- หน้าแรก
- ความลับของพ่อมด
- WS บทที่ 400 กลับสู่โบราณสถาน PART 1
WS บทที่ 400 กลับสู่โบราณสถาน PART 1
WS บทที่ 400 กลับสู่โบราณสถาน PART 1
การตัดสินใจเลือกคาถาธาตุลมที่สร้างนั้นง่ายกว่ามาก ในจิตใต้สำนึกของเมอร์ลิน เขาได้สร้างคาถาศูนย์ ลมพายุ, คาถาระดับหนึ่ง สายลมแห่งอิสระ, คาถาระดับสอง ลำแสงลมพัดและคาถาระดับสาม เงาวายุ
คาถาเหล่านี้เป็นตัวเร่งความเร็วและมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ถ้าเมอร์ลินต้องการได้รับคาถาระดับสี่ใหม่ มันก็จะต้องมีความเร็วที่เหนื24อกว่าคาถาธาตุลมก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ คาถาธาตุลมระดับที่สี่ยังมีคุณลักษณะอื่นซึ่งก็คือการบิน ปัจจุบัน เมอร์ลินสามารถพึ่งพาอุปกรณ์เวทมนต์แบบบินได้เท่านั้น ถึงแม้จะบินได้แต่ความเร็วก็เทียบกับคาถาระดับสี่ไม่ได้เลย
และอีกอย่างคือ เมอร์ลินสามารถรวมคาถาเข้ากับสายลมแสงวาบได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จะใช้พลังงานมากเกินไป สายลมแสงวาบไม่ได้มีไว้สำหรับเร่งการเดินทาง แต่ใช้สำหรับการต่อสู้ มันสามารถเพิ่มความเร็วได้นับครั้งไม่ถ้วนได้ในทันที
ดังนั้น ถ้าเมอร์ลินต้องสร้างคาถาบินระดับสี่อันใหม่ในตอนนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเร็วของเขาจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ หากรวมเข้ากับสายลมแสงวาบ ฝ่ายตรงข้ามจะจับตัวเมอร์ลินได้ยากมากขึ้นในระหว่างการต่อสู้ ถ้าคู่ต่อสู้ของเขาไม่มีคาถาผูกมัด ไม่ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน พวกเขาก็ไม่เป็นอันตรายต่อเมอร์ลิน
ดังนั้น คาถาที่สามที่เมอร์ลินจะสร้างคือคาถาธาตุลมระดับสี่
หลังจากนั้น เขาได้เปิดใช้งานเดอะเมทริกซ์และเริ่มสร้างคาถาธาตุลม ระดับสี่ใหม่ ในครั้งนี้ เมอร์ลินเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของแม็กซิมแห่งไฟตลอดเวลา
เมื่อเดอะเมทริกซ์เริ่มได้รับคาถาใหม่ เมอร์ลินรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในแม็กซิมแห่งไฟชัดเจน มันค่อย ๆ ลดลงทีละน้อยเมื่อเดอะเมทริกซ์กลืนกินพลังงานของมัน
ปัจจุบัน แม็กซิมแห่งไฟถูกใช้เป็น ‘พลังงาน’ เพื่อสนับสนุนการสร้างคาถาใหม่โดยเดอะเมทริกซ์!
