- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 429 มิติ
WS บทที่ 429 มิติ
WS บทที่ 429 มิติ
*แคร่ก*
เสียงเยือกแข็งดังขึ้น น้ำค้างแข็งสีขาวแช่แข็งหุ่นเชิดอย่างง่ายดายเปลี่ยนให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง ยิ่งกว่านั้น นครเกล็ดน้ำแข็งของเมอร์ลินอยู่ในรูปแบบที่สาม ความแข็งแกร่งของมันเทียบได้กับจุดสูงสุดของคาถาระดับเจ็ด มันเป็นความเย็นสุดขีด หุ่นเชิดผู้พิทักษ์นั้นทำมาจากหินธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพวกมันถูกแช่แข็งด้วยผลึกน้ำแข็ง หุ่นเชิดผู้พิทักษ์จำนวนมากไม่สามารถต้านทานมันได้ รอยแตกวิ่งไปตามพื้นผิวของร่างกายและแตกออกจากกัน
"จงแผดเผา"
เมอร์ลินยื่นฝ่ามือออกมา ทันใดนั้น ฝ่ามือเปลวเพลิงสีขาวซีดขนาดมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกบนท้องฟ้า
*บูม*
แรงสั่นสะเทือนทำให้แผ่นดินและเนินเขาที่อยู่ห่างไกลสั่นสะเทือน คาถาของเมอร์ลินตอนนี้น่ากลัวมาก พลังของเขาคล้ายกับจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจเหล่านั้นในยุครุ่งโรจน์ที่สุดของนักเวทย์ซึ่งเต็มไปด้วยพลังที่น่ากลัว
ถ้าฝ่ามือนี้ฟันลงไปยังเมืองหนึ่ง เมืองก็คงจะถูกทำลายอย่างง่ายดาย!
กัสตินมองด้วยปากอ้าปากค้างขณะที่สิ่งที่เรียกว่าหุ่นเชิดผู้พิทักษ์ที่ ‘ไม่มีใครเทียบได้’ เหล่านี้ถูกทุบให้เป็นเศษเหล็กโดยการฟาดครั้งเดียวจากฝ่ามือเปลวเพลิงของเมอร์ลิน
“หืม ยังไม่ตายงั้นเหรอ?”
เมอร์ลินยืนอยู่กลางอากาศและเห็นว่าท่ามกลางความหายนะบนพื้นดิน หุ่นยักษ์ที่มีสีแดงเข้มทั่วตัวยังคงไม่บุบสลาย อย่างไรก็ตาม มันเป็นสีดำที่ไหม้เกรียมโดยสิ้นเชิง มันจ้องมองไปยังเมอร์ลินด้วยสายตาที่เผยให้เห็นถึงความกลัวอย่างขีดสุด
เมอร์ลินไม่ต้องการทิ้งหุ่นเหล่านี้ไว้เบื้องหลังและเตรียมที่จะโจมตีอีกครั้งเพื่อฆ่ามัน หุ่นเชิดผู้พิทักษ์สีแดงเข้มดูเหมือนจะเข้าใจการกระทำของเมอร์ลินและตะโกนทันทีว่า
“โอ้ ท่านพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ ข้าเป็นหุ่นเชิดที่ดัดแปลงโดยจอมเวทย์เอกวาดอร์ หากท่านต้องการ ข้ายินยอมอยู่ภายใต้คำสั่งของท่าน ข้าสามารถบอกความลับมากมายของเจ้านายคนก่อนของข้า ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อมด ถ้าท่านบังเอิญออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์ ข้ารู้ถึงมิติที่กว้างใหญ่ที่เอกวาดอร์เคยครอบครอง ท่านอาจเข้าไปในมิตินั้นและรับทุกสิ่งที่เอกวาดอร์ทิ้งไว้!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หุ่นเชิดสีแดงเข้มพูด เมอร์ลินก็ค่อนข้างสับสน
บางทีกัสตินและคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ก็อาจไม่เข้าใจสิ่งที่หุ่นเชิดสีแดงเข้มพูดด้วยเช่นกัน แต่เมอร์ลินได้รับแม็กซิมจากจอมเวทย์นิโคล่าและรู้เกี่ยวกับนักเวทย์จากยุคอดีตของจักรวรรดิมอลต้า
ดินแดนอันรุ่งโรจน์ที่หุ่นเชิดสีแดงเข้มพูดถึงคือทวีปอันกว้างใหญ่ทั้งหมด ในยุคของอาณาจักรมอลต้า ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่นักเวทย์มีเกียรติสูงสุด นักเวทย์อันทรงพลังภายใต้การนำของจอมเวทย์ในตำนานเพื่อขับไล่เหล่าทวยเทพ พวกเขาเดินทางข้ามอาณาจักรมอลต้าและก้าวเข้าสู่มิติอื่น ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเริ่มพิชิตมิติหนึ่งไปอีกมิติหนึ่งซึ่งนำไปสู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ที่ไม่มีใครเทียบได้ของนักเวทย์
เอกวาดอร์ต้องเป็นจอมเวทย์ในตำนานจากยุครุ่งโรจน์ที่สุดของนักเวทย์ผู้ซึ่งเคยครอบครองมิติอันกว้างใหญ่
*หวู่ม*
เมอร์ลินค่อย ๆ ลงจอดและเริ่มคำถามของเขาด้วยหุ่นเชิดสีแดงเข้ม เขามีคำถามมากมายเกี่ยวกับยุครุ่งเรืองที่สุดของนักเวทย์และอาจได้รับคำตอบจากหุ่นเชิดนี้เช่นกัน
“ปราสาทโบราณแห่งนี้ถูกจอมเวทย์เอกวาดอร์ทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างงั้นหรือ?”
เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นและมองดูปราสาทโบราณในขณะที่เขาพูด
"ถูกต้องขอรับ ปราสาทโบราณแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นายท่านเคยอาศัยอยู่ แต่หลังจากที่เขาครอบครองมิติเอกวาดอร์ เขาก็อยู่ที่นั่น เขาผนึกปราสาทโบราณและไม่กลับมาอีก”
หุ่นเชิดสีแดงเข้มโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนมันจะ ‘ฉลาด’ มากเพียงพริบตา มันได้จะตอบคำถามอย่างละเอียดถี่ถ้วนและไม่กล้าปกปิดข้อมูลใด ๆ จากเมอร์ลินเลย
ทันใดนั้น เมอร์ลินก็หันกลับมาและจ้องไปที่นักเวทย์ทั้งสามข้างหลังเขา จนถึงตอนนี้ เมอร์ลินได้ค่อย ๆ เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด นักเวทย์สามคนนี้ค้นหา ‘สมบัติที่ซ่อนอยู่’ มาหลายปีแล้วแต่พวกเขาก็เจอเขาโดยไม่คาดคิด
ขณะที่เขามองดูพวกเขา จิตสังหารก็ผุดขึ้นในใจของเมอร์ลิน
*แคร่ก*
ด้วยการโบกมือของเขา นักเวทย์ทั้งสามถูกแช่แข็งในทันที พวกเขาสูญเสียโอกาสในการเอาชีวิตรอดไปโดยสิ้นเชิง
“มันเกิดอะไรขึ้น!?”
เมอร์ลินขมวดคิ้ว ปกติแล้วเขาจะไม่ฆ่าคนอย่างไร้เหตุผลแต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถฆ่าคนได้ง่ายง่ายดายราวกับผักปลา
พลังน้ำแข็งได้ค่อย ๆ เจาะเข้าไปในฝ่ามือของเขา เมอร์ลินยกมือขึ้น นัยน์ตาสีแดงเข้มค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหน้าผีและดูเหมือนเยาะเย้ยเมอร์ลิน
“มันเป็นเพราะดวงตาแห่งความมืด!”
ใบหน้าของเมอร์ลินค่อย ๆ มืดลง แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าเขาได้รับผลกระทบจากดวงตาแห่งความมืดโดยไม่รู้ตัว เขาไม่ได้มีความรอบคอบแม้แต่น้อยเกี่ยวกับการเข่นฆ่าและยังจมอยู่กับความตื่นเต้นของมัน
ยิ่งเขาฆ่ามากเท่าไร ดวงตาแห่งความมืดก็จะยิ่งดูดซับพลังงานเชิงลบมากขึ้นเท่านั้น เมื่อดวงตาแห่งความมืดแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ เมอร์ลินก็จะควบคุมมันได้ยากมากขึ้น
“ดูเหมือนว่าต่อจากนี้ฉันจะต้องระวังให้ดี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผนึกของดวงตาแห่งความมืด รูปแบบที่สี่ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ฉันจึงทำได้เพียงใช้แม็กซิมเพื่อระงับชั่วคราวเท่านั้น ฉันจะต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่ออกค้นหาแม็กซิมใหม่!”
ความคิดนับไม่ถ้วนแวบเข้ามาในหัวของเมอร์ลินในชั่วพริบตา แต่การแสดงออกของเขาไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นเขาก็เดินตรงเข้าไปในปราสาทโบราณ
ในปราสาทโบราณ หุ่นเชิดสีแดงเข้มนำทางไป เมอร์ลินยังคงแอบระวังหุ่นกระบอกนี้อยู่ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในปราสาท?
"แกชื่ออะไร?"
