- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 39 ทำไมจอมมารซูหยวนถึงต้องเก็บประวัติศาสตร์อันน่าอัปยศอดสูของตนเองไว้?
บทที่ 39 ทำไมจอมมารซูหยวนถึงต้องเก็บประวัติศาสตร์อันน่าอัปยศอดสูของตนเองไว้?
บทที่ 39 ทำไมจอมมารซูหยวนถึงต้องเก็บประวัติศาสตร์อันน่าอัปยศอดสูของตนเองไว้?
"จะให้พี่ทำยังไงหนูถึงจะไม่บอกเรื่องนี้กับคนอื่น? ขอแค่เป็นเรื่องที่พี่ทำได้ พี่จะยอมทำทุกอย่างเลย"
"ถ้าคนอื่นรู้ว่าพี่เป็นผู้ฝึกวิถีมารละก็ พี่คง..."
ซูหยวนกุมมือเล็กๆ บอบบางของโลลิผมขาว นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าเธอ ร้องขอด้วยสีหน้าเว้าวอน
คำถาม: เมื่อเผชิญหน้ากับยัยเด็กเปรตเมซุกาคิที่น่าหมั่นไส้สุดๆ แต่มีพลังมากพอจะตบแกให้ตายในทีเดียว แถมในมือแกยังไม่มีของวิเศษประเภทสะกดจิตอะไรพวกนั้นด้วย แกจะทำยังไง?
ซูหยวนไม่รู้ว่าชาวเน็ตจะงัดไม้เด็ดพิสดารอะไรออกมาใช้ แต่ที่แน่ๆ เขาเลือกที่จะยอมจำนนทันที
รอยยิ้มแบบยัยเด็กเปรตของแม่หนูนี่มันบริสุทธิ์เกินไป ไม่เหมือนการแสดงเลยสักนิด
แค่อาศัยจุดนี้ ซูหยวนก็ฟันธงได้เลยว่ายัยนี่คือเด็กเปรตที่ขนยังไม่ขึ้นของแทร้
ชัดเจนว่าเป็นพวกเกิดมาก็มีโปรโกงติดตัว สามารถฆ่าคนธรรมดาที่อ่อนแอ น่าสงสาร และไร้ทางสู้อย่างซูหยวนได้ง่ายๆ!
บ้าเอ๊ย แบบนี้มันน่ากลัวกว่าการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือฝ่ายธรรมะที่เป็นผู้ใหญ่แล้วตั้งเยอะ!
เพราะเด็กมันลงมือไม่รู้จักหนักเบา ถ้าเกิดอารมณ์เสียแล้วทุบเขาตายขึ้นมาจริงๆ เขาจะไปร้องเรียนกับใครได้?
คำบรรยายภารกิจของพี่ระบบมันยังถนอมน้ำใจไปด้วยซ้ำ!
ดังนั้น ต่อให้ซูหยวนรู้ดีว่าประวัติของตัวเองขาวสะอาด ไม่กลัวการตรวจสอบ เขาก็ไม่กล้าทำตัวกร่าง
หลอกล่อแม่หนูนี่ไปก่อน รอเจอผู้ปกครองของเธอเมื่อไหร่ ค่อยสอนให้รู้ซึ้งว่าโลกของผู้ใหญ่มันโหดร้ายแค่ไหน!
ซูหยวนแอบคิดแผนชั่วในใจ
และเมื่อเห็นซูหยวนยอมอ่อนข้อ มุมปากของโลลิผมขาวก็ยกยิ้มด้วยความตื่นเต้นทันที
อัตราการรอดชีวิตบนหน้าต่างระบบตรงหน้าซูหยวน พุ่งขึ้นแตะ 80% ในพริบตา!
"เฮ้อ ถือว่าสถานการณ์อยู่ตัวแล้ว"
เขาถอนหายใจในใจด้วยความโล่งอก
ตอนนี้เอง โลลิผมขาวก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา:
"พี่ชายตัวร้ายวางใจเถอะ หนูไม่ทำร้ายพี่หรอก"
"ที่พี่เปิดเผยตัวตนออกมา เป็นเพราะหนูมีความสามารถพิเศษในการมองเห็นไอปีศาจ นอกจากหนูกับพี่ จะไม่มีใครรู้อีกว่าตัวตนที่แท้จริงของพี่เป็นอะไร"
"แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ต่อไปนี้พี่ต้องพาหนูไปเที่ยวบ่อยๆ ได้ไหม?"
