เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 แก่นดวงดาวแตกสลาย

บทที่ 20 แก่นดวงดาวแตกสลาย

บทที่ 20 แก่นดวงดาวแตกสลาย


ฉินปู้อี้ถอดใจงั้นรึ? เป็นไปไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเวลาภารกิจที่เหลืออีกไม่ถึงสามเดือน นิสัยอย่างเขาไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

เขาเหาะขึ้นไปที่ปากถ้ำ มองดวงจันทร์บนท้องฟ้า เป็นไปตามคาด ตอนนี้คือเวลากลางคืน

เขาไปจับหมูป่ามาได้หนึ่งตัว เก็บฟืนและสมุนไพรเครื่องเทศที่พอรู้จักได้จำนวนหนึ่ง

แล้วลากหมูป่ากลับลงไปในถ้ำใต้ดิน

เมื่อลงมาถึงก้นถ้ำ เขาจุดกองไฟขึ้น

แสงไฟอันอบอุ่นสาดส่องไปทั่วถ้ำใต้ดินที่มืดมิดมาตลอดกาล

เขาลากหมูป่าไปที่ริมแม่น้ำใต้ดิน ควักเครื่องในออกมาวางไว้ข้างๆ แล้วถอนขนล้างทำความสะอาดหมูป่า

ฉินปู้อี้ใช้กิ่งไม้ใหญ่เสียบหมูป่าที่ล้างสะอาดแล้ว นำไปย่างพลิกไปมาบนกองไฟ

จากนั้นก็กลับมาที่ริมแม่น้ำ โยนเครื่องในหมูป่าลงไปในน้ำ

ทันใดนั้น ปลาประหลาดในแม่น้ำที่ได้กลิ่นคาวเลือดก็พุ่งเข้ามารุมทึ้งเครื่องใน ฉินปู้อี้กระชับดาบซาเซิง อาศัยจังหวะนี้ลงมือ

"ฉึก!"

"ฉึก!"

แทงลงไปสองครั้ง เมื่อดึงดาบกลับมา ก็มีปลาประหลาดลำตัวยาวเกือบหนึ่งเมตรติดปลายดาบมาด้วยสองตัว

ขูดเกล็ด ควักไส้ ทำความสะอาดเสร็จ ก็เสียบไม้ย่างไฟไปพร้อมกับหมูป่า

"ซู่ๆ!"

ไขมันจากหมูป่าและปลาประหลาดหยดลงบนกองฟืน ส่งเสียงดังฉ่าและทำให้เปลวไฟลุกโชนขึ้นเป็นระยะ

ฉินปู้อี้โรยเครื่องเทศป่าที่เก็บมาจากเทือกเขาลั่วซิง กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว

กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยฟุ้งกระจายไปทั่วถ้ำใต้ดิน

ความจริงเมื่อบรรลุถึงระดับหยวนอิง ผู้ฝึกตนแทบไม่จำเป็นต้องกินอาหารแล้ว สามารถดำรงชีวิตด้วยการดูดซับพลังปราณฟ้าดิน แต่ความเคยชินในการกินอาหารที่สั่งสมมากว่ายี่สิบปีของฉินปู้อี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเลิกได้ในทันที

กลิ่นหอมนี้ลอยไปแตะจมูกชิงเฉียน น้ำลายสอเต็มปาก นางกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ มองหมูย่างและปลาย่างบนกองไฟตาละห้อย

ตั้งแต่นางถูกขังอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้กินอะไรมาตั้งสามร้อยปีแล้ว

พอดมกลิ่นเนื้อหอมๆ พยาธิในท้องก็เริ่มประท้วง ความหิวโหยถาโถมเข้ามาเหมือนคนหลงทะเลทรายที่เจอน้ำ

หนึ่งเค่อผ่านไป เนื้อย่างสุกได้ที่

ฉินปู้อี้ฉีกขาหลังหมูป่าออกมา ขณะกำลังจะกัด เสียงหยั่งเชิงของชิงเฉียนก็ดังขึ้นข้างหู

"เจ้ามนุษย์ ดูสิ เยอะขนาดนั้นเจ้าคนเดียวกินไม่หมดหรอก แบ่งให้ข้าหน่อยได้ไหม"

ได้ยินดังนั้น ฉินปู้อี้มองชิงเฉียนด้วยสีหน้าประหลาดใจ แล้วแบมือขวาออกไป

"หมายความว่าไง?" ชิงเฉียนถามอย่างงุนงง

"จ่ายเงินมา ไม่มีเงินเอาของมาแลกก็ได้" ฉินปู้อี้ตอบเรียบๆ

"เจ้า.. เจ้าบ้า! รู้จักถนอมบุปผาบ้างไหมเนี่ย ของแค่นี้ยังกล้าคิดเงินข้าอีกเหรอ?"

