- หน้าแรก
- สามก๊ก ข้าหนีไปซบเล่าปี่ แล้วไยโจโฉต้องหลั่งน้ำตา
- บทที่ 27 - กุนซือนามแฝง และกลยุทธ์ลิงหลอกเจ้า
บทที่ 27 - กุนซือนามแฝง และกลยุทธ์ลิงหลอกเจ้า
บทที่ 27 - กุนซือนามแฝง และกลยุทธ์ลิงหลอกเจ้า
บทที่ 27 - กุนซือนามแฝง และกลยุทธ์ลิงหลอกเจ้า
กล่าวถึงเล่าปี่และน้องๆ หลังจากรับโทษโบย วินัยในกองทัพก็เข้มงวดขึ้นถนัดตา
โดยเฉพาะทหารในสังกัดของเตียวหุย ต่างพากันสรรเสริญคุณธรรมของเล่าปี่
เพียงไม่กี่วัน สภาพกองทัพก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีความระส่ำระสายให้เห็นอีก
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของเรื่องนี้คือ เตียวหุยโดนไปสามสิบไม้ ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่สองวัน
ส่วนกวนอูและเล่าปี่ คนลงทัณฑ์ไม่กล้าลงมือหนัก จึงไม่เจ็บตัวมากนัก
ผ่านเหตุการณ์นี้ไป เตียวหุยก็เพลาๆ ลง แม้จะยังไม่ถึงขั้นรักทหารเหมือนลูก แต่เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนก็นับว่าใจดีขึ้นมาก
ส่วนชีซีผู้เป็นต้นคิดเรื่องทั้งหมด ย่อมยินดีปรีดาที่เห็นผลลัพธ์เช่นนี้
เวลาล่วงเลยไปจนถึงเดือนสาม
ฤดูใบไม้ผลิหวนคืน เล่าปี่ยิ่งร้อนใจ อยากจะเชิญฉินเจินมาช่วยงานทำการใหญ่ให้เร็วที่สุด
จึงถือฤกษ์งามยามดี เรียกชีซีมาหารือ
"ตอนนี้เข้าเดือนสามแล้ว ฤดูทำนากำลังจะมาถึง อ้วนสุดก็เร่งซ่องสุมกำลังพล ขูดรีดภาษี ส่วนโจโฉและลิโป้ก็นิ่งเงียบ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อไหร่จะได้ทำการใหญ่เล่า"
ชีซีเห็นเล่าปี่ร้อนรน ก็ยิ้มใจเย็น
"นายท่านจะรีบร้อนไปไย พึงรู้ไว้ว่าแผนการของจื่อเซวียนไม่เคยพลาด"
"เขาบอกว่าอ้วนสุดจะพินาศ อ้วนสุดก็ต้องหาเรื่องใส่ตัวจนพินาศแน่!"
"ตอนนี้ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว เพราะเวลายังมาไม่ถึง กองทัพเราควรพักผ่อนออมแรง รอเวลาที่เหมาะสม!"
เห็นชีซีไม่เก็ทมุก เล่าปี่จึงต้องถอนหายใจ
"งานจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ลิขิตสวรรค์ แต่ท่านอาจารย์ว่างเว้นภารกิจอยู่ในเมืองมาร่วมเดือนแล้ว"
"แม้วันนั้นจะได้ฟังแผนการคร่าวๆ แต่ก็ยังไม่ละเอียดนัก หากได้ไปขอคำชี้แนะอีกสักครั้ง ย่อมเป็นประโยชน์มหาศาล!"
ชีซีได้ฟังก็เข้าใจความนัยทันที หัวเราะร่า
"ที่แท้ท่านก็อยากให้จื่อเซวียนมาช่วยนี่เอง!"
เขาคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
"ตั้งแต่วันนั้นที่เจอกัน ก็ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว คิดว่าจื่อเซวียนคงไตร่ตรองจนตกผลึกแล้วล่ะ"
"ประจวบเหมาะวันนี้อากาศแจ่มใส เหมาะแก่การไปเยี่ยมเยียน"
"วันนี้ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องลากตัวจื่อเซวียนมาช่วยนายท่านให้ได้!"
เล่าปี่เห็นชีซีรู้ใจ ก็ดีใจรีบลุกขึ้น
"ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวข้าไปเรียกน้องรองกับน้องสามมาก่อน!"
แต่ยังไม่ทันก้าวขา ชีซีก็ยิ้มห้าม
"นายท่าน อย่าได้เอิกเกริกไป!"
"จื่อเซวียนชอบความสงบ หากสองท่านนายพลไปด้วย เกรงว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ"
"นายท่านไปกับข้าแค่สองคนก็พอ รับรองว่าได้เจอตัวแน่!"
เล่าปี่เชื่อฟังแต่โดยดี พาองครักษ์ไม่กี่นายติดตามชีซีไปยังบ้านพักของฉินเจิน
เมื่อไปถึงหน้าประตู เคาะเรียก บ่าวรับใช้ก็เปิดประตูออกมาถาม
"ผู้ใดมาเคาะประตู"
พอโผล่หน้าออกมา เห็นชีซีกับเล่าปี่ยืนอยู่
บ่าวรับใช้จำชีซีได้ ก็รีบยิ้มทัก
"ท่านชีซี มาจากไหนหรือขอรับ"
"ข้ามาจากไหนไม่สำคัญ!"
ชีซียิ้มละไม
"สำคัญที่ว่านายของเจ้าอยู่บ้านหรือไม่ ทำอะไรอยู่"
บ่าวรีบตอบ
"เรียนท่านชีซี นายท่านกำลังเขียนหนังสืออยู่ในห้องหนังสือขอรับ!"
"หากท่านต้องการพบ รอสักประเดี๋ยว ข้าน้อยจะเข้าไปเรียนให้ทราบ!"
"ไม่ต้องรายงาน!"
ชีซีหันไปยิ้มกับเล่าปี่
"หายากนักที่วันนี้จื่อเซวียนไม่ได้อยู่กับลูกเมีย นายท่านตามข้ามาเถิด!"
พูดจบก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้าน
เล่าปี่เห็นดังนั้น ก็รีบขอโทษขอโพยบ่าวรับใช้ สั่งให้องครักษ์รอหน้าประตู แล้วเดินตามชีซีเข้าไป
เมื่อเข้ามาในบ้านฉินเจิน เล่าปี่ก็กระซิบถามด้วยความกังวล
"โบราณว่าไม่ได้รับเชิญห้ามเข้า ยิ่งทำแบบนี้ ท่านอาจารย์จะไม่โกรธเอาหรือ"
เห็นเล่าปี่ขี้เกรงใจ ชีซีก็หัวเราะ
"นายท่านไม่ต้องกังวล ข้ากับจื่อเซวียนเป็นเพื่อนบ้านกันมานาน"
"เขาไม่ชอบพิธีรีตอง เวลาไปบ้านข้าเขาก็ไม่เคยบอกกล่าว!"
"ถ้าเขาไม่อยู่บ้าน เราก็เข้าไม่ได้ แต่นี่เขาอยู่ จะกลัวอะไร!"
"อีกอย่าง เจ้านี่นิสัยขี้เกียจนัก ถ้าให้คนไปรายงาน เดี๋ยวก็หาข้ออ้างร้อยแปดมาปัด!"
"วันนี้พานายท่านมาแล้ว ต้องจับตัวให้ได้!"
"เดี๋ยวนายท่านรออยู่ตรงนี้ คอยดูข้าจัดการเอง!"
