- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 59 ซูหยวน: ไอ้ระบบ เล่นกูอีกแล้ว!
บทที่ 59 ซูหยวน: ไอ้ระบบ เล่นกูอีกแล้ว!
บทที่ 59 ซูหยวน: ไอ้ระบบ เล่นกูอีกแล้ว!
การที่ซูหยวนตั้งราคายาเม็ดสีน้ำเงินไว้ที่เม็ดละสองพัน ไม่ใช่การตั้งราคาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
ในยุคแห่งการบำเพ็ญเพียร อุตสาหกรรมการปรุงยาและหลอมอาวุธนั้นพัฒนาไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นยาบำเพ็ญกาย นอกจากยาเสริมกล้ามเนื้อสำหรับสัตว์แล้ว ยาบำเพ็ญกายที่สามารถหาซื้อได้อย่างถูกกฎหมายก็มีอยู่ไม่น้อย
ข้อเสียก็มีเพียงอย่างเดียวคือมันแพง
แพงจนกระทั่งซูหยวนไม่เคยกินยาบำเพ็ญกายเลยแม้แต่เม็ดเดียว
ยกตัวอย่างเช่น ยาลูกกลอนเอ็นมังกรกระดูกพยัคฆ์ ซึ่งเป็นยาที่ขายดีที่สุดในระดับขัดเกลาพลังปราณ ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 3500 หยวน บางครั้งที่แพงก็อาจสูงถึง 5,000 หยวน
ยาชนิดนี้มีสรรพคุณคงอยู่ได้นานถึงสี่ชั่วโมง สามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูกได้
แต่จากคำอธิบายของตัวยา ดูเหมือนว่าสรรพคุณของยาเม็ดนี้ตลอดสี่ชั่วโมง ก็ยังสู้ยาเม็ดสีน้ำเงินในช่วงเวลาสองชั่วโมงไม่ได้
แต่นั่นมันเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานนะ ถ้าขายยาเม็ดสีน้ำเงินในราคาที่สูงกว่า3000 หยวน ก็เท่ากับเป็นการแข่งขันโดยตรงกับยาลูกกลอนเอ็นมังกรกระดูกพยัคฆ์
สำหรับผู้บำเพ็ญกายส่วนใหญ่ พวกเขายอมกินยาที่สรรพคุณด้อยลงหน่อยหรือ ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกร้อย-สองร้อยหยวน ดีกว่าไปซื้อยาจากนักปรุงยาส่วนตัว
แต่ถ้าส่วนต่างของราคาห่างกันเกือบเท่าตัว... ต่อให้กินแล้วต้องเข้าโรงพยาบาล พวกเขาก็ต้องชมว่ายาเม็ดสีน้ำเงินนั้นมันดีจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเคยบอกเองว่า ยาที่ปรุงขึ้นด้วยวิชามาร·ดัชนีวิญญาณ จะไม่มีพิษตกค้าง ความปลอดภัยรับประกันได้แน่นอน
อีกอย่าง การปรุงยาเม็ดสีน้ำเงินของเขาก็แทบไม่มีต้นทุนเลย!
ขายสองพันก็ได้กำไรสองพัน ผู้ผลิตยาลูกกลอนเอ็นมังกรกระดูกพยัคฆ์จะเอาอะไรมาสู้กับเขา?
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากได้ยินราคาที่ซูหยวนบอก หยางเหวินเทาก็ไม่ตกใจแถมยังดีใจอีกด้วย!
“สองพัน! แค่สองพันจริงๆ เหรอ?!”
เฉินนั่วยีที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหยางเหวินเทาก็รู้สึกประหลาดใจ:
“ยาเม็ดละสองพัน... ยังว่าถูกอีกเหรอ? ตอนที่ฉันเริ่มทำงานใหม่ๆ ทั้งสัปดาห์ยังหาเงินไม่ได้เท่านี้เลย”
หยินชีเยว่เหลือบมองหลานสาวของตัวเอง อยากจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
อย่าไปพูดถึงตอนที่เธอยังเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินเลยดีกว่า ที่ยาเม็ดเดียวก็ราคาหลายหมื่น หรือกระทั่งเป็นแสน
ซูหยวนประคองหยางเหวินเทาให้ลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า:
“ใช่ แค่สองพันก็พอแล้ว พี่จะซื้อกับผมกี่เม็ดล่ะ?”
หยางเหวินเทาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า:
“ผมยังเป็นแค่นักศึกษา ไม่มีเงินเก็บเท่าไหร่ ตอนนี้คงซื้อได้แค่ห้าเม็ด”
ซูหยวน: “ห้าเม็ดเหรอ? ก็ได้อยู่”
ในขณะที่หยางเหวินเทากำลังจะควักเงินออกมา ซูหยวนกลับเปลี่ยนเรื่องพูด:
“แต่ว่ารุ่นพี่ครับ ยาของผมเนี่ย จริงๆ แล้ววัตถุดิบมันค่อนข้างขาดแคลน มีแค่ผมคนเดียวที่รู้วิธีหลอม”
“พี่ซื้อแค่ห้าเม็ดจะใช้ได้นานแค่ไหน? บางทีครั้งหน้าที่พี่อยากจะซื้ออีก ผมอาจจะไม่มีของแล้วก็ได้ โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ๊อยบ่อย นะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยางเหวินเทาก็เริ่มร้อนรน
เขาทนไม่ได้อีกแล้วกับชีวิตที่ขาดยาเม็ดสีน้ำเงิน แค่วันละเม็ดก็อาจจะไม่พอด้วยซ้ำ
ในที่สุดเขาก็กัดฟันตัดสินใจ โอนเงินให้ซูหยวนไปสองหมื่นหยวนทันที!
