทั้งสามคนเดินไปตามทางคันนาเล็ก ๆ มุ่งหน้าไปยังลานบ้านของตระกูลหวง โรงฟักไข่แถวนั้นตั้งอยู่ด้านนอกสุดของลานบ้าน แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางส่องไปถึงโรงสูบน้ำ และยังทำให้บริเวณด้านนอกของโรงฟักไข่สว่างไสวไปด้วย
“ปกติเจ้ารองหวงต้องเฝ้าอยู่ที่โรงฟักไข่เหรอ?” ฉินจื้อปินเดินพลางถามไปเรื่อย “บ้านตระกูลหวงเปิดโรงฟักไข่ที่ หรือว่าแค่บ้านของเจ้ารองหวงเปิดเอง?”
“เหมือนว่าจะเป็นสามพี่น้องตระกูลหวงร่วมหุ้นกันเปิดนะครับ แต่เจ้ารองหวงน่าจะถือหุ้นใหญ่สุด ภรรยาของเจ้ารองหวงแต่งมาจากทางหงถ่า ได้ยินมาว่าบ้านเดิมของเธอทำธุรกิจ มีเงินอยู่พอสมควร เลยสนับสนุนเขยคนนี้ได้บ้าง ถึงเปิดโรงฟักไข่นี่ขึ้นมาได้...” เกาจวินพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉาอยู่บ้าง “ถึงได้บอกว่าหาภรรยาทั้งทีต้องหาคนที่บ้านฐานะดี สวยไปก็เท่านั้น นอนกับนางฟ้าตกสวรรค์ไม่กี่ปีมันก็งั้น ๆ แหละ ไม่มีเงินออกจากบ้าน ไปที่ไหนไม่วายโดนคนอื่นเขาข่ม”
เมื่อได้ยินเกาจวินบ่นอุบอิบ ฉินจื้อปินก็หัวเราะออกมา “เกาจวิน อะไรกัน นึกเสียใจแล้วเหรอ เมื่อสองปีก่อนตอนที่นายแต่งงาน ไม่ใช่ว่าคุณโม้ไว้ซะใหญ่โตเหรอ บอกว่าทั่วทั้งตำบลหลัวเหอไม่มีผู้หญิงคนไหนสวยเท่าเมียนายอีกแล้ว เกือบสูบลมจนเมียลอยขึ้นสวรรค์ไม่ใช่รึไง? อะไรกัน นี่เพิ่งจะแค่สองปีเอง รสชาติเปลี่ยนไปแล้วเหรอ?”
ความสัมพันธ์ระหว่างสถานีตำรวจศูนย์กลางของเขตกับห้องรักษาความสงบของตำบลนั้นค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ไม่สามารถจัดการเรื่องบุคลากรหรือการเงินของพวกเขาได้ เพราะนั่นเป็นอำนาจของคณะกรรมการพรรคและรัฐบาลของตำบล แต่ในแง่ของการปฏิบัติงานแล้ว ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงอย่างไม่ต้องสงสัย
ในตำบลมีเรื่องลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พวกนักเลงหัวไม้เกเรก็มีเยอะแยะ ห้องรักษาความสงบอาจจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่เสมอไป ก็ต้องอาศัยสถานีตำรวจมาช่วยค้ำยันให้ สารวัตรของสถานีตำรวจมีปากมีเสียงในคณะกรรมการทำงานของเขตอยู่บ้าง ผู้นำของคณะกรรมการพรรคและรัฐบาลตำบลก็ต้องให้เกียรติอยู่หลายส่วน ถือว่าเป็นการเคารพซึ่งกันและกัน
ในทำนองเดียวกัน เขตตงป้าทั้งเขตมีห้าตำบล ประชากรนับแสนคน แค่กำลังคนสิบยี่สิบคนในสถานีตำรวจ จะไปดูแลทั่วถึงได้ยังไงในยามปกติ? ก็ยังต้องอาศัยคนจากห้องรักษาความสงบของตำบลเหล่านี้อยู่ดี
คนเหล่านี้คือ ‘เจ้าถิ่น’ คุ้นเคยกับคน คุ้นเคยกับสถานที่ การสืบหาข่าวสาร การทำความเข้าใจสถานการณ์ มักจะทำได้ดีกว่าสถานีตำรวจเสียอีก เวลาจัดการกับปัญหาบางอย่างยังทำได้คล่องแคล่วกว่าด้วย
“เฮ้อ ถึงได้บอกว่าตอนนั้นยังเด็กเกินไป ไม่ประสีประสาเอาซะเลย” เกาจวินถอนหายใจเฮือก ๆ “สวยแล้วมีประโยชน์อะไร? พอปิดไฟก็เหมือนกันไม่ใช่รึ? ทำเรื่องนั้นทุกวันมันกินแทนข้าวไม่ได้! ในกระเป๋าไม่มีตั๋วเงิน เดินไปที่ไหนก็ยืดอกไม่ได้หรอกครับ...”
“เจี้ยนชวน ฟังคำพี่ไว้นะ จะหาคู่ครองทั้งที ต้องเลือกคนที่บ้านฐานะดี ที่สามารถช่วยเหลือเราได้ ไม่อย่างนั้นนายจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอน ฉันนี่แหละเจ็บมาแล้ว...”
“ตอนนั้นมีคนแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งจากตำบลหย่งเฟิงที่อยู่ติดกันให้ บ้านเธอทำธุรกิจค้าข้าว ฉันก็แค่รังเกียจว่าผู้หญิงคนนั้นไม่สวย ผลสุดท้าย... เฮ้อ ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว...”
“เกาจวิน หยุดสอนเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ให้คนอื่นได้แล้ว เจี้ยนชวนเพิ่งปลดประจำการกลับมาจากกองทัพ ยังไม่ทันได้หาคู่ครองเลย ยังเป็นหนุ่มบริสุทธิ์อยู่...” ฉินจื้อปินหัวเราะหยอกล้อ
“บริสุทธิ์บ้าบออะไร! ‘กระบอกเปล่า’ ยังใกล้เคียงกว่า!” เกาจวินทำหน้าดูถูกเหยียดหยาม “สายตาของผมคู่นี้ไม่เคยดูผิดหรอก สภาพแบบเจี้ยนชวนเนี่ย ต้องเคยนอนกับผู้หญิงมาแล้วแน่นอน ไม่แน่อาจจะมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ ใช่ไหมล่ะ เจี้ยนชวน?!”
“พี่จวิน ใส่ร้ายกันชัด ๆ เลย คนซื่อ ๆ อย่างผม จะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง?” จางเจี้ยนชวนรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
คำพูดของเกาจวินทำให้จางเจี้ยนชวนหน้าแดงก่ำ อธิบายตะกุกตะกัก ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะจากฉินจื้อปินและเกาจวินได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยบรรเทาบรรยากาศตึงเครียดที่จางเจี้ยนชวนเป็นคนก่อขึ้นมาก่อนหน้านี้ให้ผ่อนคลายลงได้ไม่น้อย
จางเจี้ยนชวนมาอยู่ที่สถานีตำรวจได้ไม่นาน ความจริงแล้ยังไม่ได้สนิทสนมกับพวกเจ้าหน้าที่รักษาความสงบของห้องรักษาความสงบเหล่านี้เท่าไหร่นัก แต่เกาจวินคนนี้เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงและกระตือรือร้นมาก ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ถือว่าค่อนข้างคุ้นเคยกันอยู่บ้าง ดังนั้นเวลาพูดคุยกันเลยไม่ได้เกรงใจอะไรกันมากนัก