ชิงเฉียนที่คืนร่างเป็นมนุษย์แล้ว ขอบตาแดงระเรื่อราวกับน้ำตาจะหยดลงมาได้ทุกเมื่อ

ฉินปู้อี้ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ตอบเสียงเย็นชา "ข้าไม่เคยมีความคิดจะถนอมบุปผาที่จ้องจะถลกหนังเลาะกระดูกข้าหรอกนะ"

พูดจบ เขาก็กัดน่องหมูคำโต

แถมยังแกล้งทำหน้าฟินกับรสชาติอาหารยั่วโมโหอีกต่างหาก

ชิงเฉียนเห็นฉินปู้อี้ "ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว" ก็กัดฟันกรอด หยิบผ้าเช็ดหน้าสีแดงผืนเดิมออกมาทำท่าจะส่งให้ฉินปู้อี้

ฉินปู้อี้ปรายตามองผ้าเช็ดหน้า แล้วพูดว่า "ไม่เอาอันนี้ ข้าจะเอาสร้อยคอที่เจ้าใส่อยู่"

"ไม่มีทาง!" ชิงเฉียนปฏิเสธทันควัน

"ไม่มีทางก็ไม่เป็นไร งั้นเจ้าก็นั่งดูข้ากินต่อไปแล้วกัน" ฉินปู้อี้พูดพลางเคี้ยวตุ้ยๆ

เหตุผลที่ไม่ยอมแลกง่ายมาก เพราะสร้อยคอของชิงเฉียน ทั้งวัสดุและรูปลักษณ์ดูดีกว่าผ้าเช็ดหน้านั่นเป็นไหนๆ

ของที่หยิบออกมาแลกง่ายๆ ย่อมเป็นของที่มีค่าน้อยที่สุด

ชิงเฉียนมองฉินปู้อี้กินอย่างเอร็ดอร่อย สักพักก็ทนไม่ไหว พูดขึ้นอีกครั้ง "เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเถอะ อันนี้ไม่ได้จริงๆ ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้าดูต่างหน้า"

ฉินปู้อี้ไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ "ไม่แลก ไม่ต้องคุย!"

อาจเป็นเพราะพยาธิในท้องเรียกร้องหนักเข้า สุดท้ายชิงเฉียนก็จำใจถอดสร้อยคอออกมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ใช้พลังปราณส่งสร้อยคอไปตรงหน้าฉินปู้อี้

ฉินปู้อี้รับสร้อยคอมาพิจารณา มันสลักเป็นรูปจิ้งจอกเก้าหางสีขาวปลอด เหมือนร่างจริงของชิงเฉียนเปี๊ยบ

"นี่! ได้ของแล้วก็เอาอาหารมาสิ" ชิงเฉียนพูดด้วยความโมโหปนหิว

รับของมาแล้ว ฉินปู้อี้ก็รวดเร็วว่องไว ฉีกหมูย่างที่เหลือเกือบทั้งตัว (หักขาหลังไปข้างเดียว) กับปลาหนึ่งตัว วางลงบนพลังปราณของชิงเฉียน

ชิงเฉียนดึงอาหารกลับมา แล้วกัดหมูย่างคำโตโดยไม่ห่วงภาพพจน์

เคี้ยวไปบ่นอู้อี้ไป "รสชาติใช้ได้นี่ เจ้ามนุษย์ เจ้าชื่ออะไร"

ฉินปู้อี้ไม่ตอบ แต่แบมือขวาออกมาอีกครั้ง

"ไม่จริงน่า... แค่ถามชื่อก็จะคิดเงิน? เจ้าหน้าเลือดเกินไปแล้วนะ!!" ชิงเฉียนโวยวายด้วยความเหลือเชื่อ

อาจจะรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปหน่อย ฉินปู้อี้เลยยอมบอกชื่อสั้นๆ "ฉินปู้อี้"

"ฮ่าๆ ฉินปู้อี้ (แซ่ฉินไม่ง่าย) ชื่อแปลกจัง ไม่ง่าย ไม่ง่าย ชีวิตเจ้ามันยากนักหรือไง?" ชิงเฉียนหัวเราะเยาะ

