- หน้าแรก
- สามก๊ก ข้าหนีไปซบเล่าปี่ แล้วไยโจโฉต้องหลั่งน้ำตา
- บทที่ 44 - เชิญท่านแม่ทัพไปตายเสียเถิด
บทที่ 44 - เชิญท่านแม่ทัพไปตายเสียเถิด
บทที่ 44 - เชิญท่านแม่ทัพไปตายเสียเถิด
บทที่ 44 - เชิญท่านแม่ทัพไปตายเสียเถิด
กล่าวถึงเกียวลุยผู้นี้ ในหน้าประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้น้อยมาก
แต่ฉินเจินจำได้แม่นยำว่า ทุกครั้งที่เกียวลุยปรากฏตัว มักจะมาพร้อมกับเตียวหุนเสมอ
เมื่อครั้งที่อ้วนสุดเริ่มตั้งตัวที่ห้วยหนำ ก็แต่งตั้งให้เตียวหุนและเกียวลุยเป็นแม่ทัพ
ต่อมาเมื่อซุนเซ็กทำศึกใต้สังกัดอ้วนสุด ทั้งสองคนนี้ก็ให้ความเคารพซุนเซ็กอย่างมาก จึงมีคนสันนิษฐานว่าเกียวลุยผู้นี้อาจจะเป็นบิดาของสองสาวงามตระกูลเกียว (เสียวเกี้ยว-ไต้เกี้ยว)
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉินเจินใส่ใจ สิ่งที่เขาจำได้แม่นคือ เกียวลุยเคยถูกลิโป้จับตัวได้ แต่ก็ถูกปล่อยตัวกลับไป
พอกลับไปหาอ้วนสุด ก็ได้รับความไว้วางใจอีกครั้ง ให้ร่วมมือกับเตียวหุนรักษาเมืองตันก๊ก สุดท้ายก็ถูกโจโฉตีแตกพ่ายและถูกสังหาร
จากความทรงจำ เกียวลุยมีจุดเด่นสามอย่าง หนึ่งคือเป็นรองแม่ทัพของเตียวหุนมาโดยตลอด สองคือไม่ใช่คนที่ยอมจำนนง่ายๆ และสามคือเป็นคนที่เคารพวีรบุรุษ
และจุดเด่นสามข้อนี้เอง คือเหตุผลที่ฉินเจินเตรียมจะเกลี้ยกล่อมเกียวลุย
ข้อแรก เป็นแค่รองแม่ทัพ จึงไม่มีภาระผูกพันมากนัก
ข้อสอง ถูกจับแล้วยังไม่ยอมจำนน แสดงว่าถ้าเกลี้ยกล่อมได้ ความจงรักภักดีก็น่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง
ข้อสาม เคารพวีรบุรุษ สามารถใช้คำพูดชักจูง แล้วให้เล่าปี่ออกโรงปิดจ๊อบ
ก็แค่ใช้ฝีปากเท่านั้น ฉินเจินมั่นใจในตัวเองพอสมควร
ดังนั้น เมื่อมาถึงหน้ากระโจมที่ขังเกียวลุย เขาจึงบอกกับเล่าปี่ว่า
"นายท่านรออยู่ตรงนี้เถิด ให้เอ๊กเต๊กตามข้าเข้าไปก็พอ"
เล่าปี่พยักหน้า ยืนรออยู่หน้ากระโจม ปล่อยให้เตียวหุยตามฉินเจินเข้าไป
ต้องยอมรับว่าเล่าปี่ดูแลเชลยที่เป็นแม่ทัพได้ดีทีเดียว นอกจากท่อนบนที่ถูกมัดด้วยเชือกแล้ว ก็ได้พักในกระโจมเดี่ยว
ทันทีที่เดินเข้าไป ก็เห็นขุนพลคนหนึ่งนั่งอยู่บนตั่ง จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด หากไม่ได้ถูกผ้ายัดปากไว้ คงจะด่าทอออกมาชุดใหญ่
เห็นได้ชัดว่าเสียงเอะอะเมื่อครู่ เขาคงได้ยินหมดแล้ว
เห็นสภาพของเกียวลุย ฉินเจินก็อยากจะหัวเราะ หันไปถามว่า
"เอ๊กเต๊กทำอะไรเนี่ย ทำไมต้องเอาผ้าอุดปากท่านแม่ทัพด้วย"
เตียวหุยบุ้ยปากตอบ
"ท่านกุนซือไม่รู้อะไร เจ้านี่ปากจัดนัก ถ้าไม่อุดปากไว้ พวกเราคงไม่ได้อยู่อย่างสงบแน่"
พอพูดจบ เกียวลุยก็เบิกตาโพลง ส่งเสียงอู้อี้ หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
