- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษ
- MDB ตอนที่ 579 พี่น้องร่วมสาบาน
MDB ตอนที่ 579 พี่น้องร่วมสาบาน
MDB ตอนที่ 579 พี่น้องร่วมสาบาน
ในบันทึกอักษรภาพของเต้าจวิน เขาได้บรรยายเรื่องราวของศิษย์ทั้งหกอย่างละเอียด ทำให้หลินจินค้นพบว่าลูกศิษย์เหล่านั้นประกอบด้วยทั้งมนุษย์และสัตว์ปีศาจปะปนกัน
มีสัตว์ปีศาจสองตนในบรรดานักเต๋าหกอสูร ตนหนึ่งคือเต๋าเสือ และอีกตัวหนึ่งคือเต๋านกกระเรียน
คำกล่าวของหลินจินก่อนหน้านี้ไม่ได้แต่งขึ้น ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเต้าจวินคือเต๋ามังกร เนื่องจากเขาฝึกฝนอย่างล้ำลึก น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม ถึงกระนั้น ศิษย์ที่เต้าจวินชื่นชอบมากที่สุดคือเต๋าเสือ
ข่าวการเดินทางของภัณฑารักษ์ไปยังเมืองเกลียวสวรรค์เพื่อไปอ่านอักษรภาพของเต้าจวิน มันคงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วทุกแห่งเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หลินจินจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเรื่องนี้
หลังจากพิจารณาโดยคร่าว ๆ เขาจึงหันไปบอกกับเต๋าเสือว่า
“อาจารย์ของข้า ภัณฑารักษ์ ได้อ่านอักษรภาพของเต้าจวิน และจากตรงนั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพวกเจ้า เต๋าหกอสูร”
ความเป็นศัตรูที่ปะทุอยู่รอบกายของเต๋าเสือค่อย ๆ จางหายไป เขาคืนร่างสู่ขนาดปกติ ก่อนจะก้าวเข้าใกล้หลินจินด้วยท่าทีสงบลง
หากยังมีหนทางเป็นมิตรได้ ก็จงอย่าสร้างศัตรูให้เปลืองแรง เต๋าเสือเห็นด้วยกับสุภาษิตนั้นอย่างเงียบงัน
สิ่งที่ตามมาคือการพูดคุยกันยาวนาน
ในตอนแรก ทั้งสองฝ่ายยังคงระมัดระวังต่อกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว… ไม่มีใครเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายได้เต็มที่
แต่เมื่อการสนทนาดำเนินไป ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนแปลง พวกเขาเริ่มประหลาดใจที่พบว่า... ต่างฝ่ายต่างรู้สึกเพลิดเพลินกับบทสนทนานี้ และเป็นบางครั้งบางคราว เสียงหัวเราะเบา ๆ ก็แทรกขึ้นระหว่างการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
ในระยะไกล หวงฉีกับวายุอาเพศจ้องมองด้วยตาโต พวกเขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
เหตุใดทั้งสองคนที่ตั้งใจจะฆ่ากันตั้งแต่ก่อนหน้านี้ จึงเริ่มสนทนากันราวกับว่าเป็นเพื่อนเก่ากัน?
เหล่าขุนพลผู้ทรยศยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความตกตะลึง แม้จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่ก็ยังดีกว่าการต่อสู้ระหว่างหลินจินกับเจ้าแห่งถ้ำ
หลินจินเป็นแสดงทีท่าไร้กังวล ขณะที่เต๋าเสือเองก็มีท่าทีผ่อนคลายเช่นกัน หลังจากการปะทะกันครั้งแรก ทั้งคู่จึงเริ่มทำความรู้จักกัน ในเวลานี้ พวกเขาเพียงกำลังเคลียร์ความเข้าใจผิดระหว่างกันเท่านั้น
เต๋าเสือกล่าวว่าเขาไม่เคยรวบรวมสัตว์ปีศาจเพื่อก่อความหายนะเลย เนื่องจากเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการซุ่มโจมตีเมื่อหลายปีก่อน เขาจึงแสวงหาที่หลบภัยในทวีปอาริด
ด้วยประชากรเบาบางและสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ทวีปอาริดจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยของสัตว์ปีศาจ
ในตอนนั้น เต๋าเสือกำลังมองหาสถานที่เพื่อฟื้นฟูพลังของเขาเพียงเท่านั้น แต่เขาไม่คาดคิดว่าถ้ำนี้จะถูกสัตว์ปีศาจจำนวนหนึ่งครอบครองไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาก็ไม่ใช่คนที่สัตว์ปีศาจตัวเล็ก ๆ จะเอาชนะได้ โดยไม่ต้องพยายามมากนัก เขาก็สามารถครอบครองถ้ำวายุทมิฬได้
