- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 16 ของพี่ระบบนี่ของแทร่จริงๆ!
บทที่ 16 ของพี่ระบบนี่ของแทร่จริงๆ!
บทที่ 16 ของพี่ระบบนี่ของแทร่จริงๆ!
“ตอบแทน... งั้นเหรอ?”
เฉินนั่วยีมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่มีน้ำเสียงแฝงนัยยะบางอย่าง ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเล็กน้อย พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เจอกับซูหยวนเมื่อวาน
เรื่องธรรมดาของมนุษย์... ไม่สิๆ ตอนนั้นซูหยวนอธิบายให้ฟังแล้วว่าเขาไม่ได้หมายความแบบนั้น
จะคิดฟุ้งซ่านไม่ได้นะ
“จะเอาเงินเหรอ?”
เฉินนั่วยีถามอย่างระมัดระวัง
ซูหยวนทำหน้าเหมือนมีม ‘ไซบีเรียนฮัสกี้ชี้หน้า’ ทันที:
“เจ๊ครับ ภาพลักษณ์ของผมในสายตาเจ๊นี่มันเป็นยังไงกันแน่ฮะ? เป็นพวกหน้าเงินตัวพ่อเหรอ? ผมเป็นคนใจกว้างมากนะจะบอกให้!”
เฉินนั่วยีรีบหลบสายตาด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะจมอยู่ในห้วงความคิดอีกครั้ง
ผ่านไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาของเด็กสาวก็ฉายประกายเจิดจ้า เธอยืดอกขึ้นแล้วเอ่ยด้วยความมั่นใจ:
“ฉันนึกออกแล้ว นายสอนฉันหาเงิน ส่วนฉันจะติวหนังสือให้นายเอง! ซูหยวน นายเองก็คงมีความฝันอยากสอบเข้าสิบมหาวิทยาลัยเซียนชั้นนำเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
ดวงตาของซูหยวนเป็นประกายขึ้นมาทันที อันดับหนึ่งผู้ศักดิ์สิทธิ์จะมาติวให้งั้นเหรอ? แบบนี้คะแนนของเขาจะไม่พุ่งทะยานเลยหรือไง?
“จริงเหรอครับแม่ทูนหัว?”
ซูหยวนถามด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้ได้เข้าสู่เรื่องถนัดของเฉินนั่วยีแล้ว สถานะระหว่างทั้งสองฝ่ายเรียกได้ว่าพลิกผันจากรับเป็นรุก!
เฉินนั่วยีกลับมาวางมาดเยือกเย็นในฐานะหัวหน้าห้อง แล้วพูดเรียบๆ ว่า:
“แน่นอนอยู่แล้ว ทั้งภาษาโบราณ ความรู้ทั่วไป วิชาตบะ พลศึกษา วิทยายุทธ์ รวมถึงจิตแห่งเต๋า ผลการเรียนทุกด้านของฉันติดท็อป 3 ของโรงเรียน หรือไม่ก็ที่ 1 มาตลอด”
“สำหรับนักเรียนที่มีคะแนนแค่ห้าร้อยห้าสิบกว่าๆ อย่างนาย แค่ฉันสอนนิดหน่อย คะแนนต้องเพิ่มขึ้นเร็วมากแน่ๆ”
ซูหยวน: “...”
ครับ ผมมันนักเรียนชั้นล่างครับ ผมขอโทษครับ
หลังจากพูดจบ เฉินนั่วยีเพิ่งตระหนักว่าคำพูดของตัวเองอาจจะแทงใจดำไปหน่อย จึงรีบกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า:
“ซูหยวน ฉันแค่พูดตามความจริงเฉยๆ นะ ไม่ได้มีเจตนาอื่น นายอย่าถือสาเลย”
จากนั้น เฉินนั่วยีก็เห็นเส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผากของซูหยวนอย่างเห็นได้ชัด
เด็กสาวเริ่มลนลาน
โชคดีที่ซูหยวนดูออกแล้วว่าเฉินนั่วยีเป็นพวกพูดไม่เก่ง จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาโบกมือแล้วพูดว่า:
“งั้นเราตกลงกันตามนี้ หลังเลิกเรียนเธอตามฉันไปส่งอาหารเดลิเวอรี่ก่อน”
“อื้มๆ!”
เฉินนั่วยีพยักหน้ารัวๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนาในเงินตรา
ทันใดนั้น เสียงระฆังกังวานก็ดังมาจากทิศทางของตึกเรียน เป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว
ทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบมุ่งหน้าไปยังตึกเรียนทันที
ก่อนออกเดินทาง ซูหยวนยังอุตส่าห์เอาพวกเศษข้าวเหลือทิ้งที่ถูกเขารีดเค้นปราณวิญญาณจนแห้งเหือดไปฝากไว้ที่โรงอาหาร
แม้ว่าสารอาหารสำคัญในเศษข้าวพวกนี้จะกลายเป็นเม็ดยาสีน้ำเงินและถูกเขากินไปแล้ว แต่จะทิ้งของเสียพวกนี้ไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้ รอเลิกเรียนค่อยเอาไปทิ้งที่สถานีขยะจะดีกว่า เพื่อไม่ให้ใครสงสัย
ถึงแม้วิธีใช้ ‘วิชามาร · ดัชนีวิญญาณ’ ของเขาจะดูจินตนาการล้ำไปหน่อย แต่ซูหยวนก็สัมผัสได้ว่าวิชานี้เป็นวิชามารของจริง ถ้าพวกฝ่ายธรรมะมาเห็นเข้า เขาคงโดนจับตัวไปแน่
คาบแรกของช่วงบ่ายคือวิชาพละ ทั้งสองคนไม่ได้กลับเข้าห้องเรียน แต่ตรงไปรวมตัวที่สนามกีฬาล่างตึกเรียนเลย
นักเรียนห้องสองเริ่มจัดแถวภายใต้การนำของจูเก๋อเถี่ย ซูหยวนและเฉินนั่วยีมาทันเวลาพอดี
“คาบนี้ทุกคนไปวิ่งรอบสนาม ใครกล้าอู้ วิ่งตามไม่ทันโดนสั่งซ้อมเพิ่ม!”
สิ้นเสียงคำสั่งของจูเก๋อเถี่ย ท่ามกลางเสียงโอดครวญของนักเรียนห้องสอง ทุกคนต่างก็วิ่งเหยาะๆ ไปตามทางวิ่งอย่างว่าง่าย
ทั้งห้องล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร การวิ่งปกติ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วร้อยเมตรต่อสามวินาทีต่อเนื่องกันสองสามชั่วโมง สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลในการฝึกฝน ทางวิ่งของโรงเรียนมัธยมไท่หัวจึงมีการติดตั้งค่ายกลแรงโน้มถ่วงเอาไว้ นักเรียนชั้นม.6 จะต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วงมาตรฐานถึงสิบเท่า!
ภายใต้แรงโน้มถ่วงสิบเท่า แม้แต่ซูหยวนและผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ก็รู้สึกว่าก้าวขาได้ยากลำบาก ทำความเร็วได้แค่ร้อยเมตรต่อสิบวินาทีเท่านั้น
แม้จะรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลราวกับแบกภูเขาไว้บนหลัง แต่ซูหยวนกลับไม่ได้รู้สึกลำบากเหมือนที่เคยเป็น
ในทางตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองตื่นตัวเป็นพิเศษ อาหารที่เพิ่งกินลงท้องไปเมื่อครู่ถูกย่อยด้วยความเร็วที่น่ากลัว และเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
“ไอ้แรงโน้มถ่วงสิบเท่าที่ทำให้รู้สึกฟินนิดๆ นี่มันคืออะไรกัน?”
ซูหยวนอดบ่นพึมพำในใจไม่ได้ ในเม็ดยาสีน้ำเงินไม่ได้บอกว่ามีผลข้างเคียงแบบนี้นี่นา
แต่ถึงจะรู้สึกว่าสภาพร่างกายตัวเองผิดปกติ ซูหยวนก็ยังเร่งความเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ร่างกายของเขากำลังไล่ตามขีดจำกัดของตัวเอง!
ก้าวขาของซูหยวนเริ่มกว้างขึ้นทีละนิด ความถี่ในการก้าวก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ!
“ซูหยวน นายเร่งความเร็วทำไม ระวังหมดแรงนะเว้ย!”
เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่ปกติมักจะอู้อยู่ท้ายแถวกับซูหยวนเอ่ยเตือนด้วยความประหลาดใจ
ซูหยวนไม่ตอบ แต่กลับเร่งความเร็วขึ้นไปอีก
ทุกครั้งที่ความเร็วเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในต้องรับภาระหนักขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ในขณะเดียวกัน กล้ามเนื้อและอวัยวะภายในก็ได้รับการเสริมแกร่งขึ้นทุกวินาที พลังระเบิดมหาศาลปะทุออกมาจากภายในอย่างต่อเนื่อง
“วิ่งโหดขนาดนี้ นายเปิดโปรมาชัวร์”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซูหยวนวิ่งมาถึงข้างกายฉู่หลานซี
หนุ่มมาดเท่คนนี้กำลังวิ่งเหยาะๆ อยู่หัวแถวราวกับเดินเล่นในสวน เมื่อเห็นซูหยวน เขาก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ที่ฉันซูหยวนมาถึงจุดนี้ได้ ล้วนพึ่งพาพรสวรรค์และความพยายามล้วนๆ!”
ซูหยวนโม้กลับไปประโยคหนึ่ง แล้ววิ่งต่อไปข้างหน้า
จิตใจที่ตื่นตัวบวกกับผลของ ‘หัวใจมารฟ่านจิ้ง’ ที่ทำให้มีสมาธิจดจ่อ ทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่าบนหัวของตัวเองเริ่มมีไอน้ำพุ่งออกมา และผิวหนังทั้งตัวก็แดงก่ำเหมือนกุ้งต้ม
นี่แสดงว่ากล้ามเนื้อบางส่วนของเขาเกิดการฉีกขาด เพียงแต่ในขณะที่ฉีกขาด มันก็ฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็วเช่นกัน
โดยไม่รู้ตัว ข้างหน้าซูหยวนเหลือเพียงแค่สองคน หนึ่งคือเฉินนั่วยีที่นำโด่ง และอีกคนคือสาวแกลผิวแทนที่อยู่หน้าซูหยวนไปสองช่วงตัว อู๋ซิงฉี
“อ๊ะฮ้า หัวหน้าซู นายตามมาทันฉันแล้วเหรอเนี่ย? จะมาจีบฉันเหรอ? อ๊ายตายจริง นึกไม่ถึงว่าเสน่ห์ของฉันจะแรงขนาดนี้”
สาวแกลที่ผูกเสื้อคลุมไว้ที่เอวหันกลับมาพูดด้วยความประหลาดใจ
ซูหยวน: “...”
ยัยคนหลงตัวเอง น่ารำคาญชะมัด
เมื่อเห็นสายตาดูถูกของซูหยวน อู๋ซิงฉีก็ไม่โกรธ เท้าเอวแล้วหัวเราะ:
“ยังไงฉันก็เป็นนักกีฬาระดับท็อปของห้อง ถ้าโดนบัณฑิตอ่อนแออย่างหัวหน้าซูแซงได้ ฉันคงเสียหน้าแย่ เพราะงั้นฉันจะเร่งความเร็วแล้วนะ!”
“ถ้าหัวหน้าซูตามฉันทันล่ะก็ คืนนี้ฉันจะ... ฮุๆๆ กับนายเอง!”
พูดจบ ภายใต้กระโปรงที่ตัดสั้นเกินเหตุของอู๋ซิงฉี ขาเรียวยาวสีข้าวสาลีคู่นั้นก็ระเบิดพลังมหาศาลออกมา สาวแกลผิวแทนเร่งความเร็วขึ้นทันตาเห็น
เฮ้ยๆ! อย่าพูดจาอันตรายแบบนั้นได้ไหม?
เธอทำให้การวิ่งแข่งที่ควรจะเป็นเรื่องปกติกลายเป็นเรื่องไม่บริสุทธิ์ไปแล้วนะเว้ย!
ซูหยวนบ่นในใจอย่างอ่อนล้า
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะยอมลดความเร็วได้ยังไง? อีกอย่างตอนนี้เขายังไม่ถึงขีดจำกัด ยังเร่งได้อีก!
ปัง ปัง ปัง—
พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นราวกับลูกโป่งแตก กล้ามเนื้อทั่วร่างของซูหยวนยืดเหยียดจนถึงจุดสมบูรณ์แบบ ความเร็วพุ่งสูงขึ้น จนสามารถไล่จี้ติดหลังของอู๋ซิงฉีได้ในที่สุด