พลังงานของแม็กซิมแห่งไฟไม่ได้ถูกใช้มากเกินไป มันเหมือนกับตอนที่เขาได้รับคาถาธาตุมืด มันหดตัวเพียงเล็กน้อยและคาถาธาตุลมระดับก็สร้างสำเร็จด้วยดี
เมอร์ลินเลือกคาถาที่เข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ซึ่งมีความเร็วมากกว่าคาถาธาตุลทก่อนหน้านี้และบินได้ เขาตั้งชื่อมันว่า สายลมสีรุ้ง สาเหตุที่ตั้งชื่อนี้เพราะเมื่อมันถูกร่ายไปพร้อมกับสายลมแสงวาบ มันเหมือนกับลำแสงสีรุ้งที่มีความเร็วน่าอัศจรรย์
เวทมนตร์ที่ได้มาใหม่เหล่านี้ไม่เคยถูกสร้างโดยนักเวทย์คนใดมาก่อน มันมีเอกลักษณ์เฉพาะและเป็นของเมอร์ลินแต่เพียงผู้เดียว
ในอนาคต เมอร์ลินสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับตระกูลวิลสันได้
เมื่อได้รับคาถาธาตุลมแล้ว เมอร์ลินตั้งใจจะสร้างคาถาธาตุดินเป็นลำดับถัดไป มันเป็นคาถาป้องกันและมีความสำคัญเช่นกัน
สถานะของแม็กซิมแห่งไฟในตอนนี้ เขาสามารถสร้างได้อีกหนึ่งหรือสองคาถาเท่านั้น ถ้าเมอร์ลินยอมทุ่มหมดหน้าตัก เขาก็สามารถใช้แม็กซิมแหง่ไฟและสร้างคาถาระดับสี่ได้ครบทุกธาตุ
อย่างไรก็ตาม หากแม็กซิมแห่งไฟหมดไป มันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีและไม่คุ้มค่าเลย
ดังนั้น เมอร์ลินจึงสร้างได้เพียงคาถาธาตุดินเป็นลำดับสุดท้ายเท่านั้น
คุณสมบัติของคาถาธาตุดินนั้นก็ชัดเจน มันมีความแข็งแกร่งในการป้องกันที่ยอดเยี่ยม คาถาที่ได้รับจะมีความเข้ากันได้สูง โดยทั่วไป คาถาธาตุดินที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้ พวกมันสามารถบรรลุอัตราความเข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อมันผลลัพธ์การสร้างปรากฏออกมา มันก็เป็นไปตามที่เมอร์ลินคาดการณ์ไว้ คาถาธาตุดินส่วนใหญ่ที่เดอะเมทรอกซ์สร้างมานั้น เกือบทั้งหมดเข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ครั้งนี้ การเลือกของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย คาถาส่วนใหญ่แทบจะเหมือนกัน โดยมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ เขาได้สร้างคาถาธาตุดิน ระกับศูนย์ โล่ปฐพี, ระดับหนึ่ง รูปปั้นผู้พิทักษ์, ระดับสอง ม่านธรณีและระดับเกราะสัมบูรณ์ พวกมันทั้งหมดล้วนมีคุณลักษณะที่คล้ายกัน พวกมันให้การปกป้องแบบรอบด้าน
ในบรรดาคาถาที่สร้างจากเดอะเมทริกซ์ พวกมันมีป้องกันที่หลากหลาย บางคาถาได้รับการปรับแต่งเพื่อป้องกันทางด้านหน้าที่คงกระพัน ขณะที่บางคาถาก็มีประสิทธิภาพในการป้องกันเวทมนตร์บางประเภทโดยเฉพาะ
สำหรับคาถาที่ป้องกันทุกด้าน ความสามารถในการป้องกันของพวกมันในด้านใดด้านหนึ่งไม่สามารถเทียบได้กับคาถาเหล่านั้นได้ แต่แน่นอนว่า ในแง่ของความแข็งแกร่ง พวกมันแข็งแกร่งที่สุด!
เมอร์ลินเลือกคาถาที่มีการป้องกันรอบด้าน เขาตั้งชื่อมันว่า เกราะเกลียวคลื่น เหตุผลที่ตั้งชื่อนี้เพราะตัวคาถามีลักษณะคล้ายกับชุดเกราะ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตัวเกราะได้รับความเสียหาย ตัวเกราะจะปรากฏระลอกคลื่นก็จะกระจายไปทั่วเกราะราวกับว่ามันเป็นผืนน้ำ
ระลอกคลื่นแต่ละชั้นจะลดพลังของการโจมตีลงได้เล็กน้อย พลังของการโจมตีจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายไปในที่สุด
นี่เป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเกราะเกลียวคลื่น
นอกจากนี้ หากรวมเข้ากับผสานผืนพิภพ แม้แต่จุดสุดยอดของคาถาระดับเจ็ดก็ไม่มีทางเอาชนะเกราะเกลียวคลื่นของเมอร์ลินได้
*ฟู่…*
เมอร์ลินถอนหายใจยาวในที่สุด ตอนนี้เขาได้รับและสร้างเพลิงแผดเผา, ราตรีมรณะ, สายลมสีรุ้งและเกราะเกลียวคลื่นซึ่งเป็นคาถาระดับสี่ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ได้มาจากเดอะเมทริกซ์ที่ใช้พลังงานของแม็กซิมแห่งไฟ
ตอนนี้มันเหลือเพียงลูกบอลเล็ก ๆ เท่านั้น เมอร์ลินตัดสินใจว่าก่อนที่เขาจะได้รับแม็กซิมใหม่ เขาจะไม่ใช้แม็กซิมแห่งไฟเพื่อสร้างคาถาธาตุสายฟ้าและธาตุน้ำแข็งที่เหลืออยู่
แม้ว่าปัจจุบันเมอร์ลินจะยังไม่ใช่นักเวทย์ระดับสี่ แต่เขาได้สร้างคาถาที่ได้รับมาใหม่สี่อันแล้ว ความสามารถของเมอร์ลินดีขึ้นอย่างมาก เวทมนตร์ทั้งสี่สามารถรวมเข้ากับพลังปีศาจแพนโดร่าได้ ถ้าเมอร์ลินต้องต่อสู้กับไคลส์อีกครั้ง เขาคิดว่าสามารถเอาชนะไคลส์ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เปิดใช้งานรูปแบบที่สามของดวงตาแห่งความมืดก็ตาม
ด้วยคาถาระดับสี่ที่สร้างขึ้นใหม่นั้นเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างแท้จริง เขากลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังอีกครั้ง แม้ว่าไคลส์จะฝึกฝนพลังปีศาจแพนโดร่าแบบพิเศษที่น่ากลัวก็ตาม แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ยังอยู่ในระดับเดียวกันกับไคลส์ แม้เมอร์ลินจะไม่มีดวงตาแห่งความมืดแต่พลังของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าไคลส์!
แต่ถ้าหากไคลส์สามารถฝึกฝน ใบมีดมิติ รูปแบบที่สี่ได้สำเร็จ เมอร์ลินก็ไม่สามารถสู้เขาได้ อย่างไรก็ตาม มีเพียงนักเวทย์ที่อยู่เหนือระดับเจ็ดเท่านั้นที่จะสามารถฝึกฝนรูปแบบที่สี่ได้
ถ้าหากฝึกฝนก่อนที่จะไปถึงระดับนั้น เขาก็จะจบลงเหมือนพ่อมดลีโอที่ฝืนใช้งานดวงตาแห่งความมืดรูปแบบที่สี่และเสียชีวิตจากการกลืนกิน
เมอร์ลินเริ่มจัดระเบียบความสามารถของเขา ในอดีต พลังของเขาไม่เป็นระเบียบเนื่องจากเขามีคาถา พลังปีศาจแพนโดร่า แม็กซิมแห่งไฟและแม้แต่ร่างกายที่แข็งแรงของเขา
จุดแข็งเหล่านี้กระจัดกระจายเกินไป สำหรับตอนนี้ เมอร์ลินค่อย ๆ รวบรวมคาถาและพลังปีศาจแพนโดร่า ผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ พลังอำนาจที่โดดเด่นในคาถาของเมอร์ลินได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่
แม้แต่ ไคลส์ก็ไม่สามารถต้านทานคาถาที่เมอร์ลินสร้างขึ้นใหม่ได้ ดังนั้น ด้วยการเพิ่มพลังปีศาจแพนโดร่า เมอร์ลินจึงสามารถเสริมพลังคาถาของเขาให้ถึงจุดสูงสุดของระดับเจ็ดได้ แน่นอนว่าสิ่งนี้ใช้ได้กับคาถาธาตุลม, มืดและดินเท่านั้น