ฉินปู้อี้มองนางด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้า แล้วก้มหน้าก้มตากินต่อ ไม่ว่าชิงเฉียนจะพูดอะไร เขาก็ไม่ตอบโต้สักคำ

เห็นฉินปู้อี้ไม่สนใจ ชิงเฉียนก็เลิกกวนประสาท หันไปจัดการอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข

หนึ่งเค่อผ่านไป

ฉินปู้อี้กินอิ่มดื่มเสร็จ จัดการเศษอาหารเรียบร้อย ก็คว้าดาบซาเซิงเหาะขึ้นไปฟันแก่นดวงดาวต่อ

"ซาเซิง: ถูลู่ (สังหารหมู่)!"

"ตูม!"

"ซาเซิง: จูเจวี๋ย (ประหารสิ้นสูญ)!"

"เคร้ง!" "เคร้ง!"

...

"มา... มาอีกแล้ว? หมอนี่ไม่ต้องพักผ่อนหรือไง?"

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นข้างหู พลังในกายถูกดูดออกไปเร็วขึ้น ชิงเฉียนเริ่มรู้สึกว่าเนื้อในปากไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้ว

นางส่ายหน้า เลิกสนใจคนบ้าบนฟ้า แล้วกัดเนื้อคำโต เคี้ยวอย่างดุเดือด

ราวกับกำลังเคี้ยวเลือดเนื้อของฉินปู้อี้เพื่อระบายแค้น

วันเวลาผ่านไป...

ในระหว่างนี้ ฉินปู้อี้จะบินขึ้นไปหาอาหารมาทุกวัน ทั้งกวาง กระต่าย แพะ และผลไม้ป่า

ชิงเฉียนพบว่าตั้งแต่เจ้ามนุษย์นี่โผล่มา ชีวิตความเป็นอยู่ของนางก็ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง

แต่ที่แย่คือกระเป๋าตังค์แฟบลงเรื่อยๆ ของมีค่าในตัวร่อยหรอลงทุกที ช่วยไม่ได้ อยากกินก็ต้องจ่าย ไม่จ่ายก็อด

มองดูฉินปู้อี้กระหน่ำฟันแก่นดวงดาวอยู่ด้านบน ชิงเฉียนอดไม่ได้ที่จะตะโกนถาม "ฉินปู้อี้ วันๆ เอาแต่ขูดรีดผู้หญิงตัวเล็กๆ แลกกับอาหาร เจ้าไม่ละอายใจบ้างหรือไง?"

ฉินปู้อี้หยุดมือ ตีหน้าขรึมตอบกลับ "ข้อแรก ท่านไม่เล็กและไม่กระจอก ถ้าไม่ติดว่าถูกขังอยู่ ท่านใช้นิ้วเดียวก็บี้ข้าตายได้แล้ว ข้อสอง ข้าไปบังคับให้ท่านกินตอนไหน?"

โดนตอกกลับจนจุก ชิงเฉียนสะบัดหน้าหนี แอบด่าในใจ "อย่าให้ข้าหลุดออกไปได้นะ แม่จะจัดให้สาสม ให้เจ้าอยู่มิสู้ตายเลยคอยดู"

หนึ่งเดือนผ่านไป

ภายใต้การโจมตีนับหมื่นครั้งต่อวันของฉินปู้อี้ แก่นดวงดาวเริ่มสั่นไหวเป็นครั้งแรก

แม้จะสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี

แต่สำหรับชิงเฉียน หนึ่งเดือนมานี้ร่างกายแย่ลงเรื่อยๆ ช่วงแรกยังพอทนไหว

แต่นานวันเข้า พลังที่ถูกดูดออกไปเริ่มมากกว่าพลังที่ฟื้นฟูตามธรรมชาติ จนเข้าสู่ภาวะขาดดุลพลังงาน

เห็นแก่นดวงดาวสั่นไหว หัวใจชิงเฉียนกระตุกวูบ

นางไม่รู้ว่าถ้าฉินปู้อี้โจมตีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือห้ามให้เจ้านี่รู้เด็ดขาดว่าแก่นดวงดาวดูดพลังนางไป

ดูจากนิสัยของฉินปู้อี้ ถ้ารู้เข้า มีหวังโจมตีหนักกว่าเดิมแน่

สองเดือนกว่าผ่านไป...

