เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 129 เฉินนั่วยี: ถ้าทำแบบนี้ฉันคงกลายเป็นนางมารแน่เลย!

บทที่ 129 เฉินนั่วยี: ถ้าทำแบบนี้ฉันคงกลายเป็นนางมารแน่เลย!

บทที่ 129 เฉินนั่วยี: ถ้าทำแบบนี้ฉันคงกลายเป็นนางมารแน่เลย!


เฉินนั่วยีเคยคิดว่าเธอรู้จักซูหยวนดีพอสมควรแล้ว

แต่ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก็ยังทำให้เธอตกตะลึงอย่างหนัก!

เธอมองดูนักเรียนห้องพิเศษสี่กลุ่มทยอยออกปฏิบัติการ ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมซูหยวนถึงไม่เก็บค่าเล่าเรียน

เพราะในอีกสามวันข้างหน้านี้ เงินค่าแรงที่นักเรียนหามาได้ ส่วนใหญ่จะเข้ากระเป๋าซูหยวนน่ะสิ!

ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นขัดเกลาพลังปราณชั้นปลายถึงชั้นสูงสุดสามสิบหกคน ทำงานสิบแปดชั่วโมงโดยไม่หลับไม่นอน ต่อให้ไม่ใช่มืออาชีพ วันหนึ่งก็น่าจะหาได้สักสองสามพันหยวน!

สามวันรวมกัน ก็เท่ากับรายรับสามแสนหกหมื่น!

สามวันหาได้สามแสนหกหมื่น แม้แต่บัณฑิตระดับสร้างรากฐานที่จบมหาลัยยังไม่มีรายได้ขนาดนี้เลย

"ซู...ซูหยวน นายทำแบบนี้มันจะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?"

เฉินนั่วยีกระตุกชายเสื้อซูหยวน ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

"เรื่องแบบนี้ปิดบังผอ.จางไม่ได้หรอกนะ ถ้าเขาเห็นนายโขกสับเพื่อนนักเรียนเป็นวัวเป็นม้าตลอดสามวันนี้ มีหวังได้อาละวาดแน่"

ซูหยวนยืนไพล่หลัง วางมาดราวกับยอดคนผู้โดดเดี่ยวบนยอดเขา พูดเรียบๆ ว่า:

"หัวหน้าห้อง นี่แหละคือเหตุผลที่ทำไมฉันถึงเป็นอาจารย์ ส่วนเธอเป็นแค่ผู้ช่วย"

"เธอเห็นแค่ว่าฉันใช้เพื่อนๆ เยี่ยงวัวงาน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องให้พวกเขาไปเป็นวัวงาน?"

"เพื่อโกยเงินสกปรก?"

เฉินนั่วยีตอบแบบไม่ต้องคิด

หน้าของซูหยวนมืดครึ้มลงทันที เขายื่นมือสองข้างไปจับไหล่บางๆ ของเฉินนั่วยีไว้

เขามองสบตากับแววตาที่ตื่นตระหนกเล็กน้อยของเด็กสาว แล้วถอนหายใจ:

"หัวหน้าห้อง เธอเข้าใจฉันผิดไปใหญ่แล้ว ดูหน้าฉันเหมือนคนจะมาโกงเงินชาวบ้านเหรอ?"

"อย่างมากฉันก็แค่เก็บค่านายหน้า แบ่งกันเจ็ด-สามเท่านั้นแหละ"

เฉินนั่วยี: "พวกเขา... ได้เจ็ดส่วนเหรอ?"

ซูหยวน: "อะแฮ่ม เจ็ดส่วนนั่นของฉันต่างหาก"

ยังไม่ทันที่เฉินนั่วยีจะถามต่อ ซูหยวนก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที:

"และถ้าตัดเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่หยาบโลนพวกนี้ออกไป หัวหน้าห้องไม่สังเกตเหรอว่าอาชีพรับจ้างทั้งสี่อย่างนี้เลือกมาอย่างมีความหมายลึกซึ้งนะ?"