สำหรับเพลิงวินาศ มันยังอยู่ในรูปแบบแรก อย่างดีที่สุด มันเทียบเท่ากับคาถาระดับเจ็ดทั่วไปและยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของระดับเจ็ด
“รูปแบบที่สองของเพลิงวินาศ ดูเหมือนว่า มันถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องเดินทางไปยังโบราณสถานอีกครั้ง”
ย้อนกลับไปในตอนนั้น เมอร์ลินจำได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อเขาออกจากโบราณสถาน ภูตไฟกล่าวว่า ถ้าเขาต้องการฝึกฝนรูปแบบที่สองและสามของเพลิงวินาศ เขาจะต้องไปที่โบราณสถานอีกครั้งเพราะสมบัติที่ใช้ฝึกฝนรูปแบบที่สองนั้นหาได้ที่นั่นเท่านั้น
ขณะที่เขาคิดเรื่องนี้ เมอร์ลินก็ลุกขึ้นทันทีและออกจากหอคอย
ดินแดนมนต์ดำนั้นเงียบสงบเหมือนเช่นเมื่อก่อน ปราศจากร่องรอยของบรรยากาศตึงเครียดเพราะที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความวุ่นวายมาก นอกเหนือจากนักเวทย์ที่อยู่เหนือระดับเจ็ดในระดับที่สูงกว่าแล้ว ยังมีนักเวทย์จำนวนไม่มากที่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ภายนอก
นักเวทย์ส่วนใหญ่อยู่อย่างเงียบ ๆ ในดินแดนมนต์ดำที่นี่มีทรัพยากรการฝึกฝนต่าง ๆ เช่น คาถา ยาและอื่น ๆ แน่นอนว่ามีนักเวทย์ไม่มากนักที่จะออกไปโดยสมัครใจ
มันส่งผลให้นักเวทย์ส่วนใหญ่ในดินแดนมนต์ดำไม่รู้ว่าสถานการณ์ภายนอกเป็นอย่างไร มีเพียงนักเวทย์ระดับเจ็ดหรือสูงกว่าเท่านั้นที่จะออกจากดินแดนมนต์ดำเพื่อสอบถามเกี่ยวกับข่าวสารภายนอกเป็นครั้งคราว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้แต่นักเวทย์ระดับเก้าเพียงผู้เดียวในดินแดนมนต์ดำ พ่อมดเดลม่าก็ออกจากดินแดนมนต์ดำไป เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังก่อตัว ดังนั้นผู้ที่อยู่ในระดับสูงของดินแดนมนต์ดำมักจะออกไปข้างนอกเพื่อเสาะหาแหล่งข่าวต่าง ๆ
แม้ว่าเมอร์ลินจะไม่ได้ออกจากดินแดนมนต์ดำ แต่เขารู้ว่าความโกลาหลนั้นใกล้เข้ามาแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกของนักเวทย์ทางตอนใต้และการต่อสู้กับออสมูนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด โลกของนักเวทย์ทางใต้ทั้งหมดจะมีการเปลี่ยนแปลงและนักเวทย์ทุกคนจะต้องเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง
*วิ้ง วิ้ง วิ้ง*
แก่นแท้แห่งรูนปรากฏบนหน้าผากของเขา ภายในไม่วินาที เมอร์ลินได้สร้างวงแหวนเวทย์ขึ้นมากลางอากาศ
จากนั้น มันเริ่มกระพริบเป็นแสงสีขาวและสาดส่องมาที่เมอร์ลินอย่างรวดเร็ว แรงดึงอันทรงพลังนำเมอร์ลินเข้าสู่วงแหวนเวทย์ทันที
*หวู่ม*
ในชั่วพริบตา ร่างของเมอร์ลินก็หายไปจากดินแดนมนต์ดำ
…
ในป่าทึบบนภูเขาสูงตระหง่าน ต้นไม้สูงตระหง่านเติบโตกิ่งก้านใบหนาทึบ นกบินร่อนลงมาบนท้องฟ้าและร่อนเร่ไปมาอย่างสนุกสนาน ส่งเสียงจิ๊บ ๆ อย่างต่อเนื่อง
*หวู่ม*
ทันใดนั้นแสงสีขาวก็กะพริบ ในไม่ช้า ร่างชุดดำก้าวออกมาจากแสงสีขาว ลงมาบนพื้นอย่างมั่นคง
“มีวงแหวนเวทย์ที่นี่ด้วยงั้นเหรอ? ดินแดนมนต์ดำติดตั้งวงแหวนเวทย์ไว้กี่แห่งกันแน่?”