ฉินเจินเห็นเขาทรมาน จึงเอ่ยขึ้นว่า
"เอาออกเถอะ เขาเป็นถึงแม่ทัพ จะทำกับเขาแบบนี้ได้อย่างไร"
เตียวหุยขมวดคิ้ว
"ข้ากลัวว่าถ้าเอาออกแล้ว เขาจะพูดจาล่วงเกินท่านกุนซือนะสิ"
"จะเป็นไรไป"
เห็นเตียวหุยไม่เต็มใจ ฉินเจินจึงเดินเข้าไปเอง พลางกล่าวว่า
"ได้ยินชื่อเสียงมานานว่าแม่ทัพเกียวเป็นผู้มีคุณธรรม"
"หากเราปฏิบัติดีต่อเขา ท่านแม่ทัพคงไม่กล่าววาจาร้ายกาจใส่เราหรอก"
เดินไปถึงตัวเกียวลุย เขาก็ดึงผ้าที่อุดปากออก แล้วยิ้มให้
"จริงไหม ท่านแม่ทัพเกียว"
เดิมทีเกียวลุยตั้งท่าจะด่ากราด แต่พอโดนฉินเจินพูดดักคอแบบนี้ กลับพูดไม่ออก
คำว่า "ผู้มีคุณธรรม" ในยุคนี้ถือเป็นคำสรรเสริญขั้นสูง
ถ้าเขาด่าออกมา ก็เท่ากับประจานตัวเองว่าไร้คุณธรรมนะสิ
ปากว่างแล้วแต่พูดไม่ออก ได้แต่แค่นเสียงฮึ สะบัดหน้าหนี ไม่ยอมฟังคำของฉินเจิน
แต่ฉินเจินกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม
"ทำไมท่านแม่ทัพไม่พูดอะไรสักคำเล่า"
ได้ยินคำนี้ เกียวลุยก็หันขวับมาจ้องหน้า ขยับปากอยากจะด่า แต่ก็กลั้นใจตอบเสียงเข้ม
"ขุนพลพ่ายศึก ไม่มีอะไรจะพูด"
"จะฆ่าจะแกงก็ตามใจ ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำ"
พอเขาพูดจบ ฉินเจินยังไม่ทันตอบ เตียวหุยก็ตวาดลั่น
"สามหาว กล้าเสียมารยาทกับท่านกุนซือรึ"
เกียวลุยหันไปจ้องหน้าเตียวหุยอย่างไม่เกรงกลัว ฉินเจินหันไปห้ามปรามยิ้มๆ
"เอ๊กเต๊กอย่าทำเช่นนี้"
"ท่านแม่ทัพคงเจ็บใจที่พ่ายแพ้ จึงได้เป็นเช่นนี้"
แล้วเขาก็หันกลับมามองเกียวลุย
"ไม่ทราบว่าข้าพูดถูกใจท่านแม่ทัพหรือไม่"
เกียวลุยเชิดหน้าตอบอย่างหยิ่งทะนง
"ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้าใช้แผนชั่วเกลี้ยกล่อมไอ้กบฏเอียวฮอง กองทัพข้ามีหรือจะแพ้"
"แพ้แบบนี้ ใครจะไปยอมรับได้"
ได้ยินแบบนี้ เตียวหุยก็ชักฉุน ตะคอกกลับ
"เหลวไหล ไอ้คนอวดดี ข้าเป็นคนจับเจ้ามาแท้ๆ ยังจะไม่ยอมรับอีก"
"แน่จริงข้าปล่อยเจ้าออกไป แล้วมาดวลกันตัวต่อตัว ดูสิว่าเจ้าจะชนะไหม"
โดนเตียวหุยท้าทาย เกียวลุยกลับแสยะยิ้มเย็นชา
"คนเป็นแม่ทัพ จะมาอวดเบ่งใช้แต่กำลังเยี่ยงไพร่ได้อย่างไร ดวลตัวต่อตัวข้าอาจสู้เจ้าไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการทำศึกสงคราม ข้าก็ไม่แน่ว่าจะแพ้เจ้า"
เตียวหุยภูมิใจในพละกำลังของตนมาตลอด พอมาเจอคนที่ไม่ให้ค่าเรื่องกำลัง ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ฉินเจินเห็นท่าไม่ดี จึงบอกเตียวหุยว่า
"เอ๊กเต๊กอย่าโมโหไป ท่านแม่ทัพเกียวพูดถูกแล้ว"
"การทำศึกสงคราม จะอาศัยแต่ความบ้าบิ่นไม่ได้ ดูอย่างฌ้อปาอ๋องสิ พละกำลังเป็นเลิศในปฐพี สุดท้ายก็ยังถูกจับมิใช่หรือ"
"แสดงให้เห็นว่าคนเป็นแม่ทัพ ต้องเห็นแก่ภาพรวมเป็นหลัก จะถือดีในพละกำลังแล้วเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายไม่ได้"
ปกติเตียวหุยไม่ชอบฟังคำพูดพวกนี้ แต่เมื่อครู่เพิ่งโดนฉินเจินสั่งสอนมาหมาดๆ จึงไม่เถียง ได้แต่พยักหน้ารับคำ
เกียวลุยเห็นฉินเจินสอนมวยเตียวหุย ก็ยิ่งได้ใจ แต่ปากยังแข็ง
"เตียวหุยแม้จะผิด แต่ก็จับข้ามาได้"
"เจ้าเป็นใครกัน ถึงได้มาพูดจาโอ้อวด"
"ข้ารู้ว่าเจ้าคงมาเกลี้ยกล่อม อยากใช้คำพูดหว่านล้อม แต่ข้าไม่ยอมก็คือไม่ยอม ต่อให้เจ้าพูดจนน้ำไหลไฟดับ ข้าก็ไม่ยอมจำนน"
ฟังคำนี้ ฉินเจินก็หันกลับมายิ้มให้เกียวลุย
"ดูท่าท่านแม่ทัพจะตั้งใจยอมตายจริงๆ สินะ เอาเถอะ ทหาร ไปเอามีดสั้นมาเล่มหนึ่ง"
ทหารยามหน้ากระโจมได้ยิน ก็รีบนำมีดสั้นเข้ามาให้
เตียวหุยเห็นแล้วก็งง คิดในใจว่าฉินเจินจะมาเกลี้ยกล่อมไม่ใช่หรือ หรือว่าจะถอดใจแล้ว
ส่วนเกียวลุยได้ยินคำสั่ง ก็ตกใจถาม
"เจ้าจะฆ่าข้าจริงๆ หรือ"
ฉินเจินรับมีดสั้นมาถือไว้ ยิ้มมุมปาก
"หรือว่าท่านแม่ทัพกลัวแล้ว"
เกียวลุยขมวดคิ้ว
"ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น จะฆ่าก็ฆ่า ถ้าข้าขมวดคิ้วแม้แต่นิดเดียว ให้ถือว่าเกียวลุยผู้นี้เสียชาติเกิด"
"เช่นนั้นก็ดี ในเมื่อท่านแม่ทัพบอกว่าแล้วแต่ข้าจะจัดการ ยังจะมีคำถามอะไรอีก"
ฉินเจินถือมีดสั้น เดินย่างสามขุมเข้าไปหาเกียวลุย
เกียวลุยเห็นท่าทางนั้นก็ใจหายวาบ หนุ่มหน้ามนคนนี้ดูท่าทางเป็นบัณฑิต ไม่นึกว่าจะอำมหิตขนาดนี้ คิดจะลงมือฆ่าเขาด้วยตัวเองเลยรึ
เขาไม่กลัวโดนตัดหัว เพราะฉับเดียวก็จบ แต่ถ้าฉินเจินใช้มีดสั้นค่อยๆ แทง เขาคงสยองพิลึก
แต่พูดออกไปแล้ว จะกลับคำก็ไม่ได้ ได้แต่หลับตาปี๋รอความตาย
ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
คนเราย่อมรักตัวกลัวตาย โดยเฉพาะนาทีวิกฤตที่ความตายมารออยู่ตรงหน้า เวลาแต่ละวินาทีช่างยาวนานเหลือเกิน
เสียงเงียบกริบจนเกียวลุยต้องกลืนน้ำลายดังเอือก
เตียวหุยยืนมองอยู่ หัวใจก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
เพราะเขาเห็นฉินเจินถือมีดสั้น ทำท่าเล็งไปที่คอของเกียวลุย เหมือนกำลังคิดว่าจะเชือดตรงไหนดี
เขาฆ่าคนมาก็ไม่น้อย แต่วิธีฆ่าแบบนี้ เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าฉินเจินจ้วงแทงอกเกียวลุย สภาพจะเป็นอย่างไร
เขาก็ยืนมอง เกียวลุยก็ยืนฟัง แต่ฉินเจินก็ยังไม่ลงมือ เอาแต่เล็งมีดไปมา
ในที่สุด เกียวลุยก็ทนไม่ไหว ลืมตาขึ้นมาตะคอก
"จะฆ่าก็รีบฆ่า จะลีลาอยู่ทำไม"
พอลืมตามา ก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาของฉินเจินกำลังทำหน้าลำบากใจ แล้วพูดว่า