“นี่เป็นค่าขนมทั้งหมดของผมในเดือนนี้ครับ รอให้ผมมีเงินเมื่อไหร่ จะรีบกลับมาซื้อยาจากเฮียอีกแน่นอนครับ”
ซูหยวนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หยิบยาเม็ดสีน้ำเงินที่ห่อไว้ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้อีกฝ่าย:
“ตอนนี้ผมมียาลับติดตัวอยู่แค่หกเม็ด พี่เอาไปใช้ก่อน อีกสองวันค่อยมาเอาที่เหลือจากผม”
“ได้ครับ! ได้ครับ!”
เมื่อเห็นยาเม็ดสีน้ำเงินที่ปรารถนาปรากฏอยู่ตรงหน้า ดวงตาของหยางเหวินเทาก็ลุกวาว
เขาลืมความเจ็บปวดจากการที่ต้องจ่ายเงินไปสองหมื่นหยวนในครั้งเดียวจนหมดสิ้น รีบกินเข้าไปหนึ่งเม็ด
ทันทีที่ยาเม็ดสีน้ำเงินละลายในปาก ร่างกายของเขาก็หยุดสั่นเทา สีหน้าก็ปรากฏความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเล็กน้อย ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยพลังชีวิตในทันที
“เฮียหยวน งั้นผมกับน้องก็ขอตัวก่อนนะครับ!”
ตอนนี้หยางเหวินเทาแทบจะรอไม่ไหวที่จะไปลุยที่โรงยิมแล้ว
ส่วนหวงเซิงน่ะเหรอ?
เฮียซูหยวนบอกแล้วนี่นาว่าไม่ตาย งั้นก็ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะมั้ง?
เมื่อซูหยวนพยักหน้า หยางเหวินเทาก็รีบแบกน้องของเขาขึ้นบ่า แล้ววิ่งตรงไปยังโรงยิม
หลังจากมองอีกฝ่ายจากไป ซูหยวนก็มองดูเงินสองหมื่นหยวนที่เพิ่งเข้ามาในบัญชี แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียง “ติ๊งต่อง” ดังขึ้นข้างหูของซูหยวน
[ในที่สุดก็มาถึงขั้นนี้แล้วสินะ? เจ้าไม่สามารถกดข่มสันดานดิบของตนเองได้อีกต่อไป ในขณะที่บ่อนทำลายสำนักไท่หัวอย่างเหิมเกริม เจ้ายังกล้ายื่นกรงเล็บมารไปยังศิษย์ของสำนักฝ่ายธรรมะอื่นอีก!]
[เจ้าใช้ยาลูกกลอนชั่วร้ายควบคุมร่างกายของพวกเขา ใช้เสียงมารล่อลวงรีดไถเงินเก็บของพวกเขา!]
มาอีกแล้ว! ไอ้ระบบบ้านี่มาใส่ร้ายป้ายสีอีกแล้ว!
ตูก็แค่ทำธุรกิจ การทำธุรกิจมันขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน มีคนซื้อก็ต้องมีคนขาย
ตูเคยโฆษณายาเม็ดสีน้ำเงินรึเปล่า ไม่เคยนี่! ตูไม่ได้ไปบังคับให้หยางเหวินเทาซื้อยาเม็ดสีน้ำเงินด้วยนะ ไม่ได้บังคับเขาเลยซักนิด!
มันเป็นความผิดของเขาเองทั้งหมด จะมาเกี่ยวอะไรกับตู?
[การทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะเสื่อมทรามลงถึงเพียงนี้ ความทะเยอทะยานของเจ้าช่างปรากฏชัดแจ้ง! เจ้าไม่ต้องการที่จะต่อสู้เพียงลำพังอีกต่อไป เจ้าต้องการที่จะส่งสายลับแทรกซึมเข้าไปในทุกสำนักฝ่ายธรรมะ ต้องการที่จะสูบเลือดสูบเนื้อทุกคนที่ถูกเจ้าล่อลวงให้ตกต่ำ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง!]