สัตว์ปีศาจตนอื่นต่างหวาดเกรงในพลังของเขา และยกย่องให้เต๋าเสือเป็นดั่งราชา
หลังจากนั้น เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหลบซ่อนตัวเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนสัตว์ปีศาจในถ้ำวายุทมิฬก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีสัตว์ปีศาจจากที่อื่นทยอยเข้าร่วม
ส่วนเรื่องการล่ามนุษย์ มันไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย เพราะเต๋าเสือไม่เคยกินมนุษย์เลยสักครั้งเดียว
เต้าจวินเคยสอนวิธีฝึกฝนที่เหมาะสมแก่เขา รวมถึงเทคนิคในการดูดซับพลังจิตวิญญาณจากธรรมชาติ ซึ่งเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงพลังของเขา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เต๋าเสือไม่จำเป็นต้องล่ามนุษย์เพื่อความอยู่รอด
ตัวการที่ล่ามนุษย์… กลับเป็นฝีมือของสัตว์ปีศาจตนอื่นในถ้ำต่างหาก
ทว่าเต๋าเสือเองก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน แต่เขาเลือกที่มองข้ามเรื่องพวกนั้นไป
หลินจินยืดตัวขึ้นและกล่าวว่า
“อย่าพูดถึงอดีตอีกต่อไป ข้ามาที่นี่เพื่อนำทางสัตว์ปีศาจในถ้ำวายุทมิฬไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ข้าจะสอนการฝึกฝนที่เหมาะสมให้กับพวกเขาเอง เพื่อที่เผ่าพันธุ์ของพวกเขาจะได้เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
เต๋าเสือพยักหน้าเห็นด้วยอย่างประหลาดใจ
“พูดตามตรง ข้าก็มีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน เมื่อครั้งอาจารย์สอนข้า อาจารย์ได้กล่าวถึงความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของเขา แต่ไม่สามารถบรรลุได้ ทว่าข้าใช้เวลาอยู่โดดเดี่ยวมานานเกินไปเพื่อรักษาบาดแผลของตัวเอง จนมองข้ามเรื่องนี้ไป...”
จากนั้น เขาก็กล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ท่านหลิน… เนื่องจากอาจารย์ของท่านสามารถถอดความอักษรโบราณได้ ข้าคิดว่าเขาคงได้รับสืบทอดมาจากอาจารย์ของข้าเช่นกัน เช่นนั้นแล้ว ท่านกับข้าก็ถือเป็นศิษย์ร่วมคำสอนเดียวกัน”
เขาหัวเราะเบา ๆ พลางทอดสายตามองท้องฟ้า
“วันนี้ฟ้าก็เปิด ทิวทัศน์ก็งดงาม และเราก็ดูจะเข้ากันได้ดี… เหตุใดเราจึงไม่สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันเสียเลยล่ะ? ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะได้ดูแลและช่วยเหลือกันได้อย่างเต็มที่”
หลินจินตกตะลึง
เขาครุ่นคิดว่า ‘เต๋าเสือคนนี้เก่งจริง ๆ ความสามารถในการเข้าสังคมของเขาเอาชนะเต๋าคนอื่น ๆ ได้อย่างขาดลอย’
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสนทนาของพวกเขาสนุกสนาน และทั้งคู่ก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้พบกันก่อนหน้านี้ เมื่อหลินจินพูดถึงเต๋าศพและเต๋าผี เต๋าเสือก็เผยว่าเขาเองก็รู้สึกแค้นพวกเขาเหมือนกัน
“ในอดีต ข้าไม่เคยสนิทสนมกับเต๋าศพหรือเต๋าผีเลยสักนิด แม้พวกเขาจะเป็นมนุษย์เหมือนกันก็เถอะ แต่ทัศนคติของพวกเขาเลวร้ายเกินกว่าสัตว์ปีศาจอย่างข้าจะรับไหว” เต๋าเสือกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“อาจารย์ก็เคยพูดเรื่องนี้เช่นกัน… แต่ท่านเป็นคนมีเมตตา จึงยอมให้พวกเขาได้รับโอกาสแก้ตัว ใครจะไปรู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขากลับยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นที่ข้าไม่อาจทนมองได้อีกต่อไป!”