"ข้าไม่ได้อยากทรมานท่านแม่ทัพหรอก เพียงแต่คิดว่ามดปลวกยังรักชีวิต ท่านแม่ทัพร่างกายสมบูรณ์ พ่อแม่เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ คิดจะยอมตายง่ายๆ จริงหรือ"
พอฉินเจินเอ่ยถึงพ่อแม่ สีหน้าของเกียวลุยก็หมองลง
ภาพของบิดามารดาผุดขึ้นมาในหัว เขาถอนหายใจ
"เป็นข้าที่อกตัญญูต่อพ่อแม่ หากไปถึงปรโลก ข้าคงต้องไปขอขมาท่านทั้งสอง"
"ที่แท้บิดามารดาท่านแม่ทัพเสียชีวิตไปแล้ว"
ฉินเจินทำสายตาเศร้าสร้อย
"หากเป็นเช่นนั้น เมื่อไปถึงปรโลก หากท่านทั้งสองถามว่าใครเป็นคนฆ่า และตายเพราะเหตุใด ท่านแม่ทัพจะตอบอย่างไร"
"เกรงว่าท่านทั้งสองคงไม่รู้สถานการณ์บ้านเมือง รู้แค่ว่าราชวงศ์ฮั่นมีฮ่องเต้ ไม่เคยถามไถ่ว่าตระกูลอ้วนตั้งตนเป็นฮ่องเต้หรือไม่"
"เดิมทีท่านแม่ทัพเป็นขุนนางฮั่น บัดนี้กลับรับใช้กบฏ หากบรรพชนในปรโลกรู้เข้า จะตอบคำถามอย่างไร"
"หากบอกว่าเป็นกบฏ ท่านแม่ทัพก็ตายเพราะภักดีต่อนาย แต่หากบอกว่าเป็นขุนนางตงฉิน ก็เท่ากับทรยศต่อราชวงศ์ฮั่นที่ครองแผ่นดินมากว่าสี่ร้อยปี ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี"
เกียวลุยฟังแล้วหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออก
ในสมัยโบราณ ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดยังไม่แพร่หลาย คนโบราณเชื่อว่าตายแล้วต้องไปปรโลก
นั่นหมายความว่า ตายแล้วต้องไปเจอบรรพบุรุษ
ถ้าฉินเจินพูดเรื่องคุณธรรมความชอบธรรม เกียวลุยคงแค่นเสียงใส่ แต่พอพูดเรื่องหลังความตาย เขาไปไม่เป็นเลย
เหมือนที่ฉินเจินพูด ถ้าตายไปแล้ว จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนตอนเจอผีบรรพบุรุษ
ตระกูลเกียวแม้จะไม่ใช่ตระกูลใหญ่โต แต่บรรพบุรุษก็เคยมีหน้ามีตา
ถ้าตายตอนนี้ จะบอกบรรพบุรุษว่าอย่างไร
บอกว่าตัวเองตามตระกูลอ้วนก่อกบฏ จนรบแพ้ถูกฆ่าตายงั้นรึ
ย้อนไปสามรุ่นยังพอว่า แต่ถ้าย้อนไปเจ็ดแปดรุ่น ใครจะไปรู้จักตระกูลอ้วน
ราชวงศ์ฮั่นตั้งมาสี่ร้อยปี ตระกูลอ้วนเพิ่งจะผงาดมาได้กี่ปีเชียว
ชั่วขณะหนึ่ง เกียวลุยเริ่มลังเล
ฉินเจินเห็นได้ที ก็ใช้มีดสั้นตัดเชือกที่มัดตัวเกียวลุยออกจนขาดผึง
เกียวลุยกำลังครุ่นคิด จู่ๆ ตัวก็เป็นอิสระ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ
"เจ้าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร"
ฉินเจินทำหน้าจริงจัง
"ข้าเห็นท่านแม่ทัพเป็นเช่นนี้ ก็ไม่อาจหักใจฆ่าได้ เกรงว่าวันหน้าตายไปจะโดนตำหนิเอาได้"
"อีกอย่าง พวกเราเดิมล้วนเป็นขุนนางฮั่น วันนี้แผ่นดินวุ่นวาย ควรช่วยกันกอบกู้ราชวงศ์ฮั่น ไม่ควรมาเข่นฆ่ากันเอง"
"หากท่านแม่ทัพอยากตาย ก็เชิญตามสบาย ข้าไม่อยากให้มือเปื้อนเลือดผู้มีคุณธรรม"
พูดจบ เขาก็ปักมีดลงบนตั่งไม้ดังฉึก แล้วกล่าวว่า
