- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษ
- MDB ตอนที่ 558 คุณค่าของอาหารสัตว์
MDB ตอนที่ 558 คุณค่าของอาหารสัตว์
MDB ตอนที่ 558 คุณค่าของอาหารสัตว์
อย่างไรก็ตาม เฟิงจวินหวู่เป็นจักรพรรดิของประเทศขนาดใหญ่ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง เขาก็ไม่คิดจะแสดงความกลัวออกมาแม้แต่น้อย
หลินจินยืนนิ่งอยู่ตรงกลางของค่ายกล โดยวางตัวเองไว้ใต้คมดาบของเพชฌฆาต จากนั้น เขาก็กล่าวขึ้นว่า
“ยินดีที่ได้พบ จักรพรรดิแห่งอาณาจักรเกลียวสวรรค์” หลินจินกล่าวด้วยท่าทีองอาจและสง่างาม
เฟิงจวินหวู่ตอบกลับไปว่า
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของภัณฑารักษ์มาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้ข้าได้พบเจ้าเป็นการส่วนตัวแล้ว เจ้าช่างน่าประทับใจสมกับที่ลือกันจริง ๆ”
คำกล่าวเปิดตัวดังกล่าวอาจไม่ได้น่าสนใจหรือมีความคิดสร้างสรรค์มากนัก แต่ก็ถือว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่ง
“ท่านมีน้ำใจยิ่งนัก ฝ่าบาท ลูกศิษย์ของข้าคงได้แจ้งให้ฝ่าบาททราบล่วงหน้าถึงจุดประสงค์ที่ข้ามาเยี่ยมเยือนแล้ว ข้าขอย้ำอีกครั้งว่าข้ามาที่นี่เพื่อยืมอักษรภาพของเต้าจวินมาเพื่อรับชมเท่านั้น”
หลินจินพูดอย่างแข็งกร้าว ท้ายที่สุดแล้ว เขาอยู่ในฐานะของภัณฑารักษ์ และภัณฑารักษ์ก็มีชื่อเสียงในด้านการมีบุคลิกเช่นนี้
ตรงไปตรงมาและมีอำนาจเหนือกว่า
“ถูกต้องแล้ว ผู้ประเมินหลินได้บอกข้าเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ว่า…”
ก่อนที่เฟิงจวินหวู่จะพูดจบ หลินจินก็ขัดจังหวะเขา
“ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป ข้าจะอ่านอักษรภาพของเต้าจวินที่นี่เท่านั้น และจะไม่เอามันไปด้วย ข้าจะตอบแทนด้วยสิ่งที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาหรือการประเมินสัตว์เลี้ยง ฝ่าบาทสามารถส่งคำขอของมาได้ตามสบาย”
ข้อเสนอนั้นฟังดูดีเกินกว่าจะปฏิเสธ ทว่าเมื่อมันหลุดออกจากปากของภัณฑารักษ์ ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามว่าเขาพูดจริงหรือโกหก
เฟิงจวินหวู่ต้องการที่จะวางเงื่อนไขบางอย่าง แต่กลับกลายเป็นว่าภัณฑารักษ์กลับยื่นข้อเสนอให้เขาแทน
'อย่างที่คาดไว้ ผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงสามารถกระทำการนี้ได้อย่างแข็งกร้าว หากเป็นคนอื่น พวกเขาคงไม่กล้าพูดกับข้าในลักษณะนี้แน่!' เฟิงจวินหวู่คิด
ความจริงแล้ว เขาต้องการภัณฑารักษ์มาอยู่เคียงข้างเขา หากพวกเขาไม่สามารถเป็นเพื่อนได้อย่างที่หวังไว้ อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็คงไม่เลือกที่จะเป็นศัตรูกันแน่นอน
ภัณฑารักษ์คือผู้ที่บุกโจมตีวัดต้าหลัวเพียงลำพัง และไม่เพียงแต่รอดมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน แต่ยังได้รับการอารักขาจากเจ้าอาวาส และพระภิกษุชั้นสูงอีกด้วย แม้แต่อาณาจักรเกลียวสวรรค์ที่เป็นประเทศขนาดใหญ่ พวกเขาก็ยังไม่ได้รับการดูแลขนาดนี้เลย
เนื่องจากเขาต้องการยืมอักษรภาพของเต้าจวินเพื่อการอ่านเท่านั้น จึงไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะมหาอำนาจ พวกเขาไม่อาจให้ยืมสิ่งของเพียงเพราะมีผู้ร้องขอได้ แม้จะเป็นเพียงเพื่อรักษาหน้า แต่พวกเขาก็ต้องมั่นใจว่าภัณฑารักษ์มีสิ่งที่คู่ควรแก่การแลกเปลี่ยนกับพวกเขา
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ เฟิงจวินหวู่ก็ยิ้ม
“ภัณฑารักษ์อยากจะเสนออะไรเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างงั้นหรือ?”
หลินจินมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจแล้ว
เขาสะบัดมือเบา ๆ แล้วโยนสิ่งของบางอย่างที่ตกลงมาตรงหน้าบัลลังก์
สิ่งที่หลินจินทิ้งไปคือกระสอบใบเล็ก ๆ ขนาดประมาณฝ่ามือของมนุษย์ กระสอบใบเล็ก ๆ นั้นดูแน่นมาก แสดงให้เห็นว่ามีอะไรบางอย่างอยู่เต็มจนล้น
“นี่คือถุงอาหารสัตว์ซึ่งมีผลลัพธ์มหัศจรรย์ ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง ฝ่าบาทสามารถใช้มันเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับสัตว์เลี้ยงได้หลายเท่า ข้ามั่นใจว่าเท่านี้น่าจะเพียงพอกับข้อแลกเปลี่ยนระหว่างเรา”
หลินจินอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ
สิ่งที่เขาเสนอมาคือถุงที่เต็มไปด้วยถั่ว
ถั่วเหล่านี้เป็นผลผลิตจากโรงโม่อาหารสัตว์ของพิพิธภัณฑ์ ด้วยปริมาณที่ผลิตออกมามหาศาล หลินจินจึงไม่ลังเลที่จะแจกถุงเล็ก ๆ ให้กับอีกฝ่าย
สำหรับเขา ถั่วเหล่านี้เป็นของไร้ค่า ทว่าคนอื่นอาจไม่ได้คิดเช่นนั้น
เฟิงจวินหวู่เป็นคนที่มีความรู้กว้างขวาง แต่เขาเองก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับอาหารสัตว์ที่สามารถให้ผลลัพธ์เช่นนี้มาก่อน
ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ตัวน้อยลึกลับที่อยู่ด้านหลัง ก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อหยิบถุงขึ้นมา หลังจากเปิดถุงออก เขาก็หยิบถั่วหนึ่งเมล็ดออกมาเพื่อดมกลิ่นของมัน จากนั้นประกายแวววาวก็ฉายแวบผ่านดวงตาของเขา
ร่องรอยของความยินดีและความตื่นเต้นนั้นไม่อาจหลุดรอดจากการสังเกตของหลินจินได้
เจ้าหน้าที่ตัวน้อยถืออาหารสัตว์ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างทะนุถนอม จากนั้นจึงจ้องมองเฟิงจวินหวู่พร้อมกับพยักหน้าเบา ๆ
เฟิงจวินหวู่สงบลงเมื่อได้รับสัญญาณ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ภัณฑารักษ์ต้องมอบสิ่งล้ำค่าให้พวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ท้ายที่สุดแล้ว ภายในพระราชวังของอาณาจักรเกลียวสวรรค์ แม้แต่หยานฉวนก็ยังไม่ล่วงรู้ว่า บุคคลที่เฟิงจวินหวู่ไว้วางใจที่สุดกลับเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ตัวน้อยที่ดูแสนจะธรรมดาคนนี้
มีเพียงจักรพรรดิเฟิงจวินหวู่เท่านั้นที่ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ตัวน้อยผู้นี้ แม้แต่เจ้าชายยังไม่เคยล่วงรู้ นับประสาอะไรกับข้าราชบริพารคนอื่น ๆ ในพระราชวัง
พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ เฟิงจวินหวู่จะเลิกสงสัยหากเจ้าหน้าที่ตัวน้อยเป็นฝ่ายให้คำยืนยัน
“ความเอื้อเฟื้อของภัณฑารักษ์ทำให้เราเห็นความจริงใจของเจ้าอย่างมาก เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะให้ใครสักคนนำอักษรภาพของเต้าจวินมาให้เจ้าดู”
เมื่อพูดเช่นนั้น เฟิงจวินหวู่ก็สั่งให้มีคนไปเอาหนังสือมา
หลินจินสงบลงเมื่อได้ยินคำสั่งของเขา
หลังจากผ่านอุปสรรคมามากมาย ในที่สุด เขาก็ทำภารกิจสำเร็จลงได้ ตราบใดที่เขาสามารถถอดรหัสอักษรภาพของเต้าจวินได้ เรื่องอื่นใดก็ล้วนไร้ความหมายสำหรับเขาแล้ว
ตัวเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาคิดว่าอักษรภาพของเต้าจวินจะมีข้อมูลอันมีค่าบางอย่าง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับศิษย์ทั้งหกของเต้าจวิน ท้ายที่สุดแล้ว หลินจินก็มั่นใจว่าเต๋าศพและสมาคมผู้ประเมินมารจะต้องมาสร้างปัญหาให้กับเขา
คงจะดีถ้าได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศัตรูของเขาก่อนที่พวกเขาจะปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านของเขา
หลังจากรอคอยเป็นเวลานาน เจ้าหน้าที่ตัวน้อยก็กลับมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้มีขนาดใหญ่มาก และต้องใช้แท่นวางในการขนย้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้มีความกว้างอย่างน้อย 1.5 เมตร
หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะเป็นหนังสือสำหรับยักษ์โดยเฉพาะ