เมื่อเขารู้ว่าเต๋าศพได้เปลี่ยนสัตว์เลี้ยงของเต๋ามังกรให้กลายเป็นมังกรซอมบี้ เต๋าเสือก็ยิ่งโกรธจัด
ตามคำบอกเล่าของเต๋าเสือ เขาและเต๋ามังกรเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากจนไปไหนมาไหนด้วยกัน น่าเสียดายที่เต๋ามังกรเสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ตอนนี้ ดูเหมือนชัดเจนว่าการตายของเขาเกี่ยวข้องกับเต๋าศพ
ข้อเท็จจริงเพียงข้อนี้เพียงอย่างเดียวก็ทำให้เขายืนเคียงข้างหลินจินแล้ว
เต๋าเสือมีบุคลิกตรงไปตรงมา และหลินจินก็เป็นคนไม่ชอบพูดอ้อมค้อมเช่นกัน
นับจากนี้เป็นต้นไป พวกเขาจะเป็นพี่น้องกัน ยิ่งไปกว่านั้น เต๋าเสือเป็นบุคคลที่โดดเด่นในแง่ของตัวตนและความแข็งแกร่ง หลังจากมีปฏิสัมพันธ์กันสั้น ๆ หลินจินก็เริ่มชอบบุคลิกของเขา เขาเป็นคนประเภทที่แสดงออกและคิดในสิ่งที่คิดได้อย่างอิสระ โดยไม่ใส่ความหมายที่ซ่อนเร้นในคำพูดของเขา
การสนทนาของพวกเขายังดำเนินต่อไป และก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว เวลาพลบค่ำก็มาถึงแล้ว
“น้องหลิน สภาพอากาศในทวีปอาริดย่ำแย่มาก กลางคืนหนาวมากและมีลมแรงมาก เรามาคุยกันต่อในถ้ำเถอะ” เต๋าเสือที่ดูเหมือนจะยังอยากจะพูดคุยกันต่อ เขาจึงชวนหลินจินไปที่ถ้ำของเขา
หวงฉีและคนอื่น ๆ สามารถติดตามไปได้เพียงเท่านั้น พวกเขารู้สึกอายเมื่อพบกับสัตว์ปีศาจตัวอื่นอีกครั้ง
ภายในถ้ำวายุทมิฬ เหล่าสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งกว่าต่างก็สามารถลุกขึ้นยืนได้แล้ว แม้ว่าบางตัวยังคงหมดสติอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เป็นอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม สัตว์ปีศาจกว่าครึ่งยังคงนอนอยู่กับพื้น
หลังจากลากหลินจินเข้ามาด้านในเรียบร้อย เต๋าเสือก็หันไปกวาดตามองสถานการณ์รอบตัวครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงน
“น้องหลิน… เจ้าใช้วิชาอะไรกันแน่? กลิ่นไอของหมอกนั่นรุนแรงมาก ข้าแค่สูดเข้าไปนิดเดียวก็รู้สึกเวียนหัวแทบทรงตัวไม่อยู่แล้ว มันช่างเป็นเคล็ดวิชาที่โหดร้ายจริง ๆ”
ตอนนี้หลินจินมีเพื่อนใหม่แล้ว เขาจึงไม่ตอบเต๋าเสือทันที แต่ใช้เข็มของเขารักษาสัตว์ปีศาจ เขาใช้เข็มมากกว่าร้อยเข็มในครั้งเดียว
ภายในไม่กี่วินาที สัตว์ปีศาจบนพื้นก็สามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง แม้ว่าจะอยู่ในสภาพมึนงงก็ตาม
“มันก็แค่กลอุบายเล็กน้อย ไม่น่าพูดถึงหรอก” หลินจินยิ้มเจื่อน ๆ พลางปัดความซับซ้อนไปอย่างถ่อมตน
เมื่อเต๋าเสือได้ยินเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปออกคำสั่งบางอย่างให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ก่อนจะพาหลินจินมุ่งหน้าเข้าสู่ถ้ำส่วนตัวของตนทันที
เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว หลินจินก็อ้าปากอย่างประหลาดใจ
ถ้ำของเต๋าเสือถูกตกแต่งไว้อย่างพิถีพิถัน ด้วยการปรับปรุงผ่านศาสตร์ลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ เขายังได้สลักรูปแบบการรวบรวมพลังวิญญาณไว้ทั่วทั้งถ้ำ ส่งผลให้พลังงานธรรมชาติไหลเวียนไม่ขาดสาย
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานที่ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานการฝึกฝนอันแน่นแฟ้น และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิถีแห่งผู้ฝึกตนของเต๋าเสือ
เต๋าเสือเอาเหล้าบ่มมาแบ่งให้หลินจิน
บางที... เต๋าเสืออาจแทบไม่เคยพูดคุยกับสัตว์ปีศาจตนอื่นในถ้ำ หรืออาจไม่เคยสนทนากับพวกเขาเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพูดคุยกับหลินจินอย่างไม่หยุดปาก
หลินจินไม่ได้รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย เพราะเรื่องราวของเต๋าเสือนั้นช่างน่าสนใจยิ่งนัก
บทสนทนาไหลลื่นไปจนถึงเรื่องของเต้าจวิน และเมื่อฤทธิ์สุราเริ่มครอบงำ เต๋าเสือก็เริ่มเล่าประสบการณ์ของเขากับเต้าจวินอย่างคร่ำครวญ เสียงของเขาเจือด้วยความคิดถึงที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้
“เมื่อข้ายังเป็นแค่ลูกเสือ ข้าเกือบตายเพราะถูกสัตว์ร้ายกัดกิน อาจารย์เป็นผู้ช่วยชีวิตข้า เลี้ยงดูข้า สอนให้ข้ารู้จักวิถีแห่งเต๋า ช่วยขัดเกลากล่องเสียงของข้า และสอนให้ข้าแปลงร่างเป็นมนุษย์ อาจารย์ทิ้งข้าไปก่อนที่ข้าจะตอบแทนเขาได้ด้วยซ้ำ ทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับข้าถึงเพียงนี้!”
เมื่อพูดจบ เขาก็กระดกเหล้าอีกชามหนึ่งลงคอ...