"ได้แน่นอน ต่อไปเราสองคนจะเป็นคู่หูที่ดีที่สุดในใต้หล้าเลย"
ซูหยวนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ในใจผ่อนคลายลงอีกเปลาะ
ดีแล้วที่ไม่มีบุคคลที่สามรู้เรื่องตัวตนผู้ฝึกวิถีมาร ไม่อย่างนั้นต่อให้ตัวเองบริสุทธิ์ ก็คงเจอปัญหาจุกจิกตามมาอีกเพียบ
และดูเหมือนว่าเพราะได้ทำข้อตกลงบางอย่างกับโลลิผมขาว เสียง "ติ๊ง" จึงดังขึ้นข้างหูซูหยวน
[ความคืบหน้าภารกิจ: อัตราการรอดชีวิต (100%/100%)]
[เหลือเชื่อ เจ้าสามารถรอดชีวิตจากเงื้อมมือของยอดฝีมือฝ่ายธรรมะที่น่าสะพรึงกลัวผู้นี้มาได้จริงๆ แต่เพื่อการเอาตัวรอด เจ้าจึงยอมเซ็นสัญญาทาสอันน่าอัปยศกับอีกฝ่าย!]
[แต่ลูกผู้ชายยืดได้หดได้ เมื่อวันใดที่เจ้ากลายเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ หนังสือประวัติศาสตร์จะจารึกเหตุการณ์นี้ไว้อย่างละเอียด เจ้าจะกลายเป็นบรมครูแห่งหมื่นมาร!]
เหอะๆ ระบบที่คุ้นเคยกลับมาแล้วสินะ
แต่เรื่องหนังสือประวัติศาสตร์อะไรนั่น ไม่ต้องมีก็ได้มั้ง
ไม่แน่อีกไม่กี่ร้อยกี่พันปีข้างหน้า อาจจะมีคนรุ่นหลังถามขึ้นมาว่า ทำไมจอมมารซูหยวนถึงต้องเก็บประวัติศาสตร์ช่วงที่เป็นเบี้ยล่างให้โลลิผมขาวเอาไว้ด้วยคนับ?
แล้วก็คงมีคนมาตอบว่า: พวกนายไม่รู้อะไรซะแล้ว ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ถูกเขียนให้ดูดีขึ้นต่างหาก เดิมทีที่จอมมารซูหยวนรอดมาได้ ไม่ใช่เพราะยอมเป็นเบี้ยล่าง แต่เพราะยอมขายตู...
แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว
[รางวัลภารกิจ: โอกาสวาสนาแบบสุ่ม*1! (ส่งมอบแล้ว)]
[โอกาสวาสนาแบบสุ่ม: ภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ หากพบเจอวาสนาที่สามารถช่วงชิงมาได้ จะมีการแจ้งเตือน]
เวรเอ๊ย สรุปว่าไอ้โอกาสวาสนาแบบสุ่มนี่ไม่ใช่ของวิเศษที่หล่นตุ๊บลงมาจากฟ้าหรอกเหรอ?
ระบบแกเปลี่ยนไป!
แกขี้งกขึ้นนะ!
ซูหยวนปิดหน้าต่างระบบด้วยความหงุดหงิด แล้วหันไปฉีกยิ้มให้โลลิผมขาวอีกครั้ง
"น้องจ๋า ให้พี่เรียกว่าอะไรดีจ๊ะ?"
โลลิผมขาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง "อวี่ซี อวี่ที่แปลว่าฝน ซีที่แปลว่าแสงยามเช้า"
"ชื่อเพราะมาก"
ซูหยวนชมตามมารยาท แล้วถามต่อ:
"งั้นพวกเรากลับไปกินข้าวกันต่อเถอะ"
อวี่ซีพยักหัวเล็กๆ แล้วเดินตามซูหยวนกลับไปที่โรงอาหาร
คราวนี้ ซูหยวนไม่สนแล้วว่าห่านย่างเกล็ดมังกรจะบำรุงเกินไปจนเด็กรับไม่ไหวหรือเปล่า เขาคีบเนื้อห่านกองโตใส่จานให้โลลิผมขาว ให้เธอกินอย่างจุใจ
ปีศาจน้อยที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดแบบนี้ แค่เนื้อสัตว์วิญญาณขั้นขัดเกลาพลังปราณคงทำอะไรเธอไม่ได้หรอก!
แต่ก็นะ...
ไอ้เด็กเปรตนี่คงคิดไม่ถึงหรอกว่า ห่านย่างที่ดูน่ากินตรงหน้านี้ ถูกย่างด้วยกรรมวิธีวิชาหลอมศพโบราณ
ถ้าเธอรู้ความจริงเรื่องนี้ จะตกใจจนร้องไห้จ้าเลยไหมนะ? เคี้ยกเคี้ยกเคี้ยก!
ซูหยวนนั่งยิ้มตาหยีมองโลลิผมขาวเคี้ยวเนื้อคำโต
ในใจกลับเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
จุดประสงค์ที่ยัยหนูนี่มาตามติดเขาคืออะไรกันแน่?
เธอบอกว่ามีพรสวรรค์พิเศษในการแยกแยะผู้ฝึกวิถีมาร เลยมองเห็นความแตกต่างของเขาจากนักเรียนนับพันในไท่หัว ข้อนี้ซูหยวนพอเข้าใจได้
แต่หลังจากเจอตัวเขาแล้ว เธอทำอะไรบ้าง?
