- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 9 ห้าด่านแห่งการเดินลมปราณ
บทที่ 9 ห้าด่านแห่งการเดินลมปราณ
บทที่ 9 ห้าด่านแห่งการเดินลมปราณ
ในช่วงวันหยุดสามวัน ซูหยวนหาเงินได้รวมๆ เกือบสี่พันหยวน
สำหรับคนทั่วไป เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะกินดีอยู่ดีได้ทั้งเดือน แต่ถ้านำมาใช้กับการบำเพ็ญเพียร เห็นได้ชัดว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง
ไม่ต้องพูดถึงยาบำเพ็ญเพียรต่างๆ แค่ค่าเช่ารากวิญญาณเทียม ก็สามารถผลาญเงินที่เขาหามาอย่างยากลำบากให้หมดไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
มองดูยอดเงินคงเหลือที่ถูกหักไปก้อนโต ซูหยวนรู้สึกปวดใจยิบๆ
แต่ประสิทธิภาพของรากวิญญาณเทียมก็คุ้มค่าราคานี้จริงๆ
เขาเปิดกล่องเก็บรากวิญญาณเทียม ทันทีที่เปิดกล่องเก็บความปังสุดล้ำนี้ ไอเย็นก็พวยพุ่งออกมา
แผ่นแปะสีเงินขาว รูปร่างเหมือนแผ่นแปะสะดือปรากฏตรงหน้าซูหยวน
เทคโนโลยีรากวิญญาณเทียมพัฒนามาหลายปี การใช้งานรากวิญญาณไม่ต้องผ่าตัดฝังเข้าไปในร่างอีกแล้ว แค่แปะ 'แปะ' ลงบนตัวก็ใช้ได้เลย
เขาหยิบแผ่นแปะนี้ขึ้นมา เลิกเสื้อขึ้นแล้วแปะลงบนท้อง
ทันใดนั้น ความรู้สึกเย็นสบายก็แผ่ออกมาจากแผ่นแปะ ราวกับรากไม้ที่ชอนไชเข้าสู่ร่างกายซูหยวน เชื่อมต่อกับจุดตันเถียนของเขา
พร้อมกับการทำงานของรากวิญญาณเทียม พลังปราณรอบด้านเริ่มไหลมารวมที่ตัวซูหยวนเอง ตอนนี้แค่โคจรวิชาเดินลมปราณตามใจชอบ ก็สามารถได้รับความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นจากปกติกว่า 10 เท่า
"เมื่อไหร่ระบบจะส่งรากวิญญาณมาให้ สักอันก็คงดี"
ซูหยวนสัมผัสการเปลี่ยนแปลงที่รากวิญญาณมอบให้ ในใจแอบคาดหวัง
แม้จะเป็นยุคที่ผู้คนฝึกเซียนกันถ้วนหน้า แต่คนที่มีรากวิญญาณแต่กำเนิดก็ยังคงเป็นหนึ่งในหมื่นเหมือนยุคโบราณ เทคโนโลยีการฝึกเซียนในปัจจุบันยังไม่พัฒนาถึงขั้นเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของทารกแรกเกิดได้
อัจฉริยะที่มีรากวิญญาณแต่กำเนิด กว่าเก้าในสิบสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ หรือแม้แต่มีหวังเข้า 10 สุดยอดสถาบันเซียน
ถ้าได้รากวิญญาณที่เป็นของตัวเอง ต่อให้ต้องขับรถหรู อยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ เขาก็ยอม! (หมายถึงขายวิญญาณ)
ซูหยวนบ่นความปรารถนานี้ในใจหลายรอบ หวังว่าระบบจะได้ยินนะ
เขากดข่มความคิดฟุ้งซ่าน ตั้งสมาธิโคจรวิชาเดินลมปราณพื้นฐานระดับมัธยมปลาย โดยใช้ตันเถียนของตัวเองเป็นศูนย์กลาง วังวนพลังปราณขนาดเล็กปรากฏขึ้นรอบกายซูหยวน
เข้าฌานในวินาทีเดียว
นี่คือประโยชน์ที่ได้รับจากหัวใจมารฟ่านจิ้ง ปกติซูหยวนต้องอ้อยอิ่งกว่า 3 นาทีถึงจะเข้าสู่สภาวะฝึกตนได้ แถมยังใจลอยเป็นพักๆ
และนักเรียนที่สามารถเข้าฌานได้ในวินาทีเดียวทั้งห้องนั้น... ไม่มี
แม้แต่เฉินนั่วยีที่เป็นที่หนึ่งของห้อง ยังต้องเตรียมตัวประมาณ 30 วินาทีถึงจะเข้าสู่สภาวะได้
ดังนั้น การแสดงออกของซูหยวนในห้องจึงดูโดดเด่นขึ้นมา
สัมผัสได้ถึงพลังปราณในห้องที่ไหลไปรวมที่ทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว เยว่หลินกวาดสายตาไปมอง เห็นซูหยวนที่กำลังดูดซับพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง ก็อดชะงักไม่ได้
เจ้าเด็กนี่ทำไมถึงเร็วขนาดนี้? หรือว่าเปิดโปร?
หรือว่าการเข้าฌานเร็วครั้งนี้ของซูหยวนเป็นแค่เรื่องบังเอิญ อยู่ได้ไม่นาน?
เยว่หลินอดไม่ได้ที่จะจับตามองซูหยวนมากขึ้น
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป นักเรียนทั้งห้อง 48 คนแทบทั้งหมดเข้าสู่สภาวะการฝึกตนแล้ว
แต่การเดินลมปราณเป็นงานฝีมือที่วอกแวกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว แม้ในหัวจะมีความคิดฟุ้งซ่านเพียงชั่ววูบ หรือจังหวะการหายใจรวนไปนิด ความเร็วในการดูดซับพลังปราณจะตกลงฮวบฮาบ
เยว่หลินยืนกอดอกบนแท่นบรรยาย กวาดตามองนักเรียนทั้งห้อง แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงเย็นชา:
"เมื่อได้ยินประโยคต่อไปนี้ พวกคุณจะพบว่า การกลืนน้ำลายจะเปลี่ยนจากระบบออโต้เป็นระบบแมนนวล"
สิ้นคำพูด ลูกกระเดือกของนักเรียนหลายคนขยับโดยไม่รู้ตัว จังหวะการเดินลมปราณรวนทันที
นักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจนหลุดจากสภาวะการฝึกตนลืมตาขึ้น ในแววตาฉายแววตื่นตระหนก!
มาแล้ว! ห้าด่านแห่งการเดินลมปราณ!
เยว่หลินพูดต่อ:
"จากนี้ไป การกะพริบตาของพวกคุณจะเปลี่ยนจากระบบออโต้เป็นแมนนวล!"
"จากนี้ไป บนตัวพวกคุณต้องมีจุดหนึ่งที่คันยิบๆ!"
"ง่วงแล้วเหรอ? ลองนึกถึงภาพการหาวต่างๆ ในชีวิตที่เคยเห็นมาสิ!"
"จากนี้ไป การหายใจของพวกคุณจะเปลี่ยนเป็นระบบแมนนวล!"
ทุกประโยคที่เยว่หลินพูด จะมีนักเรียนส่วนหนึ่งทนไม่ไหว จังหวะการฝึกตนพังทลายลงทันที
นี่คือห้าด่านแห่งการเดินลมปราณที่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต้องเผชิญขณะเดินลมปราณ!
กะพริบตา, หายใจ, กลืนน้ำลาย, หาว, และอาการคันตามร่างกายที่เกิดจากอุปทานทางจิตใจ สัญชาตญาณร่างกายทุกอย่างเมื่อถูกกระตุ้นเตือนจากภายนอก จะถูกบังคับให้เปลี่ยนเป็นการควบคุมด้วยตัวเอง
สำหรับนักเรียนที่ต้องทำจิตให้ว่างเดินลมปราณตลอดเวลา นี่ไม่ต่างอะไรกับการถูกฟ้าผ่า!
หลังจากเยว่หลินพูดทำลายสมาธิจนครบห้าด่าน นักเรียนเกินสองในสามของห้องเสียกระบวน เริ่มพยายามปรับสภาพร่างกายของตัวเอง แต่ยิ่งรีบร้อน สัญชาตญาณร่างกายยิ่งกู้กลับมาไม่ได้
เยว่หลินพูดเสียงเย็น:
"ความคิดฟุ้งซ่านรุมเร้า จิตแห่งเต๋าไม่มั่นคง แค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้พวกคุณใจลอยไปไกล ในการเดินลมปราณหนึ่งชั่วโมง อย่างน้อยพวกคุณก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะไปครึ่งชั่วโมงแล้ว! ตั้งใจฝึกกันให้ดีๆ!"
หลังจากดุนักเรียนที่สมาธิไม่ดีเสร็จ เยว่หลินก็หันกลับมามองซูหยวน ในแววตาฉายแววประหลาดใจ
เจ้าเด็กนี่ กลับไม่ได้รับผลกระทบจากการรบกวนของห้าด่านแห่งการเดินลมปราณเลยแม้แต่น้อย ยังคงฝึกฝนด้วยความเร็วสูงสุดอย่างต่อเนื่อง สมาธิระดับนี้ แม้แต่เฉินนั่วยียังดูด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกัน
นี่คือบรรลุแล้วเหรอ?
มีสมาธิสูงขนาดนี้ คะแนนด้านจิตแห่งเต๋าย่อมไม่ขี้ริ้วขี้เหร่แน่
แต่สำหรับหัวหน้าวิชาคนนี้ เยว่หลินรู้จักดี คะแนนจิตแห่งเต๋าก็แค่ระดับกลางค่อนสูง ผลปรากฏว่าไม่เจอกันสามวัน เขาถึงกับต้องมองใหม่เลยเหรอ?
มีอะไรแปลกๆ
เทียบกับวิชาตบะที่พึ่งพาตัวช่วยภายนอกยกระดับได้ จิตแห่งเต๋าทำได้เพียงค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น
คะแนนจิตแห่งเต๋าพุ่งพรวด มีความเป็นไปได้แค่สองอย่าง หนึ่งคือเจอจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต มีเป้าหมายให้สู้ถวายหัว อีกอย่างคือ... เป็นโรคทางจิตเวช
อืม ผู้ป่วยจิตเวชหลายคนมีความคิดต่างจากคนทั่วไป สามารถจดจ่อกับบางสิ่งได้มากกว่าคนปกติมาก
กรณีของซูหยวน... สงสัยจะมีแนวโน้มแฮะ!
ในใจเยว่หลินนึกแวบถึงภูมิหลังครอบครัวของซูหยวน เด็กกำพร้าไร้พ่อแม่ ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ บวกกับความกดดันจากการสอบเกาเข่าและความกดดันในการใช้ชีวิต ซี๊ดดด—
ในแววตาที่เดิมทีเย็นชาเคร่งขรึมของเยว่หลิน อดไม่ได้ที่จะเกิดความห่วงใยขึ้นมาหลายส่วน
สองชั่วโมงผ่านไป เสียงกริ่งหมดเวลาดังขึ้น
ซูหยวนมองยอดเงินที่หายไปพันหยวน แล้วดึงแผ่นแปะรากวิญญาณออกเหมือนส่งเทพแห่งโรคระบาด เก็บใส่กล่องให้กระบี่บินมารับไป
แต่พอสัมผัสถึงตบะที่เพิ่มขึ้นมหาศาลในสองชั่วโมงนี้ ซูหยวนก็รู้สึกว่าเงินก้อนนี้คุ้มค่าสุดๆ
ในวิชาเดินลมปราณพื้นฐานมัธยมปลายมีเคล็ดวิชาตรวจสอบผลการฝึกตนในตัว ซูหยวนลองใช้วิชานี้ดู ตัวเลขชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจ
[พลังปราณ: 57.5 (ขั้นขัดเกลาพลังปราณระดับ 5)]
นี่ไม่ใช่ข้อมูลจากระบบ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เขาคำนวณคร่าวๆ เทียบกับอุปกรณ์วัดตบะที่แม่นยำถึงทศนิยมสามตำแหน่งไม่ได้ แต่ก็ถือว่าแม่นยำพอสมควร
เมื่อสองชั่วโมงก่อน ข้อมูลตบะของเขามีแค่ 57.0 พุ่งขึ้นมา 0.5 รวดเดียว น่าประทับใจมาก
"มีหัวใจมารฟ่านจิ้งแล้วมันต่างกันจริงๆ เมื่อก่อนใช้เวลาเท่ากันกับรากวิญญาณเทียม อย่างมากก็ได้ความคืบหน้า 0.2 ถึง 0.3 พี่ระบบนี่เจ๋งจริงๆ"
ซูหยวนทอดถอนใจในใจ
ทันใดนั้น ซูหยวนก็เห็นอาจารย์ประจำชั้นเยว่หลินเดินตรงมาหาเขา
เขาใจเต้น คิดในใจว่า:
"ในคาบนี้ฉันทำผลงานได้ดีขนาดนี้ อาจารย์เยว่ต้องเห็นแน่ๆ เผลอๆ อาจจะมองเห็นพรสวรรค์ของฉัน เตรียมจะเปิดคอร์สติวเข้มปั้นฉันแล้วมั้ง"
คิดได้ดังนั้น ซูหยวนก็อดตื่นเต้นไม่ได้
แล้วเขาก็เห็นเยว่หลินยื่นมือมาตบไหล่เขา พูดด้วยน้ำเสียงแฝงความห่วงใยว่า:
"ซูหยวน มีปัญหาอะไรมาหาครูที่ห้องพักครูได้นะ อย่าเก็บงำไว้ในใจคนเดียว คนเราต้องมองไปข้างหน้า อย่าคิดสั้นเด็ดขาด"
ซูหยวน: "???"