- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 410 อวตารเพลิงทมิฬ PART 6
WS บทที่ 410 อวตารเพลิงทมิฬ PART 6
WS บทที่ 410 อวตารเพลิงทมิฬ PART 6
พลังงานเชิงลบถูกดูดเข้าไปในดวงตาแห่งความมืด เมอร์ลินสัมผัสได้ถึง ‘ความยินดี’ ของดวงตาแห่งความมืดในฝ่ามือของเขา ก่อนที่พ่อมดลีโอจะเสียชีวิต เขาได้บอกเมอร์ลินว่าดวงตาแห่งความมืดมีชีวิตอยู่
ตอนนี้เมอร์ลินรู้สึกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าดวงตาแห่งความมืดมีความรู้สึกอย่างแท้จริง ดวงตาแห่งความมืดต้องการพลังงานเชิงลบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เติบโต แต่ยิ่งมันเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายที่สุด เจ้าของดวงตาแห่งความมืดก็ไม่สามารถควบคุมมันได้และต้องทนทุกข์ทรมานจากการกลืนกินในที่สุด
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนักเวทย์ส่วนใหญ่ที่ฝึกฝนดวงตาแห่งความมืด พวกเขาเสียชีวิตเนื่องจากการกลืนกินจากดวงตาแห่งความมืดจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ดวงตาแห่งความมืดจะถูกเรียกว่าพลังต้องสาป
“แกอยากออกมาโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากฉันงั้นเหรอ? แกไม่มีทางทำอย่างนั้นได้เด็ดขาด!”
เมอร์ลินดูเหมือนจะพูดกับตัวเอง ในสายตาของเขา เขาเหลือบเห็นหน้าผีขนาดมหึมาซึ่งคำรามแถมกระแทกกับกรงอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ ใบหน้าของผีแทบจะพุ่งออกมากลืนกินตัวเมอร์ลิน
นี่เป็นรูปแบบที่สี่ของดวงตาแห่งความมืดซึ่งถูกผนึกโดยพ่อมดลีโอโดยใช้กำลังสุดท้ายของเขา ตอนนี้มันถูกกระตุ้นโดยพลังงานเชิงนลบ มันพยายามที่จะทำลายผนึกอย่างไร้ประโยชน์
“ดวงตาแห่งความมืดยังคงเป็นภัยอันตรายที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ!”
แม้ว่าเมอร์ลินจะรู้ว่าดวงตาแห่งความมืดไม่สามารถกลายเป็นภัยคุกคามได้มากนักภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้ามีวันหนึ่งที่เขาปลดปล่อยดวงตาแห่งความมืดรูปแบบที่สี่และส่งผลให้เกิดการกลืนกิน เขาก็สามารถใช้แม็กซิมแห่งไฟเพื่อระงับมันได้ เขาจะไม่จบลงเหมือนพ่อมดลีโอที่ตายไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ดวงตาแห่งความมืดรูปแบบที่สี่ก็ยังส่งผลให้เกิดการกลืนกินที่น่าสะพรึงกลัว ในอนาคตจะมีรูปแบบที่ห้า หก หรือแม้แต่รูปแบบที่เจ็ด การกลืนกินจะน่ากลัวมากเพียงใด?
ใครก็ตามที่ฝึกฝนดวงตาแห่งความมืดจะไม่มีทางกำจัดมันได้เว้นแต่พวกเขาจะเหมือนลีโอที่แลกด้วยชีวิตเพื่อผนึกดวงตาแห่งความมืด
เมอร์ลินไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ ดังนั้นในระยะยาว ดวงตาแห่งความมืดจึงเป็นอันตรายต่อเขาและไม่รู้ว่ามันจะปะทุเมื่อไหร่
ความคิดเหล่านี้แวบเข้ามาในหัวของเมอร์ลินในคราวเดียวเนื่องจากการสังหารหมู่ครั้งล่าสุดของเมอร์ลินได้สร้างพลังงานเชิงลบจำนวนมาก สิ่งนี้ถูกดวงตาแห่งความมืดดูดกลืนทั้งหมดและมันพยายามล่อลวงให้เมอร์ลินปลดปล่อยรูปแบบที่สี่ของมัน ดังนั้น สิ่งที่เขาคิดทั้งหมดนี้จึงผุดขึ้นมาในหัวของเขา
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการปราบปรามนักเวทย์ที่อยู่ด้านล่างเพราะลำแสงพลังจิตขนาดมหึมาจำนวนมากได้ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อขจัดผลของคาถาราตรีมรณะ
ราตรีมรณะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนักกับนักเวทย์ที่อยู่เหนือระดับเจ็ดขึ้นไป ดังนั้น เมอร์ลินจึงชี้ไปที่ช่องว่างระหว่างคิ้วด้วยมือทั้งสองข้างและแก่นแท้แห่งรูนปรากฏขึ้นอีกครั้งในทันที
"วงแหวนเวทย์ จงผนึก!"
อักษรรูนลึกลับบินออกจากแก่นแท้แห่งรูนอย่างรวดเร็ว พวกมันสิ่งแสงเรืองรองเป็นประกายบนท้องฟ้า ต่อจากนั้น พวกมันถูกสั่งการโดยพลังจิตของเมอร์ลินและรีบพุ่งเข้าหานักเวทย์สองสามคนที่มีพลังจิตที่น่าเกรงขามทันที
*ซูม ซูม ซูม*
ครั้งนี้ เมอร์ลินได้แสดงความสามารถอันน่าทึ่งของแก่นแท้แห่งรูนอย่างอิสระ อักษรรูนลึกลับเต็มท้องฟ้าอย่างรวดเร็วและวงเวทย์รูนอันทรงพลังก็ถูกรวมเข้าด้วยกัน จากนั้นพวกมันทั้งหมดก็บินลงไป
บรรดาผู้ที่ถูกผูกไว้โดยวงแหวนเวทย์ แม้จะเพียงชั่วขณะหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะทำให้เมอร์ลินพึงพอใจ เพราะเขาใช้วงแหวนเวทย์เพียงเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขาเท่านั้น
“เพลิงวินาศ!”
เปลวเพลิงสีขาวซีดปะทุขึ้นในทันที พวกมันลุกลามไปทุกทิศทุกทางอย่างรวดเร็ว บริเวณที่มืดมิดกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา
หากวงแหวนเวทย์และราตรีมรณะไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่นักเวทย์ระดับเจ็ดเหล่านั้นได้ มันก็ถึงคิวของเพลิงวินาศ ด้วยพลังที่เทียบเท่าระดับเจ็ด คาถาป้องกันของพวกเขาแทบจะพังทลายทันทีที่เพลิงวินาศเข้าไปสัมผัส
ด้วยการอาศัยรูปแบบที่สองของเพลิงวินาศ เมอร์ลินได้กำจัดนักเวทย์ระดับเจ็ดสองสามคนก่อนหน้านี้ ดังนั้นนักเวทย์ระดับเจ็ดเหล่านั้นจึงไม่สามารถประเมินการโจมตีนี้ได้ต่ำเกินไป
“รีบไปกันเถอะ อวตารเพลิงทมิฬน่ากลัวเกินไป เราไม่มีทางต่อสู้กับเขาได้เลย!”
“อวตารเพลิงทมิฬ จากนี้ไป มีตัวอันตรายในทุ่งหิมะเหมันต์เพิ่มขึ้นอีกอย่างแล้ว!”
เมอร์ลินได้รับฉายาว่า ‘อวตารเพลิงทมิฬ’ โดยที่ไม่รู้ตัว แน่นอนว่า เมอร์ลินได้รับสิ่งนี้จากการสังหารหมู่และพลังของเขา มันเป็นเพียงฉายาแต่มันก็ครอบคลุมพลังที่น่ากลัวที่สุดของเมอร์ลินเอาไว้
อย่างไรก็ตาม นักเวทย์ระดับเจ็ดก็ยังคงน่าเกรงขามตามระดับพลัง วงแหวนเวทย์ที่สร้างขึ้นอย่างเร่งรีบไม่สามารถกักขังพวกเขาได้นานนัก นักเวทย์บางคนจึงหลุดพ้นจากการผูกมัดของวงแหวนเวทย์ หลังจากนั้นพวกเขาก็รีบหนีจากทะเลเพลิงที่ลุกโชนด้วยความหวาดกลัว
หลังจากที่พวกเขาจากไป ชื่อของอวตารเพลิงทมิฬก็จะดังก้องไปทั่วทุ่งหิมะเหมันต์!
“อวตารเพลิงทมิฬ?”
รอยยิ้มที่น่าขนลุกปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเมอร์ลิน เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีฉายาที่น่าสนใจเช่นนี้ ในโลกของนักเวทย์ทางตอนใต้ แม้แต่นักเวทย์ระดับเก้าก็ยังไม่มีฉายาที่โหดเหี้ยมเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ที่นี่ไม่ใช่โลกนักเวทย์ทางตอนใต้แต่เป็นทุ่งหิมะเหมันต์ซึ่งมีความแตกต่างอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มีวิธีการง่าย ๆ ในการได้รับฉายา นั่นคือการเข่นฆ่า!
มันเหมือนกับพ่อมดผู้บ้าคลั่งโมบันโดผู้ซึ่งเจ้าเล่ห์และไร้ยางอายแต่มีความสามารถที่ทรงพลัง เมื่อเขาเริ่มฆ่า เขาก็ไม่มีความเมตตา ดังนั้นเขาจึงได้รับฉายาว่าพ่อมดผู้บ้าคลั่งทำให้นักเวทย์ต่างหวั่นกลัวเมื่ออ้าปากพูดถึงเขา
"นายท่าน!"
ทันใดนั้น เออร์นี่และวัตสันก็รีบมาที่ด้านข้างของเมอร์ลิน สภาพในปัจจุบันของพวกเขาค่อนข้างน่าสมเพช พวกเขาหนีออกจากถ้ำมาก่อนหน้านี้ แม้ว่าพวกเขาจะใช้หุ่นเชิดสองตัวเพื่อเบี่ยงเบนการโจมตีระลอกแรก พวกเขายังอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเนื่องจากถูกโจมตีด้วยคาถานับไม่ถ้วน
ถ้าเมอร์ลินไม่ปรากฏตัวทันเวลาและร่ายราตรีมรณะและทำการสังหารหมู่ เออร์นี่และวัตสันคงมีสภาพที่เลวร้ายกว่านี้
ด้วยความตายที่ใกล้เข้ามา จิตใจของพวกเขาว่างเปล่าไม่สามารถคิดอะไรได้อีก แต่เมื่อเห็นการแสดงอานุภาพเหมือนพระเจ้าของเมอร์ลิน สติของพวกเขาจึงกลับมา
“นายท่าน เราเห็นพ่อมดผู้บ้าคลั่ง โมบันโดหลบหนีไปก่อนหน้านี้ มีเพียงโมบันโดเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นพวกนักเวทย์ให้มาโจมตีพวกเราได้!”
เมื่อกล่าวถึงพ่อมดผู้บ้าคลั่ง โมบันโด ความโกรธเคืองก็ปรากฏบนใบหน้าของพ่อมดเออร์นี่ ดูเหมือนว่าพ่อมดผู้บ้าคลั่งจะทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานในอดีต
“นายท่าน ท่านต้องการให้พวกเราตามล่าพ่อมดผู้บ้าคลั่ง โมบันโดหรือไม่?”
พ่อมดเออร์นี่ดูเหมือนจะเปิดเผยเจตนาอย่างชัดเจนแต่เมอร์ลินคิดว่าการติดตามเขาไป มันออกจากเสี่ยงเล็กน้อย
เขารู้ว่าพลังของพ่อมดผู้บ้าคลั่ง โมบันโดจะไม่ค่อยทรงพลังมากนักแต่เขาก็มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย การที่คนอย่างเขาสามารถเอาชีวิตรอดในทุ่งหิมะเหมันต์ได้โดยไม่มีปัญหา มันจะต้องมีบางอย่างที่พิเศษเกี่ยวกับตัวเขาและเขาคงไม่ถูกฆ่าอย่างง่ายดายขนาดนั้น
“การตามเขาไปมันจะสร้างเรื่องวุ่นวายตามมา แล้วอีกอย่าง เราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
เมอร์ลินมองดูสภาพความโกลาหลที่ปกคลุมด้านหน้าถ้ำหิมะพันไมล์ กลิ่นคาวเลือดแผ่ซ่านไปทั่วอากาศ เขารู้ว่าพวกเขาจะต้องรีบไปจากที่นี่ หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้น นักเวทย์ระดับแปดอาจจะปรากฏตัวขึ้นและพวกเขาจะตกอยู่ในอันตราย
ดังนั้นเมอร์ลิน พ่อมดเออร์นี่และพ่อมดวัตสันจึงออกจากถ้ำหิมะพันไมล์อย่างรวดเร็ว
…
สายลมหนาวส่งเสียงอันคร่ำครวญในพายุหิมะสีขาวโพลน ร่างสามร่างพุ่งไปในอากาศ
“นายท่าน พายุหิมะรุนแรงเกินไป เราควรหาที่พักก่อนดีมั้ยขอรับ?”
บุคคลทั้งสามนี้คือเมอร์ลินและทาสนักเวทย์ระดับเจ็ดสองคนของเขา พวกเขากำลังบินอย่างไร้จุดหมาย เพียงต้องการทิ้งถ้ำหิมะพันไมล์ให้ไกลที่สุด พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอพายุหิมะขนาดมหึมาในการเดินทางของพวกเขา
พลังแห่งธรรมชาติยังคงอยู่ยิ่งเหนือพลังของคาถา แม้แต่จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญกับพลังธรรมชาติบางอย่าง มีเพียงจอมเวทย์ในตำนานเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภูมิทัศน์ได้
เมอร์ลินพยักหน้าเห็นด้วย มันไม่มีประโยชน์เลยจริง ๆ ที่จะบินต่อไปพร้อมกับพายุหิมะที่แรงขนาดนี้ พวกเขาจึงพบถ้ำที่ค่อนข้างแห้งสามารถเป็นที่หลบภัยชั่วคราวจากพายุหิมะ
สภาพภูมิอากาศของทุ่งหิมะเหมันต์นั้นค่อนข้างเลวร้าย แม้แต่นักเวทย์ก็ยากที่จะรับมือได้ ต้องขอบคุณสิ่งนี้จึงไม่มีคนธรรมดาอาศัยอยู่ในทุ่งหิมะเหมันต์ แม้ว่าจะมีที่ดินมากมายแต่ก็มีเพียงนักเวทย์เท่านั้นที่สามารถเอาชีวิตรอดในทุ่งหิมะเหมันต์ได้
ในถ้ำ พ่อมดเออร์นี่เริ่มก่อกองไฟ เปลวเพลิงสีแดงสะท้อนให้เห็นบนใบหน้าของเมอร์ลินและคนอื่น ๆ มันเคลื่อนตัวไม่หยุดหย่อนพร้อมกับลมหนาวที่พัดเข้ามาเป็นครั้งคราว
เมอร์ลินหวนคิดถึงการต่อสู้ในวันนี้ คาถาธาตุมืดของเขาที่หลอมรวมกับดวงใจแห่งความมืด มันช่างน่าเกรงขามมาก ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากเท่าไหร่ เขาก็สามารถเอาชนะได้อย่างสบาย ๆ
บางทีนักเวทย์คนอื่นอาจกลัวการโจมตีของนักเวทย์จำนวนนับไม่ถ้วน แม้แต่นักเวทย์ระดับเจ็ดก็ไม่สามารถรับมือได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยคาถาธาตุมืดของเมอร์ลิน เขาสามารถทำให้ทุกคนตกอยู่ในภาพลวงตาได้ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม
นอกจากคาถาธาตุมืดแล้ว พลังของเพลิงวินาศก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน รูปแบบที่สองได้ปรับปรุงพลังของมันอย่างมาก จนถึงจุดสูงสุดของคาถาระดับเจ็ดซึ่งเป็นขีดจำกัดสูงสุดของมันด้วย คาถาใด ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระดับแปดจะไม่สามารถป้องกันการแผดเผาของเพลิงวินาศได้
ด้วยเวทมนตร์ธาตุมืดกับไฟอันทรงพลังของเมอร์ลิน ทำให้เขาได้รับการขนานนามว่าอวตารเพลิงทมิฬจากเหล่านักเวทย์ในทุ่งหิมะเหมันต์!
นอกเหนือจากคาถาเหล่านี้ สิ่งที่ทำให้เมอร์ลินพอใจคือการใช้แก่นแท้แห่งรูน วงแหวนเวทย์ที่สร้างขึ้นโดยแก่นแท้แห่งรูนมีความแข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์ เขาสามารถต่อสู้กับนักเวทย์ระดับเจ็ดทั้งแปดคนและเอาชนะพวกเขาได้ แม้กระทั่งเปลี่ยนนักเวทย์ระดับเจ็ดสองคน เออร์นี่และวัตสันให้เป็นทาสของเขา เขาไม่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้หากไม่มีแก่นแท้แห่งรูน!
การทำงานของอักษรรูนไม่เพียงแต่รวมถึงการโจมตี การป้องกัน และการผูกมัดซึ่งไม่ได้แตกต่างจากคาถาส่วนใหญ่มากนัก นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อสร้างวงแหวนเวทย์เพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายระยะไกลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จะต้องใช้วงแหวนเวทย์ที่จัดเรียงไว้ล่วงหน้า การเคลื่อนย้ายยังพื้นที่อื่นสามารถทำได้หลังจากที่วงแหวนเวทย์ทั้งสองเปิดใช้งานพร้อมกันเท่านั้น มิฉะนั้น หากผู้หนึ่งเดินทางผ่านอวกาศอย่างไร้จุดหมายโดยใช้วงแหวนเวทย์ คน ๆ นั้นอาจติดอยู่ในช่องโหว่ของมิติซึ่งมันไม่ต่างจากการก้าวไปสู่ความตาย
ข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือคาถาธาตุมิติเท่านั้นจึงจะสามารถเดินทางในมิติได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม คน ๆ นั้นก็ยังต้องใช้พลังเวทย์ในปริมาณที่เหลือเชื่อซึ่งพ่อมดอธาตุมิติใหญ่ไม่สามารถทำได้
นับตั้งแต่เมอร์ลินมาถึงทุ่งหิมะเหมันต์ เขาพบว่าวงแหวนเวทย์ที่เขาสร้างที่นี่ไม่สามารถตอบสนองต่อวงแหวนเวทย์ที่ล้อมรอบดินแดนมนต์ดำได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาไม่มีทางวาร์ปไปที่นั่นโดยตรง เขายังคงต้องพึ่งพาการบินเพื่อกลับไปยังบริเวณใกล้เคียงเพื่อค้นหาวงแหวนเวทย์เพื่อกลับเข้าสู่ดินแดนมนต์ดำ
“ทุ่งหิมะเหมันต์เป็นสถานที่ที่ดีอย่างแท้จริง ในระหว่างนี้ โลกนักเวทย์ทางใต้กำลังตกอยู่ในความโกลาหล ดูเหมือนว่าฉันควรจะอยู่ในทุ่งหิมะเหมันต์สักระยะหนึ่งและจัดเรียงวงแหวนเวทย์ไว้ที่นี่เพื่อเอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน!”
ความคิดทั้งหมดนี้เข้ามาในหัวของเมอร์ลิน แม้ว่าสังคมของทุ่งหิมะเหมันต์จะยุ่งเหยิง แต่มันก็ค่อนข้างเหมาะสมกับเมอร์ลิน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างโลกนักเวทย์ทางใต้กับออสมู
ดังนั้น เขาควรทิ้งวงแหวนเวทย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งหิมะเหมันต์ในอนาคต ถ้าเขาพบกับอันตราย เขาจะมีโอกาสหลบหนีมาที่นี่ผ่านวงแหวนเวทย์ที่สร้างโดยแก่นแท้แห่งรูน
หากเมอร์ลินไม่ได้จัดเรียงวงแหวนเวทย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งหิมะเหมันต์ ไว้ล่วงหน้า บางที เขาอาจจะต้องเจอสถานการณ์ที่ถูกปิดล้อมแบบในถ้ำหิมะพันไมล์ก่อนหน้านี้ หากเขาสร้างวงแหวนเวทย์ทิ้งไว้ เขาสามารถหลบหนีได้ทันทีโดยเทเลพอร์ตออกไป
นี่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอักษรรูนซึ่งมีความสามารถในการหลบหนี ตามความเข้าใจของเมอร์ลิน พ่อมดผู้บ้าคลั่ง โมบันโด ผู้ซึ่งเคยโจมตีนักเวทย์จำนวนมาก รวมถึงผู้มีอำนาจจำนวนมาก เขาอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรรูนจึงทำให้เขาหลบหนีได้สำเร็จในทุก ๆ ครั้ง
*ฮึ่ม*
ในที่สุด เมอร์ลินก็สร้างวงเวทย์รูนขึ้นมาในถ้ำ เขาไม่ได้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากเออร์นี่และวัตสัน พวกเขาเป็นทาสของเมอร์ลิน ดังนั้นเมอร์ลินจึงควบคุมทุกท่าทางและทุกคำพูดของพวกเขาได้ แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าเมอร์ลินได้จัดเรียงวงแหวนเวทย์ไว้ที่นี่ พวกเขาก็ยังไม่กล้าที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่พูดให้คนอื่นฟัง
ดังนั้นอีกสองคนอาจแสร้งทำเป็นว่าพวกเขาไม่รู้อะไรเลยและหลับตาเพื่อฟื้นฟูพลังเวทย์ที่พวกเขาใช้จนหมดในวันนี้