เล่าปี่เห็นชีซีมั่นใจก็เบาใจลง ได้ฟังเรื่องอีกมุมของฉินเจินก็รู้สึกสนใจ จึงถามต่อ
"เมื่อครู่ได้ยินว่าท่านอาจารย์กำลังเขียนหนังสือ ไม่ทราบว่าเขียนหนังสืออะไรหรือ"
ชีซีฉีกยิ้มกว้าง
"หนังสือที่จื่อเซวียนเขียนมีเยอะแยะไปหมด! ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ พิชัยสงคราม ค่ายกล บทกวี ดนตรี ไม่มีอะไรที่เขาไม่เขียน!"
พูดแล้วก็ส่ายหน้าขำๆ
"ไม่รู้เจ้าเด็กนี่ไปสรรหาความรู้พวกนี้มาจากไหน"
"แค่หนังสือ 'ทฤษฎีวิวัฒนาการ' กับ 'ฟิสิกส์' สองเล่มนี้ก็ลึกล้ำสุดหยั่งคาด แค่อ่านผ่านๆ ก็รู้สึกว่าได้เปิดโลกทัศน์แล้ว!"
เล่าปี่ฟังแล้วก็ยิ่งเลื่อมใส
"ท่านอาจารย์ช่างเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน หากเชิญท่านออกจากเขาได้สำเร็จ วันหน้าต้องขอยืมหนังสือพวกนี้มาอ่านบ้าง!"
ในยุคนี้ คนเขียนตำรามีไม่น้อย แต่คนที่สร้างทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างฉินเจินนั้นหาได้ยากยิ่ง
แสดงให้เห็นว่าความสามารถของฉินเจินไม่ใช่แค่ความฉลาดเฉพาะหน้า แต่เป็นภูมิปัญญาที่แตกฉานทั้งอดีตและปัจจุบัน
คิดพลางเดินพลาง จนมาถึงหน้าห้องหนังสือ ชีซีก็บอกเล่าปี่
"นายท่านรอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวข้าเข้าไปเจรจาเอง!"
ว่าแล้วก็ไพล่มือเดินอาดๆ เข้าไป ชะโงกหน้ามอง เห็นฉินเจินนั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะ มือถือพู่กันกำลังเขียนข้อความลงบนม้วนไม้ไผ่
เห็นภาพนั้น ชีซีก็เดินเข้าไปในห้อง ยิ้มยียวน
"จื่อเซวียนช่างสบายใจเสียจริง วันๆ เอาแต่เขียนหนังสืออยู่กับบ้าน ไม่เหมือนพวกข้า ต้องไปตากแดดตากลมอยู่ในค่ายทหาร หาความสงบไม่ได้!"
ได้ยินเสียงชีซี ฉินเจินก็ชะงักพู่กัน เงยหน้าขึ้นมอง มุมปากยกยิ้ม
"ข้าก็นึกว่าใครมาซุบซิบอยู่หน้าห้อง ที่แท้ก็ชีหยวนจื๋อ"
"ข้าว่าเจ้าเป็นถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ไม่ไปทำงานทำการ วันๆ มาเดินเตร่บ้านข้าทำไม"
"เมื่อครู่ยังไปซุบซิบหน้าประตู หรือว่าคิดจะมาลักเล็กขโมยน้อย จะมาขโมยไก่บ้านข้ากลับไปสักตัวสองตัวหรือไง"
"เจ้าฉินจื่อเซวียน ปากคอเราะร้ายนัก!"
ชีซีหัวเราะร่า
"ข้าอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนด้วยความหวังดี ไยต้องพูดจาร้ายกาจใส่กัน"
"ก็เพราะมีคนผิดสัญญาน่ะสิ!"
ฉินเจินวางพู่กันลงบนแท่นหมึก จ้องมองชีซีเขม็ง
"ไหนบอกว่าจะแบกหนามมาขอขมา นี่ผ่านไปกี่วันแล้ว คนไปไหน หนามอยู่ไหน"
เห็นฉินเจินยังจำแม่น ชีซีก็ยิ้มแห้ง
"ก็งานในกองทัพมันยุ่งนี่นา ไม่มีเวลามาหา!"