แถมมันยังดูหนักอีกด้วย อาจมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม ถึงอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ตัวน้อยก็สามารถแบกมันจากคลังสมบัติได้ด้วยตัวเอง นี่เป็นหลักฐานว่าเขาต้องไม่ใช่คนธรรมดา
หลินจินรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
เจ้าหน้าที่ตัวน้อยเป็นสัตว์ปีศาจที่แปลงร่างออกมา และเขาอาจจะอยู่ในจุดสูงสุดของระดับห้า ร่างเดิมของเขานั้นพิเศษไม่แพ้กัน แทนที่จะสัตว์วิเศษทั่ว ๆ ไป เขากลับเป็นเต่าดำในตำนาน
ความสามารถและระดับการฝึกฝนของเขานั้นเหนือกว่าชางเอ๋อร์อย่างไม่ต้องสงสัย บางทีเต่าดำอาจเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์ที่แท้จริงของอาณาจักรเกลียวสวรรค์ก็เป็นได้
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่เฟิงจวินหวู่จำเป็นต้องทรงสอบถามความเห็นของเจ้าหน้าที่ตัวน้อยในทุก ๆ เรื่อง
อย่างไรก็ตาม หลินจินไม่มีแผนจะเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาแต่อย่างใด
ตอนนี้ หลินจินต้องอ่านอักษรภาพของเต้าจวินเพียงเท่านั้น
“ฮ่า ๆ ภัณฑารักษ์! นี่คืออักษรภาพของเต้าจวิน สมบัติล้ำค่าของอาณาจักรเกลียวสวรรค์ เจ้าสามารถอ่านมันได้ที่ห้องโถงใหญ่แห่งนี้ ตามที่เจ้าต้องการ จะใช้เวลาดูเป็นวัน ๆ ก็ยังได้!” เฟิงจวินหวู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
‘เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการไปไหน’
‘ช่างน่าตลกจังเลย’
นี่คืออักษรภาพของเต้าจวิน แทนที่จะกังวลว่าภัณฑารักษ์อาจขโมยหนังสือไป เฟิงจวินหวู่ต้องการทราบว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไรเป็นหลัก
หนังสือเล่มนี้ถูกวางทิ้งไว้ในคลังสมบัติของพวกเขามานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ไม่มีใครเข้าใจคำที่เขียนไว้ในนั้นได้
เฟิงจวินหวู่รู้ดีถึงชื่อเสียงอันเกรียงไกรของเต้าจวิน ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุคเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทว่าชายผู้นี้กลับเต็มไปด้วยปริศนา ทั้งนิสัยอันแปลกประหลาด และความลึกลับที่แผ่ซ่านรอบตัว ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาเป็นใคร แม้แต่ใบหน้าที่แท้จริงก็ไม่เคยมีใครได้เห็น สิ่งเดียวที่ผู้คนจดจำได้คือหน้ากากเต้าที่เขาสวมใส่ตลอดเวลา
บางคนถึงกับสงสัยว่าเต้าจวินเป็นคนประหลาดรึเปล่า?
ภาษาที่เขาใช้ทั้งในการพูดและเขียนล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกนี้ แท้จริงแล้ว เต้าจวินได้ทิ้งข้อความนับไม่ถ้วนไว้เบื้องหลัง ทว่าข้อความเหล่านั้นกลับไม่มีใครสามารุเข้าใจมันได้
ในฐานะจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเกลียวสวรรค์ เฟิงจวินหวู่มีทรัพยากรในการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อถอดรหัสงานเขียนของเต้าจวิน
แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ
ในความเป็นจริง เมื่อเขาได้ยินครั้งแรกว่าภัณฑารักษ์ต้องการยืมหนังสือเล่มนั้น เฟิงจวินหวู่ก็สงสัยทันทีว่าภัณฑารักษ์จะเข้าใจมันหรือไม่?
ภัณฑารักษ์ไม่เคยเอ่ยว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือหรือไม่? แต่เขาพูดราวกับว่าเขาจะเข้าใจอย่างแน่นอน แม้ว่าเฟิงจวินหวู่จะอยากรู้ แต่เขาก็เลี่ยงที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง
ไม่ว่าภัณฑารักษ์จะเข้าใจข้อเขียนเหล่านั้นหรือไม่? พวกเขาก็จะทราบเร็ว ๆ นี้
ในตอนนี้ อักษรภาพของเต้าจวินถูกวางไว้ต่อหน้าหลินจินแล้ว ตัวเขาเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้จักรพรรดิ
เขามาที่อาณาจักรสวรรค์เกลียวนี้ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรกคือเพื่อเลื่อนระดับของเขาไปเป็นระดับสี่ ซึ่งเขาได้บรรลุไปแล้ว อีกประการหนึ่งคือเพื่ออ่านอักษรภาพของเต้าจวิน
และตอนนี้หนังสือเล่มนั้นก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไร