- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษ
- MDB ตอนที่ 588 สามนักพรตวารี
MDB ตอนที่ 588 สามนักพรตวารี
MDB ตอนที่ 588 สามนักพรตวารี
“มาแล้ว!” หลินจินจ้องมองน้ำเต้าสี่สมุทรด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะบรรยาย
ภายในน้ำเต้า พลุ่งพล่านด้วยฟองพรายระยิบระยับ แสงเรืองรองเปล่งประกายออกมาราวกับกำลังเฉลิมฉลองการหวนกลับมาพบเจ้าของที่แท้จริงอีกครา
“นั่นมันสมบัติวิเศษของอาจารย์!” เสือเต๋าถอนหายใจขณะมองไปที่น้ำเต้าสี่สมุทร ดวงตาของเขาพร่ามัวลงราวกับกำลังรำลึกถึงอดีต
เนื่องจากหลินจินมีคาถาพิเศษเพื่อควบคุมสมบัติวิเศษ และเต้าจวินไม่ได้อยู่ที่นั่น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่น้ำเต้าสี่สมุทรจะปฏิบัติต่อหลินจินในฐานะเจ้าของ ไม่มีใครเทียบเขาได้อีกแล้วในตอนนี้
ในขณะที่ถือขวดน้ำเต้าสี่สมุทรไว้ในมือ หลินจินก็สามารถสัมผัสได้ถึงคุณสมบัติอันน่าพิศวงที่สิ่งของชิ้นนี้มีอยู่ และเขาคิดว่ามันน่าทึ่งจริง ๆ
ทว่า ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวจากด้านล่าง
“เจ้าเป็นใครกัน!? บังอาจมาขโมยสมบัติของข้า!”
เมื่อหันไปตามเสียงนั้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาคือร่างของนักพรตกาฬวารี เขาทะยานขึ้นมาหาหลินจิน โดยมีม่านน้ำสีดำห่อหุ้มรอบกาย พลังแห่งสายน้ำพาให้ร่างของเขาเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
ตามมาด้วยชายชราอีกคนหนึ่ง ยืนอยู่บนปลางูน้ำบิน สีหน้าของเขาดูน่าเกรงขามไม่แพ้กัน
บนพื้นมีปูยักษ์ตัวหนึ่งปรากฏขึ้น เปลวไฟลุกไหม้บนกระดองหิน และขนาดของมันดูเหมือนจะบรรทุกคนได้ประมาณร้อยคน ทว่ามีเพียงนักพรตชาดวารีคนเดียวที่ยืนอยู่บนหลังของมัน
เขาจ้องมองหลินจินและเต๋าเสืออย่างดุเดือดจากเบื้องล่าง
'พวกเขาต้องเป็นสามนักพรตวารีแน่ ๆ!' หลินจินคิดขณะที่เขาพิจารณารูปลักษณ์ของพวกเขา
แม้ว่าเต๋าเสือแทบไม่เคยก้าวออกจากถ้ำวายุทมิฬ แต่ด้วยการอยู่ร่วมทวีปเดียวกันกับลัทธิเทพแห่งวารี พวกเขาจึงถูกมองว่าเป็นเสมือน ‘เพื่อนบ้าน’ การที่เต๋าเสือจะรู้จักเพื่อนบ้านอยู่บ้างก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก และถึงแม้จะไม่คุ้นเคยกันโดยตรง แต่สัตว์ปีศาจหลายตนในถ้ำวายุทมิฬก็เคยมีปฏิสัมพันธ์กับลัทธิเทพแห่งวารีมาแล้ว ทำให้พวกเขาต่างรู้จักกับอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
ด้วยข้อมูลจากเหล่าสัตว์ปีศาจเหล่านั้น หลินจินจึงได้ทราบว่า ในบรรดาลัทธิเทพแห่งวารี มียอดฝีมือผู้ทรงพลังสูงสุดอยู่สามคน พวกเขาได้รับการขนานนามว่า ‘สามนักพรตวารี’ อันได้แก่ผู้นำลัทธิตั้งแต่รุ่นแรกเรื่อยมาจนถึงรุ่นที่สาม
โดยทั่วไป ผู้คนต่างเชื่อกันว่า ผู้นำลัทธิรุ่นแรกและรุ่นที่สองได้ลาลับโลกไปนานแล้วนับร้อยปี แม้ระดับการฝึกฝนของพวกเขาจะลึกซึ้งเพียงใด ก็ย่อมมิอาจฝืนกฎสวรรค์อยู่ยืนยงได้นานถึงเพียงนี้ จึงควรมีเพียงผู้นำรุ่นที่สาม นักพรตชาดวารีที่ยังคงคอยดูแลลัทธิอยู่
ทว่าข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม... นักพรตทั้งสองรุ่นก่อนหน้านั้นหาได้สิ้นชีพไม่ พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ แถมยังแข็งแกร่งอย่างน่าพรั่นพรึงอีกด้วย
และอีกอย่าง น้ำเต้าสี่สมุทรนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของลัทธิเทพแห่งน้ำมาโดยตลอด