นอกจากตอนที่อารมณ์ขึ้นเพราะไม่ได้กินห่านย่าง เวลาอื่นเธอก็ดูว่านอนสอนง่าย แถมยังช่วยปกปิดตัวตนผู้ฝึกวิถีมารให้เขาอีก
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรมเขาทำกัน
หรือว่าจะเหมือนมาดูแพนด้าในสวนสัตว์ มาดูจอมมารผู้โหดเหี้ยมที่หาดูได้ยากอย่างเขาเพื่อความแปลกใหม่?
แต่ก็ไม่น่าใช่นะ ยัยหนูนี่ยังนัดแนะให้เขาพาไปเที่ยวบ่อยๆ ชัดเจนว่าไม่ได้แค่อยากดูของแปลก
"หรือว่า..."
ซูหยวนคิดไปคิดมา ตัดตัวเลือกที่ผิดออกไปทีละข้อ จนเหลือความเป็นไปได้สุดท้ายเพียงข้อเดียว
"หรือว่าเธอจะรู้แล้วว่า จริงๆ แล้วฉันเป็นแค่คนดีที่หลงผิดไปใช้วิชามาร เลยอยากจะคอยจับตาดูฉัน ไม่ให้ฉันใช้วิชามารไปทำเรื่องชั่ว จนถลำลึกเข้าสู่วิถีมารเต็มตัว?!"
แม้ความเป็นไปได้นี้จะฟังดูไร้สาระสุดกู่ แต่มันคือคำตอบเดียวที่เหลืออยู่
สรุปว่ายัยเด็กตัวกะเปี๊ยกนี่ ก้าวข้ามขอบเขตของจอมยุทธ์หญิง กลายเป็นแม่พระ นักบุญ ตัวจริงเสียงจริงไปแล้วงั้นเหรอ?
ดวงตาของซูหยวนฉายแววตกตะลึง
ถึงจุดยืนจะต่างกัน แต่ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาแปลกๆ นะ?
อวี่ซี ยัยหนูนี่ ในหัวมีแต่ความคิดเพื่อคนอื่นจริงๆ ด้วย!
ซูหยวนใจอ่อนยวบ ยื่นมือจะไปหยิบถาดอาหารของโลลิผมขาว:
"อวี่ซี เนื้อห่านนี่กินเยอะไม่ได้นะ หรือว่าเปลี่ยนเป็น..."
"แฮ่—"
ผลคือมือซูหยวนเพิ่งจะเข้าไปใกล้ โลลิน้อยก็แยกเขี้ยวขาววับ ส่งเสียงขู่ฟ่ออย่างน่ารักน่าชัง
ซูหยวนได้แต่ชักมือกลับอย่างจนปัญญา
หวงของกินขนาดนี้เขาจะไปทำอะไรได้?
หลังจากทั้งสามคนกินอิ่มได้ที่ เสียงออดโรงเรียนก็ดังขึ้นกังวาน เหลือเวลาอีกห้านาทีก่อนคาบบ่ายจะเริ่ม
"พี่ชายคะ หนูไปก่อนนะ เดี๋ยวอีกสองวันหนูจะมาหาใหม่"
โลลิผมขาวเช็ดปาก กระโดดลงจากเก้าอี้ โบกมือลาซูหยวน แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเท่ๆ
"เดินทางดีๆ นะอวี่ซี มาได้ทุกเมื่อเลย"
ซูหยวนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับวางแผนชั่วร้าย
ต้องหาโอกาสเขียนจดหมายร้องเรียนแบบไม่ระบุชื่อ จะปล่อยให้ครูเอาลูกตัวเองเข้ามาในโรงเรียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว!
พอกลับถึงห้องเรียน ซูหยวนเพิ่งจะนั่งลง ยังไม่ทันกางหนังสือเรียน เสียงแจ้งเตือน "ติ๊ง" อันเป็นเอกลักษณ์ของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[โอกาสวาสนาแบบสุ่มถูกกระตุ้นแล้ว!]
[นับตั้งแต่แฝงตัวเข้ามาในสำนักไท่หัว เจ้าก็ได้ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับศิษย์อัจฉริยะแห่งสำนักไท่หัวอย่าง ฉู่หลานซี แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าคาดไม่ถึงก็คือ ฉู่หลานซีที่ดูหน้าซื่อตาใสคนนี้ แท้จริงแล้วได้สมคบคิดกับกองกำลังฝ่ายมารกลุ่มหนึ่งมานานแล้ว!]
[เจ้าตระหนักได้อย่างเฉียบแหลมว่า หากต้องการแข็งแกร่งขึ้น จะมัวแต่รับเบี้ยเลี้ยงสำนักตามกฎระเบียบไม่ได้ ควรกล้าที่จะเสี่ยง เข้าไปสัมผัสกับกองกำลังใต้ดินที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงเส้นแบ่งของกฎเกณฑ์!]
[ยิ่งคลื่นลมแรงเท่าใด โอกาสวาสนาก็ยิ่งใหญ่เท่านั้น!]