- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 45 ซูหยวน: ขอพล็อตเรื่องแบบสูตรสำเร็จหน่อยไม่ได้เหรอ?
บทที่ 45 ซูหยวน: ขอพล็อตเรื่องแบบสูตรสำเร็จหน่อยไม่ได้เหรอ?
บทที่ 45 ซูหยวน: ขอพล็อตเรื่องแบบสูตรสำเร็จหน่อยไม่ได้เหรอ?
ซูหยวนอ่านอารมณ์ไม่ออกเลยจากแววตาของไท่ป๋ายเทียนจีที่นั่งสงบนิ่งอยู่
เขายังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สีหน้าเรียบเฉย
แต่นั่นมันภาพลวงตา!
แถบความคืบหน้าภารกิจของระบบไม่โกหกเขาหรอก ความสนใจที่ไท่ป๋ายเทียนจีมีต่อเขามันพุ่งจาก 0 ทะลุ 100 ไปแล้ว
ถ้าในใจอีกฝ่ายไม่มีความคิดอะไรเลยก็ผีหลอกแล้ว
อย่ามาอ้างว่าไท่ป๋ายอวี่ซียังเด็ก เพราะยิ่งเด็กนี่แหละยิ่งทำให้คนเป็นพ่อโกรธ!
แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังหลอก ยังติดสินบน นี่มันพฤติกรรมเดรัจฉานชัดๆ?
ต่อให้ความคืบหน้าภารกิจของระบบเชื่อไม่ได้ แต่วิชา 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》ของซูหยวนที่เริ่มทำงานเองโดยอัตโนมัติ ดูดซับอารมณ์ด้านลบจากรอบข้างอย่างบ้าคลั่งนั้นโกหกไม่ได้
อารมณ์ด้านลบนี้มาจากไหน?
ไม่ต้องบอกก็รู้
ไท่ป๋ายอวี่ซีนะไท่ป๋ายอวี่ซี เธอทำฉันเดือดร้อนหนักแล้ว!
ฉันชนะการประลองนี้ด้วยฝีมือจริงๆ ได้แท้ๆ
ซูหยวนรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังเหมือนมีลมหนาวพัดย้อน สายตาจากผอ.โรงเรียนไปจนถึงนักเรียนที่มองมาเหมือนมีดกรีด แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ
แต่เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ซูหยวนจะทำอะไรได้?
เอาเป็นว่ามาดูของรางวัลที่ระบบให้มาก่อนดีกว่า
【ภารกิจ: ยืมอำนาจ (สำเร็จแล้ว)】
【รางวัลภารกิจ: วิชามาร · ดัชนีศาสตรา (ส่งมอบแล้ว)】
ทันใดนั้น ซูหยวนรู้สึกเหมือนมีความรู้จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในสมอง
【วิชามาร · ดัชนีศาสตรา: เอ็ฟเฟ็คที่ 1: เมื่อใช้กับอาวุธวิเศษที่กำหนด จะสามารถรับรู้อารมณ์ของอาวุธนั้น และได้รับค่าความชอบเริ่มต้นจากอาวุธนั้น 100 แต้ม】
【เอ็ฟเฟ็คที่ 2: หลังจากรับรู้อารมณ์ของอาวุธ สามารถพยายามสื่อสารกับอาวุธได้ เมื่ออาวุธมีค่าความชอบต่อผู้ใช้ถึง 120 ขึ้นไป มีโอกาส 99% ที่จะกระตุ้นคุณสมบัติ 'จิตแห่งศาสตราปิติยินดี'】
【จิตแห่งศาสตราปิติยินดี: อาวุธวิเศษจะแสดงประสิทธิภาพเหนือขีดจำกัดทางทฤษฎีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน หากจิตแห่งศาสตราไม่พอใจ ประสิทธิภาพของอาวุธจะลดลงอย่างมาก หรืออาจถึงขั้นขัดข้องเสียหายได้ทันที】
เชี่ย! วิชามารนี้เจ๋งว่ะ!
รับรู้และปลุกปั่นอารมณ์ของอาวุธวิเศษ ทำให้อาวุธกับผู้ใช้ผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน จนแสดงผลลัพธ์แบบคนกับกระบี่รวมเป็นหนึ่ง? เข้าใจแบบนี้ถูกใช่ไหม
แต่ปัญหาก็คือ วิชาที่ดูยังไงก็ไม่เห็นจะเป็นวิชามารแบบนี้ ทำไมถึงถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับดัชนีลิขิต และดัชนีวิญญาณ?
ขณะที่กำลังงุนงง บนหน้าจอระบบก็ค่อยๆ ปรากฏข้อความแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่ง
【หมายเหตุ: เมื่อโฮสต์ใช้วิชามาร · ดัชนีศาสตรา สามารถมองให้กว้างขึ้นได้ การปลุกปั่นอาวุธวิเศษของศัตรูให้เกิดสถานะ 'จิตแห่งศาสตราไม่พอใจ' หรือทำให้อาวุธของศัตรูแปรพักตร์ ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าทำอย่างยิ่ง】
โอเค เข้าใจแล้ว นี่สินะวิธีใช้วิชามาร · ดัชนีศาสตราที่ถูกต้อง?