เฉินนั่วยีส่ายหน้าอย่างงุนงง

"เชือดวัตถุดิบทำห่านย่าง! ทำให้เพื่อนๆ ได้เห็นเลือดจริง ช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงความโหดร้ายของการต่อสู้จริง 100%"

"เป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ช่วยให้เพื่อนๆ พัฒนาทักษะการขี่กระบี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับความเข้าใจในวิชากระบี่ทั้งหมดทางอ้อม"

"เป็น รปภ.! เพื่อนๆ จะต้องเผชิญหน้ากับไรเดอร์ที่มาจากทุกทิศทาง สภาพแวดล้อมแบบนี้เหมาะมากสำหรับการฝึกเก้ากระบี่ไท่ซวี ขอแค่ฟันกระบี่โดนไรเดอร์ได้ทุกดอก ก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่าในการต่อสู้จริงปราณกระบี่จะพลาดเป้า"

"ส่วนอาชีพคู่ซ้อมในโรงยิม ประโยชน์ยิ่งชัดเจน คือช่วยยกระดับกายกระบี่อมตะแบบเน้นๆ"

เฉินนั่วยี: "......"

มะ...มีเหตุผลแฮะ!

ถึงเธอจะรู้สึกตะหงิดๆ ว่าถ้าแค่อยากให้เพื่อนพัฒนาสี่ด้านนี้ มันน่าจะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ก็เถอะ

แต่ไม่ต้องสงสัยเลย วิธีการของซูหยวนคือวิธีที่ประหยัดเงินที่สุด แถมยังดูดเงินกลับมาได้อีกด้วย

สุดท้าย เฉินนั่วยีก็ถูกซูหยวนกล่อมจนเชื่อ เธอกล่าวอาสาว่า:

"งั้นฉันขอร่วมทำงานกับพวกเขาด้วยได้ไหม จะให้พวกเขาก้าวหน้าไปหมดส่วนฉันย่ำอยู่กับที่ไม่ได้หรอก"

ซูหยวนคิดสักครู่ก่อนจะตอบ:

"ทำงานน่ะได้ แต่ภารกิจที่แท้จริงของหัวหน้าห้องคือการดูแลนักเรียนทั้งสามสิบหกคนนั้น ถ้าใครมีท่าทีว่าจะหลุดจากการสะกดจิต ให้รีบแจ้งฉันทันที"

"ซูหยวนผู้นี้ยึดถือคติประจำใจว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะไม่ยอมนั่งดูเพื่อนๆ ล้มเลิกกลางคันเด็ดขาด"

เฉินนั่วยี: "......"

จริงๆ แล้วนายน่าจะทิ้งและเลิกยุ่งกับพวกเขาจะดีกว่านะ

แถมถ้าให้ฉันไปคอยคุมพวกเขา ฉันคงกลายเป็นนางมารร้ายแน่ๆ

หลังจากส่งเฉินนั่วยีออกไป ซูหยวนเองก็ไม่ได้ว่าง

เขาวิ่งไปที่โรงอาหารโรงเรียนเพื่อเริ่มไลฟ์ขายของ พร้อมกับคุมสายการผลิตห่านย่างไปด้วย

และความจริงแล้ว ที่เขาให้นักเรียนห้องพิเศษไปทำงานสี่อย่างนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อหาเงินและเพิ่มความแข็งแกร่งให้นักเรียนเท่านั้น

คุณคิดว่าเขาชอบหาเรื่องเหรอ? ถึงยอมให้คนอื่นมองว่าเป็นจอมมาร ยอมโดนเพื่อน ครู และผู้บริหารมองแรงใส่?

แต่เพื่อให้เด็กห้องพิเศษตกต่ำและดาร์กขึ้น เขาจำเป็นต้องทำแบบนี้!

มีแต่ทำแบบนี้เท่านั้น เขาถึงจะทำภารกิจระบบสำเร็จและได้รับวิชามาร · ดัชนียันต์!