ในความมืดมิดของปราสาทโบราณ เมอร์ลินถามหุ่นกระบอกสีแดงเข้ม
“ข้าไม่มีชื่อ ข้ามีแต่ชื่อหมายเลขประจำตัว ท่านพ่อมดดอาจเรียกข้าว่าหมายเลขสามก็ได้”
“หมายเลขสาม ในเมื่อเจ้าเป็นหุ่นเชิด แกสามารถไม่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายของแกได้ด้วยงั้นเหรอ?”
เมอร์ลินรู้สึกว่ามันแปลก จอมเวทย์เอกวาดอร์ควรจะเป็นเจ้าของหุ่นเชิดตัวนี้แต่คำพูดและการกระทำของหุ่นเชิดในปัจจุบันดูเหมือนจะไม่ถูกควบคุมโดยเอกวาดอร์
หมายเลขสามไม่หยุดเดินและพูดด้วยน้ำเสียงสงบว่า “ในฐานะหุ่นเชิด แน่นอนว่าข้าถูกผูกมัดโดยการควบคุมของนายท่าน อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายปีก่อน ข้ารู้สึกได้ว่านายท่านตายแล้ว! กลไกการควบคุมที่เขาทิ้งไว้ทั้งหมดหายไปพร้อมกับการตายของเขา ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของใคร”
“เขาตายแล้วเหรอ?”
เมอร์ลินตกใจเล็กน้อย อย่างไรก็ตามไม่กี่พันปีผ่านไป ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในท้ายที่สุด บางทีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับจอมเวทย์เอกวาดอร์ในมิติเอกวาดอร์ก็เป็นได้
ตั้งแต่จอมเวทย์เอกวาดอร์เสียชีวิตไป นั่นหมายความว่ามิติทั้งหมดที่เขาครอบครองอยู่ตอนนี้ มันเป็นมิติที่ไม่มีเจ้าของอยู่ใช่หรือไม่?
เมอร์ลินรู้ว่ามิติคืออะไร มันอาจเป็นโลกที่ยิ่งใหญ่ ในปัจจุบัน ทั้งทวีปรวมถึงจักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์, อาณาจักรแบล็กมูนและประเทศขนาดใหญ่และขนาดเล็กอื่น ๆ อีกมากมายนอกเหนือจากทุ่งหิมะเหมันต์ อีกทั้งมหาสมุทรที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสถานที่ลึกลับอื่น ๆ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นทวีปเดียว นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นมิติเดียว
จอมเวทย์เอกวาดอร์ได้ครอบครองมิติซึ่งหมายความว่าเขาเกือบจะเทียบเท่ากับพระเจ้าและเป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวในนั้น ที่สามารถเก็บเกี่ยวทรัพยากรทั้งหมดของมิตินั้นได้
แม้แต่จอมเวทย์ในตำนานก็ยังปรารถนาและหวังว่าจะได้ครอบครองมิติทั้งหมด นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักเวทย์ที่ขับไล่เหล่าทวยเทพสำเร็จแล้ว พวกเขาจึงออกเดินทางข้ามดินแดนอันรุ่งโรจน์เพื่อพิชิตมิติอื่น ๆ
ความปรารถนาของเมอร์ลินเริ่มร้อนรุ่ม มิติที่ไม่มีเจ้าของ แค่คิดเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
ราวกับว่ามันรู้ว่าเมอร์ลินกำลังคิดอะไรอยู่ หมายเลขสามหันกลับมาพูดว่า “ท่านพ่อมด ข้าเชื่อว่าท่านเข้าใจถึงคุณค่าของมิติเป็นอย่างดี เพื่อที่จะครอบครองมิตินี้ นายท่านได้ต่อสู้กับเทพเจ้าแห่งมิติมาเป็นเวลาร้อยปีก่อนที่จะกวาดล้างพวกมันออกไปและครอบครองมิติทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ข้ารู้พิกัดที่แน่นอนของมิตินี้แล้ว ถ้าท่านพ่อมดสามารถออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์และไปถึงมิติเอกวาดอร์ได้ ท่านก็อาจจะได้รับมิติที่เจริญรุ่งเรืองโดยที่นั่นยังไม่มีเจ้าของ!”
“คนเราจะออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์ได้อย่างไร?”