"เอาน่า ไหนๆ วันนี้ก็มาแล้ว ข้าขอขมาเลยก็แล้วกัน!"
พูดจบ สายตาก็เหลือบไปเห็นไม้กวาดวางอยู่ด้านหลัง หยิบขึ้นมาทันที
"ใช้เจ้านี่ขอขมาก็แล้วกัน จื่อเซวียนอยากตีก็ตีเลย!"
เขาก้าวเข้าไปที่โต๊ะ ยื่นไม้กวาดให้ฉินเจิน แล้วก้มหัวลง
ฉินเจินเห็นท่าทางนั้นก็หลุดขำ รับไม้กวาดมาถือไว้
"เข้ามาใกล้ๆ หน่อย จะได้ตีถนัดๆ!"
ชีซีกัดฟันขยับเข้าไปอีกก้าว
พอฉินเจินง้างไม้กวาดจะฟาด ชีซีก็รีบร้อง
"จื่อเซวียนช้าก่อน!"
"ทำไม หยวนจื๋อจะเบี้ยวรึ"
ฉินเจินมองชีซีด้วยสายตายิ้มๆ
ชีซีส่ายหน้า
"ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น จะเบี้ยวได้ไง"
"แต่ในเมื่อข้ารักษาสัญญาแล้ว ไม่รู้ว่าจื่อเซวียนจะรักษาสัญญาหรือไม่"
"วันนั้นจื่อเซวียนรับปากนายท่านว่าจะขอเวลาไตร่ตรองเรื่องรับราชการ นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว ไฉนจื่อเซวียนถึงเงียบหายไปไม่ส่งข่าวคราว นี่มันหมายความว่าอย่างไร"
"รู้หรือไม่ว่านายท่านของข้ารอจนใจจะขาด กินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว!"
เจอคำถามย้อนศร รอยยิ้มบนหน้าฉินเจินก็จางลง ค่อยๆ วางไม้กวาดลง นิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"หยวนจื๋อพูดมาขนาดนี้ แสดงว่าท่านเจ้าแคว้นต้องอยู่หน้าห้องแน่!"
"เชิญเข้ามาพบกันหน่อยเป็นไร"
เล่าปี่ที่ยืนรออยู่ข้างนอกได้ยินเข้า ก็หน้าบานด้วยความยินดี รีบก้าวเท้าเข้ามาในห้องหนังสือ ประสานมือคารวะฉินเจิน
"กะแล้วว่าปิดท่านอาจารย์ไม่มิด เล่าปี่อยู่ที่นี่แล้ว!"
"วันนั้นได้ฟังคำท่านอาจารย์ เหมือนปัญญาแตกฉาน อยากจะมาเยี่ยมเยียนทุกวัน!"
"เสียดายงานในกองทัพรัดตัว หาเวลาว่างไม่ได้"
"ประจวบเหมาะวันนี้ว่างเว้น จึงชวนหยวนจื๋อมาคารวะท่านอาจารย์"
"หวังว่าท่านอาจารย์จะไม่ถือสาคนโง่เขลาอย่างข้า ยอมออกจากเขามาช่วยเหลือ ขอท่านอาจารย์ช่วยเปิดปัญญาและช่วยข้าให้พ้นจากความยากลำบากด้วยเถิด!"
พูดจบ ก็ก้มลงกราบกรานฉินเจินด้วยความเคารพสูงสุด
เห็นเล่าปี่ทุ่มเทขนาดนี้ ฉินเจินก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ พูดเรื่องความกระตือรือร้น เล่าปี่นี่ร้อนแรงดั่งไฟจริงๆ ยากที่จะปฏิเสธลง
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเข้าไปประคองเล่าปี่ขึ้น
"ฉินเจินมีดีอะไร ถึงได้รับเกียรติจากท่านเจ้าแคว้นเชิญตัวถึงหลายครั้ง ในเมื่อท่านไม่รังเกียจ ข้าก็ยินดีรับใช้ดั่งม้าและสุนัข!"