วิชามารนี้ต่างหากคือไพ่ตายที่แท้จริงในการคว้าที่หนึ่งการสอบร่วม!

แล้วจะทำยังไงให้เพื่อนทุกคนตกสู่ด้านมืดภายในสามวันล่ะ?

ในฐานะจอมมารที่ผลักดันอัจฉริยะฝ่ายธรรมะอย่างเฉินนั่วยีและ อูสื่ออิงลงสู่ห้วงอันธการมาแล้ว ซูหยวนคุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีเหลือเกิน

ทำห่านย่าง (หลอมศพ), ขโมยอาหารเดลิเวอรี่ (แย่งชิงวาสนาผู้อื่น), เป็น รปภ. (ตัดเส้นทางผู้อื่น)...

นอกจากเป็นคู่ซ้อมในโรงยิมแล้ว อีกสามอาชีพนี้ล้วนเป็นอาชีพที่ซูหยวนทดสอบมาแล้วว่าได้ผลจริงในการทำให้อัจฉริยะฝ่ายธรรมะแปดเปื้อนและตกต่ำอย่างรวดเร็ว

บวกกับการสะกดจิตของเขาที่ช่วยเพิ่มค่าความชั่วร้ายให้เพื่อนๆ ได้เรื่อยๆ ทำไปสามวัน จะไม่ให้พวกเขากลายเป็นทาส... เอ้ย นักรบผู้ภักดีที่เชื่อฟังเขาอย่างสมบูรณ์ได้ยังไง?

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก หกโมงเย็น

เพราะการเรียนรู้แบบฝากบอทวันนี้เริ่มตอนเก้าโมงเช้า นักเรียนเลยทำงานไปแค่เก้าชั่วโมงก็กลับมาที่ห้องเรียนแล้ว

อีกหกชั่วโมงที่เหลือของวันนี้คือเวลาบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง

จะให้ฝึกเคล็ดวิชาจิตกระบี่ปัญญาให้สำเร็จภายในสามวันมันเป็นไปไม่ได้ ซูหยวนเลยตัดวิชานี้ออกจากการสอน และให้เพื่อนๆ เน้นไปที่การเพิ่มระดับขั้นพลังการบำเพ็ญเพียนแทน

ซูหยวนให้นักเรียนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเกราะสายฟ้าขัดเกลาวิญญาณ

ที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า พอกลับมาก็เปิดค่ายกลรวมปราณ แล้วสั่งให้พวกเขาปรับระดับไฟฟ้าไปที่ระดับสี่ทันที!

ช็อต! ช็อตให้ยับ! ถ้ายังไม่เกรียมห้ามหยุด!

ตราบใดที่ไม่ถึงตาย ก็ช็อตให้ตายกันไปข้าง!

ยังไงตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในสถานะถูกสะกดจิต ต่อให้โดนช็อตจนตัวกระตุกก็ยังบำเพ็ญเพียรต่อได้

ต่อให้บาดเจ็บ ในรายการแลกเปลี่ยนของห้องพิเศษก็มียาพร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา

อย่างมากความเจ็บปวดรุนแรงก็แค่ทำให้พวกเขาตื่นขึ้นมา

ถึงตอนนั้น ซูหยวนก็แค่ใช้ 'เมล็ดพันธุ์กระบี่ใจมาร' เพิ่มความเข้มข้นของหมอกดำ ให้พวกเขาจมลงสู่การสะกดจิตที่ลึกกว่าเดิม

ท่ามกลางแสงไฟฟ้าที่แลบแปลบปลาบ นักเรียนห้องพิเศษต่างดูดซับและขัดเกลาพลังปราณอย่างมีประสิทธิภาพ

เฉินนั่วยีแม้จะไม่ได้ถูกสะกดจิต ก็กัดฟันเปิดโหมดช็อตไฟฟ้าที่ระดับสี่ฝึกไปพร้อมกับทุกคน

แล้วซูหยวนล่ะ?