ซูหยวนบรรลุธรรมทันที
ถ้าพูดแบบนี้ วิชามาร · ดัชนีศาสตรา นี่มันก็โคตรจะชั่วร้ายเลย!
ลองจินตนาการว่า คุณเป็นเซียนกระบี่ฝ่ายธรรมะยุคโบราณที่เกลียดความชั่วเข้ากระดูกดำ ถือกระบี่คู่ใจไปไล่ล่าผู้ฝึกมาร
ผลคือในจังหวะที่จะตัดสินแพ้ชนะ คุณฟันกระบี่เล่มสำคัญออกไป กลับพบว่ากระบี่ของตัวเองถูกผู้ฝึกมารเป่าหูจนแปรพักตร์ไปตอนไหนก็ไม่รู้ พลังทำลายของกระบี่ลดฮวบ
สถานการณ์ในสนามรบเปลี่ยนผันในพริบตา จุดจบของคุณคงเดาได้ไม่ยาก
แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว
เพียงแต่... วิชามาร · ดัชนีศาสตรา แม้จะเป็นวิชามารที่ชั่วร้ายสุดๆ แต่ปัญหาก็คือ คนจนๆ อย่างเขาจะไปหาอาวุธวิเศษที่ไหน?
ไปเป่าหูอาวุธคนอื่นเหรอ?
ขโมยทรัพย์สินผู้อื่นมีโทษจำคุกนะ! คุกสามปีรู้จักไหม!
ใช้วิธีนี้ลอบกัดตอนประลองกับอัจฉริยะรุ่นเดียวกัน?
เหอๆ เขาไม่ได้กำลังแข่งประลองยุทธ์อยู่หรือไง? ขอถามหน่อยว่าอาวุธวิเศษอยู่ไหน?
การแข่งประลองยุทธ์ระดับมัธยมห้ามใช้อาวุธและของวิเศษเข้าใจไหม! จะไปลอบกัดยังไง?
คิดไปคิดมา สุดท้ายซูหยวนก็พบด้วยความจนใจว่า วิชามาร · ดัชนีศาสตรา ดูเหมือนจะดีแค่รูปจูบไม่หอม ช่วยอะไรเขาตอนนี้ไม่ได้เลย
ซูหยวนส่ายหน้า ปิดหน้าจอระบบ ดึงสมาธิกลับมาที่การแข่งประลองยุทธ์
ตอนนี้เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไท่ป๋ายเทียนจีจะพาแม่หนูอวี่ซีตัวแสบคนนั้นกลับไป แล้วจัดการแข่งประลองยุทธ์ต่อไปตามปกติ เขาจะได้ใช้ฝีมือพิสูจน์ตัวเอง
แต่น่าเสียดายที่เรื่องไม่เป็นดังหวัง ไท่ป๋ายเทียนจีไม่พูดอะไรสักคำ บรรยากาศเลยตึงเครียดอยู่อย่างนั้น
ส่วนไท่ป๋ายอวี่ซีกลับดูสนุกที่เรื่องมันวุ่นวาย เอียงคอเล็กๆ แล้วพูดว่า:
"หนูบอกว่าซูหยวนเป็นแชมป์ ทำไมพวกคุณไม่พูดอะไรกันเลย มีใครอยากคัดค้านไหม?"
สิ้นคำพูดนี้ ในที่สุดก็มีคนในฝูงชนทนไม่ไหว!
"ผมคัดค้าน! การแข่งครั้งนี้มันเด็กเล่นขายของเกินไปแล้ว ผมขอให้เปลี่ยนกรรมการแล้วแข่งใหม่!"
คนพูดคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าตาดูเป็นผู้ใหญ่ เดินอาดๆ ออกมาจากฝูงชนขณะพูด
ซูหยวนหันไปมอง จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ฝ่ายนั้นคือ 'หวงเซิง' ผู้เข้าแข่งขันจากห้องสี่
บ้านหมอนี่เป็นเศรษฐีท้องถิ่น ใช้เงินที่บ้านอัดฉีดจนสมรรถภาพร่างกายทิ้งห่างเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลายเป็นนักเรียนโควต้านักกีฬาของห้อง
อาศัยความแข็งแกร่งของร่างกาย ต่อให้เทคนิคการต่อสู้ของหวงเซิงจะขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่ฝีมือก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด
และเหตุผลที่คนคนนี้เป็นคนแรกที่ออกมาคัดค้าน ซูหยวนก็พอเข้าใจได้
เพราะนอกจากกีฬาและความแกร่งแล้ว ผลการเรียนด้านอื่นของหมอนี่ห่วยแตก
ถ้าไม่ได้อันดับดีๆ ในการแข่งประลองยุทธ์ เขาแทบไม่มีทางได้เข้าห้องเรียนพิเศษแน่ๆ
เดิมทีด้วยฝีมือของหวงเซิงน่าจะมีหวังเข้ารอบชิง ผลคือโดนไท่ป๋ายอวี่ซีมั่วนิ่มแบบนี้ ยังไม่ได้ลงสนามก็ตกรอบแล้ว ใครจะไปทนไหว
ซูหยวนรู้สึกว่าต้องสนับสนุนสักหน่อย รีบๆ แข่งใหม่เถอะ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปาก หวงเซิงกลับเปลี่ยนเป้าหมายกะทันหัน เดินดุ่มๆ มาตรงหน้าซูหยวน มองลงมาด้วยสายตาดูแคลนแล้วพูดว่า:
"แกชื่อซูหยวนใช่ไหม! ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้แกซ่ามากนะ ตัวติดกับดาวโรงเรียนตลอด แต่ไม่คิดว่าต่อหน้าท่านเซียนไท่ป๋าย แกยังจะกล้ากร่างขนาดนี้!"
"ฉันไม่สนว่าแกไปล่อลวงลูกสาวท่านเซียนไท่ป๋ายยังไง ตอนนี้ฉันให้แกเลือกทางเดียว ไปขอโทษท่านเซียนไท่ป๋าย แล้วมาสู้กับพวกเราผู้เข้าแข่งขันอย่างลูกผู้ชาย!"
ซูหยวน: "..."
เออ ดี ในที่สุดก็มาแล้วสินะ พล็อตเรื่องแบบสูตรสำเร็จ?
ฟังจากน้ำเสียงหวงเซิง ดูเหมือนจะอิจฉาที่เขาไปไหนมาไหนกับเฉินนั่วยีด้วย
ตัวร้ายไร้สมองที่หาเรื่องเองแบบนี้ มันช่างได้รสชาติจริงๆ!
ซูหยวนไม่ตกใจแต่กลับดีใจ แทบรอจะเปิดฉากสู้ไม่ไหวแล้ว
แต่ตอนนั้นเอง ไท่ป๋ายอวี่ซีกลับไม่ยอม พูดเหน็บแนมด้วยสีหน้ารังเกียจ:
"นายเป็นตัวอะไร พวกปลาเน่าเต่าเหม็นก็คู่ควรจะแข่งกับพี่ซูหยวนด้วยเหรอ? ต่อให้นายกับอีกหลายคนรุมเข้ามาพร้อมกัน ก็สู้พี่ซูหยวนมือเดียวไม่ได้หรอก"
หน้าของหวงเซิงแดงก่ำทันที อารมณ์ด้านลบมหาศาลถาโถมใส่ซูหยวนราวกับคลื่นยักษ์
ซูหยวน: "..."
ยกยอปอปั้นเพื่อฆ่ากันชัดๆ! ยัยเด็กเปรตผมขาวนี่ร้ายจริงๆ!
ซูหยวนเริ่มเข้าใจแผนของไท่ป๋ายอวี่ซีลางๆ แล้ว ยัยเด็กนี่ที่ประกาศให้เขาชนะเมื่อกี้ ไม่ใช่การเข้าข้างเลยสักนิด แต่เป็นการลากตีนมาให้เขาต่างหาก!
แต่หนึ่งรุมเจ็ดเขาอาจจะสู้ไม่ไหวนะเฮ้ย!
และในขณะที่สถานการณ์เริ่มวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ไท่ป๋ายเทียนจีก็กระแอมไอเบาๆ:
"อวี่ซี การแข่งครั้งนี้ให้พ่อรับผิดชอบเถอะ"
สิ้นคำพูดนี้ ผู้อำนวยการจางโหย่วเต๋อและเหล่าครูนักเรียนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ท่านเซียนไท่ป๋ายรู้จักกาลเทศะจริงๆ ไม่ปล่อยให้ลูกสาวก่อเรื่องไปเรื่อยเปื่อย
การแข่งประลองยุทธ์คงจะดำเนินต่อไปตามแผนได้แล้วสินะ
ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งตารอ วินาทีถัดมา ไท่ป๋ายเทียนจีกลับพูดเรียบๆ ว่า:
"เมื่อกี้เสียเวลาไปเยอะ ผมเห็นว่าการแข่งประลองยุทธ์นี้ไม่จำเป็นต้องแข่งแล้วล่ะ"
"เอาแบบนี้แล้วกัน ผู้เข้าแข่งขันทุกคนมาเข้ากลุ่มแชตกับผม เดี๋ยวผมจะส่งอั่งเปา ใครแย่งอั่งเปาได้ก่อนก็เป็นที่หนึ่ง ได้เข้าเรียนห้องเรียนพิเศษไป"
ผู้บริหาร, ครูนักเรียน, ผู้เข้าแข่งขัน: "???"