ร่างชุดดำนี้คือเมอร์ลินที่เพิ่งออกจากดินแดนมนต์ดำ เขาเดินทางตามวงเวทย์รูนของแก่นแท้แห่งรูน เขาได้กำหนดทิศทางคร่าว ๆ ของโบราณสถานเอาไว้ จากนั้นจึงเลือกวงแหวนเวทย์ที่อยู่ใกล้ที่สุด
เขาไม่คิดว่าเขาจะถูกส่งมาไกลขนาดนี้ ไปถึงป่าที่เป็นที่ตั้งของโบราณสถานในทันที
เมอร์ลินก้มลงมองที่พื้น ภายใต้กองใบไม้ที่ร่วงหล่น มีวงเวทย์รูนฝังอยู่ มันได้ส่งเมอร์ลินมาถึงที่นี่
เห็นได้ชัดว่าวงแหวนเวทย์นี้ไม่ได้ถูกใช้มาหลายปีแล้ว ถ้าเมอร์ลินไม่ได้ใช้มันผ่านแก่นแท้แห่งรูน เขาก็คงไม่รู้เกี่ยวกับที่ตั้งของวงแหวนเวทย์อันนี้
ย้อนกลับไปเมื่อจอมเวทย์ฟิเดลได้ก่อตั้งดินแดนมนต์ดำ วิธีเข้าและออกดินแดนมนต์ดำหลัก ๆ คือเดินทางผ่านวงแหวนเวทย์ นอกจากนี้ ดินแดนมนต์ดำได้จัดตั้งวงเวทย์รูนขึ้นมาจำนวนหนึ่งไว้ภายนอก แต่ไม่มีใครรู้ว่าวงแหวนเวทย์ถูกจัดเรียงไว้กี่วงในตอนแรก
สาเหตุที่วงแหวนเวทย์ไปที่ต่าง ๆ มากมาย นั่นเพราะว่าหากดินแดนมนต์ดำถูกโจมตีโดยที่ผู้บุกรุกที่สามารถเจาะทะลุการป้องกันของวงแหวนเวทย์ได้สำเร็จ เหล่านักเวทย์แห่งดินแดนมนต์ดำสามารถหลบหนีผ่านวแหวนเวทย์ได้ทันทีโดยขนส่งไปยังสถานที่ต่าง ๆ
สิ่งนี้ผ่านการคิดโดยจอมเวทย์ฟิเดล ด้วยการพึ่งพาวงแหวนเวทย์จึงทำให้ที่ตั้งของดินแดนมนต์ดำคงความลึกลับมาหลายปีแล้วและไม่ได้ถูกคุกคามมากนักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ดูเหมือนว่าจอมเวทย์ฟิเดล ผู้ก่อตั้งดินแดนมนต์ดำ เขาได้คิดล่วงหน้าไว้ทุกอย่างแล้ว ดังนั้นแม้ว่าอิทธิพลของดินแดนมนต์ดำจะลดลงอย่างมากแต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการคุกคามมากนัก
"อืม...โบราณสถานควรจะอยู่ข้างหน้า ตรงนั้น!”
เมอร์ลินสำรวจสภาพแวดล้อมของเขา ขณะที่เขากำลังมองหาโบราณสถาน เขาก็รู้สึกถึงการมีอยู่ของภูตไฟ เฉพาะผู้ที่ฝึกฝนเพลิงวินาศเท่านั้นที่จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้เมื่ออยู่ใกล้ภูตไฟ
เห็นได้ชัดว่าโบราณสถานอยู่ไม่ไกลจากที่เมอร์ลินยืนอยู่! ขณะที่เขาคิดถึงเรื่องนี้ เมอร์ลินก็หลับตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความผันผวนของภูตไฟอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็กำหนดทิศทางและเดินไปข้างหน้า