ตอนนี้เขาก็น่าจะทำตัวเป็นแบบอย่าง เปิดโหมดช็อตระดับสี่หรือห้าเพื่อนำทีมฝึกใช่ไหม?

แต่ความจริงคือ ซูหยวนไม่ได้ใส่ชุดเกราะสายฟ้าขัดเกลาวิญญาณเลยด้วยซ้ำ

พูดตามตรง ตอนแรกซูหยวนก็กะจะใส่ชุดฝึก แน่นอนว่าภายใต้เงื่อนไขที่โอนถ่ายความเจ็บปวดไปให้อูสื่ออิงที่เป็นกระสอบทรายมนุษย์

แต่พอเห็นเพื่อนๆ หลับตาฝึกหนักจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขาก็เกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา!

ซูหยวนที่นั่งอยู่บนแท่นบรรยายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เริ่มเดินเครื่องรากวิญญาณเซินหลัว

หนวดที่มองไม่เห็นจำนวนมากงอกออกมาจากจุดตันเถียนของซูหยวน โดยมีรากวิญญาณเซินหลัวเป็นฐาน

หนวดพวกนี้เลื้อยไปตามพื้นและผนังเหมือนเถาวัลย์เงียบเชียบ เลื้อยไปหาเพื่อนนักเรียน แล้วค่อยๆ แทงเข้าไปในจุดตันเถียนของพวกเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

ในห้องมีเพียงเฉินนั่วยี,  อูสื่ออิง, อู๋ซิงฉี และฉู่หลานซี รวมสี่คน กับเซียวคงที่มีพลังปราณต่างชนิดที่ไม่สามารถดูดซับได้เท่านั้นที่รอดตัวไป

ในฐานะรากวิญญาณชั่วร้ายที่เชี่ยวชาญการรีดไถพลังปราณคนอื่น หนวดของรากวิญญาณเซินหลัวมีฤทธิ์ยาชาในตัว

เหมือนปากยุงนั่นแหละ ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกแทงเข้าไปในตันเถียนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด

ถ้าหนวดดูดซับพลังปราณไปน้อยๆ พวกเขาจะไม่ทันสังเกตเห็นการสูญเสียพลังปราณด้วยซ้ำ จะคิดแค่ว่าเป็นความผันผวนปกติของความเร็วในการฝึกตน

ซูหยวนไม่ได้ใจร้ายกับเพื่อนมากนัก เขาจะดูดพลังปราณไปแค่หนึ่งในสิบจากที่เพื่อนบำเพ็ญไปได้ตามปกติ

แน่นอน ภายใต้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าระดับสี่ พลังปราณหนึ่งในสิบนี้ก็เทียบเท่ากับหนึ่งในห้าของที่พวกเขาได้จากการฝึกปกติแล้ว

การสะกดจิตก็เปลืองพลังปราณและพลังใจเหมือนกันนะ ขอเก็บดอกเบี้ยนิดๆ หน่อยๆ คงไม่เกินไปมั้ง?

พลังปราณกว่าสามสิบส่วนรวมกัน ประสิทธิภาพแซงหน้าการบำเพ็ญเต็มกำลังของซูหยวนไปไกลแล้ว

แถมในขณะที่ดูดพลังเพื่อน เขาก็ยังบำเพ็ญของตัวเองได้อีก

สองอย่างรวมกัน ความเร็วในการบำเพ็ญของซูหยวนแซงหน้าตอนใช้รากวิญญาณสวรรค์เทียมไปแล้วด้วยซ้ำ

สวัสดีปีใหม่ครับ เปิดให้อ่านฟรี 6ตอนกันไปเลย

จบบทที่ บทที่ 129 เฉินนั่วยี: ถ้าทำแบบนี้ฉันคงกลายเป็นนางมารแน่เลย!

คัดลอกลิงก์แล้ว