เล่าปี่ได้ยินดังนั้น น้ำตาแห่งความปิติก็ไหลพราก รีบกุมมือฉินเจินแน่น
"วันนี้ได้ท่านอาจารย์มาช่วย การใหญ่ของกองทัพเราสำเร็จแน่แล้ว!"
คิดดูสิ เล่าปี่ร่อนเร่มาสิบกว่าปี จนป่านนี้ ในที่สุดก็ได้กุนซือคู่ใจคนแรกเสียที!
ความดีใจในอกนั้นยากจะบรรยายเป็นคำพูด
เขากุมมือฉินเจินไม่ยอมปล่อย
"วันนี้ท่านอาจารย์ยอมออกเขา เป็นโชคใหญ่ของเล่าปี่ ข้าขอแต่งตั้งท่านเป็นกุนซือ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะยินดีรับหรือไม่"
ชีซีเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่า
"ตำแหน่งกุนซือของกองทัพเรา มีเพียงจื่อเซวียนคนเดียวที่คู่ควร จื่อเซวียนอย่าได้ปฏิเสธเลย"
เห็นท่าทีของทั้งสอง ฉินเจินกลับส่ายหน้า
"ช้าก่อนทั้งสองท่าน หากข้ารับตำแหน่งกุนซือ จะมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อกองทัพเรา!"
"ต่อให้จะรับ ก็ต้องใช้นามแฝงเท่านั้นถึงจะทำงานได้!"
ทั้งสองได้ฟังก็ชะงัก เล่าปี่รีบถาม
"ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไร ทำไมรับตำแหน่งกุนซือถึงมีผลเสียมากกว่าผลดี"
ชีซีขมวดคิ้วครุ่นคิด
"จื่อเซวียน หรือว่าท่านกลัวโจโฉ"
เล่าปี่ได้ยินก็นึกขึ้นได้ แต่เดิมฉินเจินเป็นกุนซือของโจโฉ ตอนนี้แม้จะลาออกมาแล้ว แต่โจโฉยังไม่ตัดใจ
ถ้ารู้ว่าฉินเจินมาอยู่กับเขา เกรงว่าโจโฉอาจจะยกทัพมาแย่งตัวฉินเจินกลับไปก็ได้!
อย่าว่าแต่โจโฉเลย แม้แต่อ้วนสุด ลิโป้ ถ้ารู้ว่าฉินเจินมาอยู่กับเขา คงนั่งไม่ติดแน่
คิดได้ดังนั้น เขาก็ถอนหายใจเบาๆ
"เป็นเพราะเล่าปี่ไร้ความสามารถ แม้ได้ท่านอาจารย์มาช่วย แต่กลับไม่อาจประกาศชื่อเสียงท่านอาจารย์ให้กึกก้องได้!"
แต่ฉินเจินกลับยิ้มตอบ
"ท่านทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว ที่ข้าต้องใช้นามแฝง เป็นเพราะกองทัพเรากำลังจะใช้แผน 'ลิงหลอกเจ้า' ต่างหาก!"
"หากเปิดเผยตัวตน ย่อมทำการยาก ต้องใช้นามแฝง ถึงจะยืมมือคนอื่นมาทำการใหญ่ได้สำเร็จ!"
ได้ยินคำพูดของฉินเจิน เล่าปี่ก็ทำหน้าสงสัย รีบประสานมือถาม
"ท่านอาจารย์ลองขยายความเถิด อะไรคือแผนลิงหลอกเจ้า เล่าปี่ขอรับฟังด้วยความตั้งใจ!"
ชีซีเองก็มองฉินเจินด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน ว่าไอ้แผนลิงหลอกเจ้านี่มันคืออะไรกันแน่
[จบแล้ว]