ไม่เลย กุไม่เคยคิดแบบนั้นโว้ย ก็แค่อยากจะหาเงินสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เท่านั้นเอง
[ภารกิจจอมมารได้อัปเดตแล้ว]
[ภารกิจ: หยวนฉื่อ (ปฐมกาล) (กำลังดำเนินการ)]
[พลังของคนคนเดียวย่อมมีขีดจำกัด เจ้าปรารถนาที่จะสร้างลัทธิมารอันไร้เทียมทาน ทำให้เหล่าสาวกยอมถวายเครื่องบรรณาการด้วยความเต็มใจ เพื่อช่วยให้เจ้าบรรลุสู่มหาเต๋า! จงรีบสรรหาสาวกโดยเร็ว เพื่อให้ลัทธิหยวนได้เริ่มต้นขึ้น!]
[ความคืบหน้าภารกิจ: สรรหาสาวก (2/1000)]
[รางวัลภารกิจ: ยกระดับวิชามาร (เลือกได้เอง)]
(ขออนุญาตแปลทับศัพท์เพราะต้นฉบับเล่นคำ หยวนฉื่อที่แปลว่าปฐมกาล กับชื่อของตัวเอก)
เมื่อมองดูภารกิจใหม่ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างระบบ ซูหยวนก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
ไอ้ระบบเล่นกูอีกแล้ว!
ตูไม่ได้อยากจะเป็นเจ้าลัทธิมารอะไรนั่น แต่รางวัลที่ระบบให้มันช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน
โชคดีที่ตามนิสัยปกติของระบบแล้ว สาวกหนึ่งพันคนที่มันต้องการ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกสมุนที่เชื่อฟังคำสั่งฉันทุกอย่างถึงหนึ่งพันคน
หยินชีเยว่ เจ้าลัทธิชีเยว่ผู้มีสาวกกว่าสองแสนคน ได้ชี้ทางสว่างให้เขาแล้ว
แฟนคลับบนโลกออนไลน์ก็นับเป็นสาวกได้เช่นกัน
ขอแค่ตัวเองปั้นช่องให้ดังได้ การทำภารกิจนี้ให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ว่าไปแล้ว สาวกสองคนแรกของตัวเองเป็นใครกันนะ?
หยางเหวินเทาต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ส่วนอีกคนน่าจะเป็น "บริวารคนแรก" ของตัวเอง เฉินนั่วยี
รอให้ลัทธิหยวนพัฒนาขึ้นมาได้เมื่อไหร่ ตัวเองต้องหาตำแหน่งรองเจ้าลัทธิหยวนให้หัวหน้าห้องสักตำแหน่ง ให้เธอได้เป็นสมุนคู่ใจ ทำเรื่องชั่วร้ายไปด้วยกัน เคี้ยก เคี้ยก เคี้ยก!
และในขณะที่ซูหยวนกำลังวางแผนการลับๆ ที่ไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้ เสียงของหยินชีเยว่ก็ดึงสติของเขากลับมา
เด็กสาวนัยน์ตาสีม่วงพูดอย่างประหลาดใจ:
“สองหมื่นหยวนเลยนะ หามาได้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
จากนั้นเธอก็สงสัยขึ้นมา:
“ซูหยวน ต้นทุนในการปรุงยาเม็ดสีน้ำเงินพวกนี้เท่าไหร่เหรอ? ถูกกว่ายาบำเพ็ญกายในตลาดตั้งเยอะ จะได้กำไรเหรอ?”
ซูหยวนมองไปที่อุปราชซ้ายแห่งลัทธิหยวนในอนาคตคนนี้ แล้วไม่กล้าพูดความจริงออกไป จึงตอบอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ:
“กำไรน่ะได้อยู่แล้ว ถ้าสามารถพัฒนาธุรกิจนี้ต่อไปได้ บางทีผมอาจจะมีรายได้เดือนละสอง-สามแสน หรืออาจจะมากกว่านั้นจากการขายยาอย่างเดียวก็ได้”
หยินชีเยว่พยักหน้าอย่างชื่นชมเล็กน้อย คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ:
“แต่ฉันเห็นว่านายเพิ่งจะหาลูกค้าได้แค่นักศึกษาคนนั้นคนเดียวเอง แล้วหลังจากนี้จะขยายธุรกิจยังไงล่ะ?”
ซูหยวนพูดอย่างมั่นใจ:
“ของดีไม่ต้องโม้เยอะครับ จริงๆ แล้วลูกพี่ลูกน้องของหวงเซิงก็เหมือนกับป้ายโฆษณาเดินได้ ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนรอบข้างเขาพอเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาแล้วจะไม่สงสัย”
“ผมเดาว่า อีกไม่นานก็จะมีคนมาหาผมผ่านการแนะนำของลูกพี่ลูกน้องของหวงเซิง”
เมื่อเห็นว่าซูหยวนวางแผนไว้หมดแล้ว หยินชีเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
เธอยังคงเดินตามคนทั้งสองไป ดูพวกเขาทำงาน
วันหยุดสุดสัปดาห์ที่หายากผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการทำงานที่เต็มที่
วันรุ่งขึ้น หยินชีเยว่กลับไปเรียนที่โรงเรียนของตัวเอง ซูหยวนได้นัดกับเธอไว้แล้วว่าหลังเลิกเรียนจะมาไลฟ์สดที่โรงอาหารของโรงเรียนมัธยมไท่หัวอีกครั้ง