ภายใต้การโจมตีอย่างบ้าคลั่งของฉินปู้อี้ แก่นดวงดาวเริ่มรับมือไม่ไหว

"เปรี้ยะ!"

รอยร้าวปรากฏขึ้นบนผิวแก่นดวงดาว

เสียงแตกทำเอาฉินปู้อี้หยุดมือ จ้องมองแก่นดวงดาวเขม็ง

ชิงเฉียนตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน "หยุดเดี๋ยวนี้! ขืนทำต่อมันอาจจะระเบิดได้ ถึงตอนนั้นเราตายกันหมดแน่"

สองเดือนมานี้ พลังปราณของชิงเฉียนแทบจะเหือดแห้ง

ฉินปู้อี้ยืนครุ่นคิดอยู่หน้าแก่นดวงดาว เหลือเวลาอีกแค่สามวันก็จะหมดเขตภารกิจระดับมหากาพย์

ถ้าทำไม่สำเร็จก็ต้องถูกลบหายไป สู้เสี่ยงดวงวัดกันไปเลยดีกว่า

คิดได้ดังนั้น เขากระชับดาบซาเซิงแล้วลงมือต่อ

"ซาเซิง: ถูลู่ (สังหารหมู่)!"

"ซาเซิง: จูเจวี๋ย (ประหารสิ้นสูญ)!"

"ตูม!" "เคร้ง!"

...

"ฉินปู้อี้ เจ้าบ้าไปแล้ว! เจ้ามันคนบ้า! อยากตายก็ไปตายคนเดียว อย่าลากข้าไปด้วย!" ชิงเฉียนตะโกนลั่นด้วยความสิ้นหวัง

"เปรี้ยะ!"

"เปรี้ยะ!"

รอยร้าวบนแก่นดวงดาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พลังงานทำลายล้างมหาศาลเล็ดลอดออกมาตามรอยแตก

ชิงเฉียนมองฉินปู้อี้ด้วยสายตาเหม่อลอย นางหมดหวังที่จะรอดชีวิตแล้ว รอแค่ว่าเมื่อไหร่ไอ้บ้านี่จะฟันแก่นดวงดาวระเบิด แล้วตายตกไปตามกัน

"ซาเซิง: ถูลู่ (สังหารหมู่)!"

"ฟัน!" ฉินปู้อี้ตะโกนก้อง

"เพล้ง!"

"ตูม!"

แก่นดวงดาวที่ไม่เคยขยับเขยื้อนมาตลอดสองเดือนกว่า ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ขยับหลบไปด้านข้าง ในขณะเดียวกัน สายพลังดาราที่เชื่อมต่อกับชิงเฉียนก็ขาดสะบั้นลง

ฉินปู้อี้และชิงเฉียนมองไปที่แก่นดวงดาวพร้อมกัน แววตาเหม่อลอยของชิงเฉียนกลับมามีประกายชีวิตชีวาทันที

ในจังหวะที่ชิงเฉียนยังตั้งตัวไม่ติด ฉินปู้อี้คว้าหมับเข้าที่แก่นดวงดาว เก็บเข้าแหวนมิติ แล้วใช้ยันต์เคลื่อนย้ายพริบตาระดับสี่หายวับไปทันที

"ตูม!"

แทบจะวินาทีเดียวกับที่ฉินปู้อี้หายไป การโจมตีของชิงเฉียนก็ฟาดลงมาที่จุดเดิม ถ้ำใต้ดินถล่มลงมาพังพินาศ!

"ฟุ่บ!"

ชั่วพริบตาเดียว ชิงเฉียนก็มาโผล่เหนือเทือกเขาลั่วซิง

"ฉินปู้อี้! แค่ระดับหยวนอิงกระจอกๆ กล้ามาปั่นหัวข้าตั้งสองเดือนกว่า เอาเศษเนื้อสัตว์ไร้ค่ามาหลอกเอาสมบัติข้าไปตั้งเยอะแยะ! เจ้าสมควรตาย!"

ดวงตาของชิงเฉียนลุกโชนด้วยไฟแค้นและจิตสังหารอันเยือกเย็น เสียงคำรามก้องกังวานไปทั่วเทือกเขาลั่วซิงราวกับพายุหิมะโหมกระหน่ำ...

จบบทที่ บทที่ 20 แก่นดวงดาวแตกสลาย

คัดลอกลิงก์แล้ว