"เชิญท่านแม่ทัพไปตายเสียเถิด"
ว่าแล้วเขาก็เดินหันหลังกลับ
เตียวหุยยืนมองตาค้าง ไม่เคยเห็นวิธีการเกลี้ยกล่อมแบบนี้มาก่อน
พูดจนเขาไม่อยากตาย แล้วก็เชิญให้เขาตาย
ลีลาแบบนี้ ทำเอาคนดูตาเป็นประกาย
คราวนี้เกียวลุยกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ
เป็นไปตามคาด หลังจากโดนไซโคไปชุดใหญ่ เกียวลุยก็ล้มเลิกความคิดที่จะตาย แต่ตอนนี้มองดูมีดสั้นตรงหน้า ก็เริ่มลังเล
จะตายก็ไปไม่ถูก จะไม่ตายก็เสียหน้า เพราะบรรยากาศมันพาไปแล้ว
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอื้อมมือไปดึงมีดออกมา ไม่ว่าจะอย่างไร ศักดิ์ศรีสำคัญที่สุด
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้ากระโจม
"ท่านแม่ทัพอย่าทำเช่นนั้น"
สิ้นเสียง เล่าปี่ก็ก้าวฉับๆ เข้ามาในกระโจม
เห็นเล่าปี่ เกียวลุยก็ชะงัก
"ท่านเจ้าเมืองเล่า"
"ท่านมาทำไม"
เขามีความประทับใจที่ดีต่อเล่าปี่ ไม่เหมือนกับที่มีต่อเตียวหุย
เล่าปี่รีบเดินเข้าไปหา
"ท่านแม่ทัพหารู้ไม่ ข้ายืนฟังอยู่ข้างนอก ได้ยินท่านแม่ทัพจะยอมตาย ใจข้าร้อนรุ่มดั่งไฟสุม"
"ผู้มีคุณธรรมเยี่ยงท่านแม่ทัพ จะมาตายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"
เขาแย่งมีดสั้นจากมือเกียวลุย
"หากท่านแม่ทัพไม่อยากสวามิภักดิ์ จะไปไหนก็เชิญ กองทัพข้าไม่ฆ่าท่านแน่นอน เพียงแต่หวังว่าท่านแม่ทัพจะเห็นแก่ภารกิจใหญ่ วันหน้าอย่าได้เป็นศัตรูกับกองทัพเราอีกก็พอ"
"อ้วนสุดทำเรื่องกบฏ ไม่คุ้มค่าที่ท่านแม่ทัพจะรับใช้"
ฟังคำเล่าปี่ เกียวลุยก็ซาบซึ้งใจ คิดในใจว่าเล่าปี่ช่างมีเมตตาธรรมจริงๆ
ไม่เพียงไม่ฆ่า ยังจะปล่อยตัวไป ถ้าเขากลับไป วันหน้าจะมีหน้ามาสู้รบกับเล่าปี่ได้อย่างไร
นึกถึงสิ่งที่ทำตอนอยู่อับอ้วนสุด ก็รู้สึกว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง
คิดว่าอ้วนสุดเป็นกบฏ ตัวเขาเองก็ไม่มีหน้าไปพบบรรพชน สู้มาอยู่กับเล่าปี่กอบกู้ราชวงศ์ฮั่น บรรพชนในปรโลกคงจะปลื้มใจกว่า
คิดได้ดังนั้น เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่า กล่าวเสียงหนักแน่น
"นายท่านดีต่อข้าถึงเพียงนี้ หากข้าจากไป ก็ไม่ใช่คนแล้ว"
"ข้ายินดียอมจำนน ขอนายท่านโปรดรับไว้ด้วย"
เห็นเกียวลุยคุกเข่ายอมแพ้ เล่าปี่ตาวาว หันไปมองฉินเจินโดยอัตโนมัติ
เดิมทีเขาถอดใจไปแล้ว ไม่นึกว่าฉินเจินจะพูดจนเกียวลุยยอมจำนนได้จริงๆ
ฉินเจินเห็นสายตาเล่าปี่ ก็ยิ้มมุมปาก ไม่พูดอะไร
เสน่ห์ดึงดูดระดับเล่าปี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ขอแค่เจาะเกราะป้องกันทางใจได้ พอเล่าปี่ออกโรง ก็ไม่มีใครที่เกลี้ยกล่อมไม่ได้
ถือว่าไม่เสียแรงที่เขาเปลืองน้ำลายไปตั้งเยอะ
[จบแล้ว]