เมอร์ลินถามเสียงต่ำ นี่เป็นคำถามที่สำคัญ ดินแดนอันรุ่งโรจน์ที่พวกเขาพูดถึงคือทั้งทวีป แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่เมอร์ลินอยู่ เขาไม่เคยได้ยินว่าจะออกจากทวีปนี้และเดินทางสู่มิติอื่นได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าหมายเลขสามรู้ดีทุกอย่างตอนนี้ก็ส่ายหัว “ข้าไม่รู้วิธีออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์เช่นกัน ท้ายที่สุด ข้าเป็นเพียงหุ่นเชิดที่นายท่านดัดแปลงเพื่อปกป้องปราสาท อย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินนายท่านพูดโดยไม่ได้ตั้งใจว่าการจะออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์ได้นั้น อย่างน้อยต้องเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ มิฉะนั้น คน ๆ หนึ่งจะไม่สามารถออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์และก้าวไปสู่มิติอื่นได้”
“อย่างน้อยต้องเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่สินะ?”
เมอร์ลินค่อนข้างผิดหวัง แต่ก็สมเหตุสมผลหลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบ แม้แต่ในยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดของนักเวทย์ นักเวทย์หลายคนก็ต้องกลายเป็นจอมเวทย์ในตำนานและขับไล่เหล่าทวยเทพก่อนที่จะได้เรียนรู้ว่ามีมิติต่าง ๆ เมื่อนั้นพวกเขาสามารถเดินทางข้ามดินแดนอันรุ่งโรจน์และก้าวเข้าสู่มิติอื่นได้
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวไปสู่มิติอื่นหลังจากออกจากดินแดนอันรุ่งโรจน์ บางทีเพียงแค่การเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่สามารถหาวิธีทำเช่นนั้นได้
แม้ว่าเมอร์ลินจะผิดหวังกับเรื่องนี้ แต่เขาก็ไม่เสียใจกับเรื่องนี้มากนัก ปัจจุบันเขาเป็นเพียงนักเวทย์ระดับสี่และยังห่างไกลจากการเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่
"เดี๋ยวก่อน!"
จู่ ๆ เมอร์ลินก็หยุดเดิน ดวงตาของเขาสั่นไหวไม่หยุดหย่อน เขาจ้องไปที่หุ่นเชิดสีแดงเข้มที่อยู่ข้างหน้าเขา “หมายเลขสาม ฉันจะทำอย่างไรเพื่อควบคุมแก แกควรรู้ว่าหากไม่มีการควบคุมหุ่นเชิด ฉันไม่มีทางเชื่อคำพูดของแก ในกรณีนั้น ฉันมีทางเลือกเดียวเท่านั้น นั่นคือการทำลายแกทิ้งซะ!”
เมอร์ลินยื่นมือข้างหนึ่งซึ่งส่องประกายด้วยเปลวไฟสีขาวซีด ส่องสว่างทางเดินสีดำสนิทราวกับเป็นแสงแดดส่องลงมา
สีแดงเข้มของหมายเลขสามตอนนี้สว่างขึ้นด้วยไฟสีขาวซีดและมันดูแปลกตาอย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่แสดงออกและมีแสงสีแดงระยิบระยับในดวงตาของมัน
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง หมายเลขสามก็ตอบช้า ๆ ว่า “โอ้ ท่านพ่อมดผู้ทรงพลัง มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะควบคุมข้า ท่านเพียงแค่ต้องแกะสลักตราพลังจิต เท่านี้ท่านก็สามารถควบคุมข้าได้แล้ว!”
“แกะสลักตราพลังจิต? แบบเดียวกับการลงนามสัญญารึเปล่า?”
เมอร์ลินไม่มีประสบการณ์ในการควบคุมหุ่นเชิด
“ถูกต้อง เช่นเดียวกับการลงนามสัญญา หลังจากแกะสลักตราพลังจิต ท่านสามารถควบคุมข้าได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ข้าต้องขอร้องว่าท่านพ่อมดว่าอย่าทำลายข้าเมื่อควบคุมข้าได้แล้ว แม้ว่าข้าจะเป็นแค่หุ่นเชิดแต่ข้าก็ยังอยากเห็นโลกภายนอก!”
หุ่นเชิดตัวนี้ดูมีไหวพริบ ไม่เหมือนหุ่นตัวอื่น ๆ
เมอร์ลินพยักหน้า เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำลายหุ่นกระบอกนี้ ด้วยสิ่งนี้ เขาสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมากเกี่ยวกับเรื่องของยุครุ่งเรืองที่สุดของนักเวทย์ได้
ยิ่งกว่านั้น เมอร์ลินยังสนใจในมิติเอกวาดอร์ที่หมายเลขสามกล่าวถึง หากวันหนึ่งเขากลายเป็นจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ เขาจะไม่ปล่อยให้มิติที่รุ่งเรืองหลุดมือไปจากเงื้อมมือของเขาเด็ดขาด
ด้วยเหตุนี้ เมอร์ลินจึงเริ่มแผ่พลังจิตซึ่งขยายไปยังที่ซึ่งหัวใจของหมายเลขสามทันที แกนควบคุมควรเป็นที่ที่หัวใจตั้งอยู่