ขณะที่หลินจินกำลังครุ่นคิด นักพรตกาฬวารีเปิดฉากโจมตีทันที น้ำสีดำรอบตัวเขาพุ่งพล่าน ก่อตัวเป็นกรงเล็บขนาดใหญ่ฟาดเข้าใส่ทั้งหลินจินและเต๋าเสือ
“น่าขันสิ้นดี!” เต๋าเสือคำรามลั่นด้วยโทสะ เขาสะบัดกรงเล็บเข้าปะทะอย่างดุดัน กรงเล็บของทั้งสองฝ่ายฟาดใส่กันจนเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว น้ำสีดำกระเซ็นกระจายไปทั่วทุกทิศ เห็นได้ชัดว่าพลังการโจมตีของทั้งคู่ทัดเทียมกันอย่างยิ่ง
สีหน้าของเต๋าเสือชะงักเล็กน้อย เขาจึงดึงมือกลับ เนื้อของเขาถูกกัดกร่อนด้วยน้ำสีดำ แต่บาดแผลนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
น้ำสีดำนั้นมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง ละอองน้ำที่กระเซ็นออกมากัดเซาะเมฆใต้ฝ่าเท้าของหลินจินจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทว่ายังดีที่พลังดังกล่าวยังไม่มากพอจะทะลวงเกราะเบญจธาตุของหลินจินได้
นักพรตกาฬวารีเพิ่งจะตระหนักว่าเขารู้จักอีกฝ่าย สีหน้าชายชราฉายแววตื่นตะลึงทันที
“เจ้า… เจ้านี่เอง! เจ้าแห่งถ้ำวายุทมิฬ!” เขาอุทานเสียงสั่น “เจ้ามิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย สมกับที่ข้าเชื่อว่าสัตว์ปีศาจย่อมแข็งแกร่งกว่ามนุษย์จริง ๆ”
เต๋าเสือกวาดสายตาคมกริบมองไปยังนักพรตกาฬวารี พลางแค่นเสียงเย็นชา
“อ้อ… ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ราวห้าร้อยปีแล้วสินะที่ผ่านพ้นไป… ว่าแต่เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?”
ครั้งแรกที่นักพรตกาฬวารีเหยียบย่างสู่ทวีปอาริดเพื่อก่อตั้งลัทธิเทพแห่งวารี เป้าหมายของเขาคือการพิชิตสัตว์ปีศาจแห่งถ้ำวายุทมิฬ เขาเดินหน้าเข้าสู่ถ้ำด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่สิ่งที่รอคอยอยู่กลับเป็นความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน
ในครานั้น เขาถูกเต๋าเสือบดขยี้ถึงสามครั้งอย่างง่ายดาย กระนั้นก็ยังสามารถเอาชีวิตรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หากแต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสและความอัปยศยิ่งกว่าสิ่งใด
เหตุผลเดียวที่เขายังมีชีวิตอยู่…ก็เพราะเต๋าเสือเป็นหนึ่งในเต๋าหกอสูร ซึ่งยังคงนับเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งเต๋า และนักพรตกาฬวารีเองก็ดำรงอยู่บนเส้นทางนี้เช่นกัน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เรื่องอัปยศดังกล่าวไม่เคยเล็ดลอดออกจากปากเขาแม้แต่คำเดียว และลัทธิเทพแห่งวารีก็ไม่เคยกล้ารุกรานเข้าสู่ถ้ำวายุทมิฬอีกเลย ต่อให้ในภายหลังนักพรตกาฬวารีจะบรรลุความชำนาญอันเกรียงไกรเพียงใด เขาก็ยังคงเลือกหลีกเลี่ยงสถานที่ต้องห้ามแห่งนั้นอยู่เสมอ…
“ลัทธิเทพแห่งวารีของเราไม่เคยรบกวนถ้ำวายุทมิฬ เหตุใดเจ้าถึงมาขโมยสมบัติของข้า!”
นักพรตกาฬวารีตระหนักชัดเจนว่าเต๋าเสือหาใช่ศัตรูที่ต่อกรได้ง่ายดาย อีกทั้งเขายังรู้แน่ว่า ชายหนุ่มผู้ร่ายเวทมนตร์คือผู้ที่ขโมยน้ำเต้าอันล้ำค่าของเขาไป
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือเจ้าแห่งถ้ำกลับยืนอยู่เบื้องหลังชายหนุ่มราวกับผู้ติดตาม เห็นได้ชัดว่าเจ้าแห่งถ้ำกำลังเดินตามคำชี้นำของชายหนุ่มผู้นี้
ความสามารถของชายหนุ่มที่สามารถดึงน้ำเต้าออกไปได้จากระยะไกล ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาย่อมไม่อาจปล่อยสมบัติล้ำค่านี้ไปได้เด็ดขาด!
ชีวิตของเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แม้จะใกล้สิ้นลมเต็มที แต่ตราบใดที่ยังครอบครองน้ำเต้า เขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี หากบ่มเพาะพลังให้ก้าวหน้า ก็อาจมีโอกาสยืดอายุออกไปได้อีก
แต่หากไร้ซึ่งน้ำเต้า เวลาอันน้อยนิดของเขาก็จะสิ้นสุดลงโดยไม่อาจต้านทาน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางยอมปล่อยมันให้ใครหน้าไหนไป
เขาพร้อมจะสู้ตายกับทุกผู้ที่มาแย่งชิงมันไป
ขณะที่การสนทนายังไม่ทันสิ้นสุด นักพรตภูตวารีก็ปรากฏกายขึ้นบนหลังปลางูน้ำบิน ลอยเคียงเข้ามาในระยะไม่ไกล ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้าย เห็นได้ชัดว่าพร้อมจะกระโจนเข้าสู่การต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัวใด ๆ
เช่นเดียวกับอาจารย์ของเขา ตัวเขาเองก็พึ่งพาน้ำเต้าเพื่อยืดอายุขัย ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร เขาย่อมไม่ปล่อยให้ใครแย่งชิงมันไปได้เช่นกัน
หลินจินเหลือบมองนักพรตเต๋าทั้งสองที่แก่ชราแล้วส่ายหัว
“นี่ไม่ใช่สมบัติของลัทธิเทพแห่งวารี ข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้ารู้ไหมว่าสมบัติชิ้นนี้ชื่อว่าอะไร?”
แน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้เลย
หลินจินจึงกล่าวเสริมว่า
“สมบัติวิเศษชิ้นนี้มีนามว่า น้ำเต้าสี่สมุทร ครั้งหนึ่งเต้าจวินเคยนำมันไปซ่อนไว้ ณ ภูเขาเบญจฝ่ามือแห่งทวีปอาริดเมื่อหลายร้อยปีก่อน ข้าได้รับการสืบทอดมรดกจากท่านเต้าจวิน จึงมาที่นี่เพื่อทวงคืนสมบัติวิเศษชิ้นนี้
พวกเจ้าทั้งสอง แม้จะผ่านการฝึกฝนมาไม่น้อย แต่ที่ยังสามารถมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงวันนี้ ก็ล้วนเป็นเพราะได้ดูดซับพลังวิญญาณน้ำจากสมบัติวิเศษชิ้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก สิ่งที่พวกเจ้าได้รับนั้นมากเกินพอแล้ว ถึงเวลาแล้วที่มันจะต้องกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง
หากข้าเป็นพวกเจ้า ข้าคงเลือกยอมรับชะตากรรม และถอยจากไปแต่โดยดี…”
หลินจินยังคงระมัดระวังตัวในขณะที่เขาพูด
พูดง่าย ๆ ก็คือ หากนักพรตกาฬวารียอมรับคำแนะนำของเขา หลินจินก็จะพยายามคลี่คลายสถานการณ์อย่างสันติ อย่างไรก็ตาม หากพวกเขายังคงยืนกรานที่จะเอาน้ำเต้าสี่สมุทรคืนไป หลินจินก็จะไม่แสดงความเมตตาต่อพวกเขา
หลังจากประสบการณ์มากมาย หลินจินก็กลายเป็นผู้มากประสบการณ์ในการรับมือกับการเผชิญหน้าเช่นนี้ หากคู่ต่อสู้ตัดสินใจสู้ หลินจินจะเป็นฝ่ายลงมือก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
เมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าลัทธิเทพแห่งวารีได้กดขี่ผู้คนในทวีปอาริดมาเป็นเวลานานหลายปี หลินจินจึงรู้สึกต้องการกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก
“เจ้าทำเกินไปแล้ว!” นักพรตกาฬวารีคำรามเสียงดังก้อง เขาไม่มีวันยอมถอยเป็นอันขาด
ในฐานะจิ้งจอกเฒ่าผู้มากเล่ห์ เขาย่อมตระหนักดีว่าการปะทะครั้งนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น เขาจึงสั่งให้นักพรตภูตวารีและนักพรตชาดวารีเคลื่อนกำลังเข้าล้อมวง ขังศัตรูเอาไว้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมรับศึกตั้งแต่แรกเริ่ม
สำหรับพวกเขาแล้ว เจ้าแห่งถ้ำวายุทมิฬคือคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากยิ่งที่สุด แม้ชายหนุ่มจะดูเชี่ยวชาญด้านคาถาเป็นอย่างมาก ทว่าหากสามารถดึงการต่อสู้เข้าสู่ระยะประชิดได้ พวกเขาก็ยังเชื่อว่าตนมีโอกาสเป็นฝ่ายคว้าชัย
หากทั้งสามประสานพลังเข้าพร้อมกัน บางทีพวกเขาอาจสามารถสังหารชายหนุ่มผู้นี้ในทันที แล้วช่วงชิงน้ำเต้ากลับคืนมา หากพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเจ้าแห่งถ้ำวารีทมิฬ พวกเขาก็พร้อมจะสู้จนสุดทาง แต่หากสถานการณ์กลับเป็นรอง การหนีเอาตัวรอดย่อมเป็นทางเลือกสุดท้าย
ตราบใดที่สมบัติยังอยู่ในมือ ต่อให้ต้องลี้ไปไกลเพียงใด ก็หาได้สำคัญไม่...