เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 162 พลังที่เกินต้านทาน

WS บทที่ 162 พลังที่เกินต้านทาน

WS บทที่ 162 พลังที่เกินต้านทาน


เมอร์ลินที่สวมเสื้อยาวสีดำ เขาเดินตามหลังทหารของปราสาทของเคานต์เซลิน

เคานต์เซลินยังคงดูเหมือนเดิมแต่เขาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย อาจเป็นเพราะกังวลเรื่องเมืองปรากาซ

ด้านข้างของเคานต์เซลินมีชายวัยกลางคนสองคนอยู่ข้าง ๆ เมอร์ลินหรี่ตามองชายสองคนนี้ พวกเขาเป็นเหมือนเมอร์ลิน พวกเขาเป็นนักเวทย์

“ฮ่าฮ่า เป็นบารอนเมอร์ลินจริง ๆ ด้วย ตอนที่ทหารยามบอกข้า ข้าเองก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก ยังไงก็เถอะบารอนเมอร์ลินมาได้ตรงเวลาพอดีเลย ตอนนี้เมืองปรากาซกำลังต้องการความช่วยเหลือ”

เคานต์เซลินกล่าวพลางลุกขึ้น หลังจากแน่ใจว่าชายชุดดำตรงหน้าเป็นเมอร์ลินจริง ๆ เขาก็หัวเราะออกมาอย่างดีใจ ในตอนนี้ยิ่งมีกำลังมากเท่าไหร่ โอกาสที่เมืองปรากาซจะรอดพ้นอันตรายก็ยิ่งที่เพิ่มมากขึ้น

เขาสังเกตเห็นว่าเมอร์ลินกำลังลอบสังเกตนักเวทย์สองคนที่อยู่ข้างเขา เขาจึงแนะนำพวกเขาไปว่า

“บารอนเมอร์ลิน พ่อมดสองคนนี้เป้นพ่อมดที่เพิ่งเข้าร่วมเมืองปรากาซเมื่อไม่กี่เดือนก่อน นี่คือพ่อมดเฟรเยอร์ นักเวทย์สามธาตุ”

เคานต์เซลินหยุดชั่วคราวและเหลือบไปมองนักเวทย์อีกคน “และนี่คือพ่อมดแบร์ส เขาเป็นนักเวทย์สี่ธาตุและทรงพลังมาก เขาสามารถเอาตัวรอดจากนักเวทย์ระดับหนึ่งมาได้ ช่างเป็นโชคของเมืองปรากาซจริง ๆ ที่พ่อมดแบร์สเข้าร่วมกับเราได้”

เคานต์เซลินยกย่องพ่อมดแบร์สขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะพ่อมดพเนจรเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะสร้างคาถาสี่ธาตุได้

เมอร์ลินหรี่ตามองพ่อมดแบร์ส ในขณะเดียวกันพ่อมดแบร์สมองเขาด้วยสีหน้าที่หยางผยอง เขายิ้มเยาะตรงมุมปากของเขา ในขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ

“ฉันเคยได้ยินชื่อพ่อมดเมอร์ลินมาหลายครั้งในเมืองปรากาซและในที่สุดก็ได้พบกับเมอร์ลิน...”

ก่อนที่พ่อมดแบร์สจะพูดจบ เมอร์ลินพูดขัดจังหวะเขาและถามอย่างใจเย็นว่า “คุณคือแบร์สใช่มั้ย?”

แบร์สขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่เขาไม่ได้โกรธเคือง เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ

*ฟึ่บ!!*

ทันทีที่พ่อมดแบร์สพยักหน้า เมอร์ลินก็ยกมือขึ้นมาและหมอกสีดำก็ปรากฏขึ้นในอากาศทันที ไม่เพียงแต่จะห่อหุ้มพ่อมดแบร์สเท่านั้น พ่อมดเฟรเยอร์ก็ได้รับลูกหลงด้วย

“หมอกรัตติกาล!!”

เมอร์ลินร่ายหมอกรัตติกาลใส่แบร์สทันที พลังของมันแม้แต่พ่อมดระดับหนึ่งยังไม่รอด นับประสาอะไรกับนักเวทย์ระดับเริ่มต้นอย่างแบร์ส

และทั้งสองเป้นเพียงแค่พ่อมดพเนจร พลังจิตของพวกเขาจึงไม่แข็งแกร่งมากนักดังนั้นจึงถูกสะกดด้วยหมอกรัตติกาลได้อย่างง่ายดาย

เคานต์เซลินตกใจและตะโกนอย่างรวดเร็ว “พ่อมดเมอร์ลิน อย่า...”

อนย่างไรก็ตามเมอริ์ลนไม่สนใจเคานต์เซลิน ลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นห้าปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเขา

“ไป!!”

เมอร์ลินชี้ไปด้านหน้า ทันใดนั้น ลูกไฟพุ่งเข้าไปหมอกสีดำอย่างรวดเร็ว จากนั้นสายตาของเมอร์ลินเผยให้เห็นถึงเจตนาฆ่า

“ระเบิด!!”

ลูกไฟอันร้อนแรงได้พัดพากลุ่มควันให้จางหายไป แม้จะอยู่ไกล ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผดเผาออกมา

เมอร์ลินได้หันกลับมาได้ท่าทีที่ไม่พอใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงอันสงบว่า “เคานต์เซลิน”

เคานต์เซลินมองเมอร์ลินด้วยสายตาอันซับซ้อน เขาเหลือบไปมองร่างของแบร์สที่ไหม้จนจนสภาพไม่ได้

นั่นคือนักเวทย์ที่แข็งแกร่งที่เคานต์เซลินหวังไว้ในการป้องกันเมืองแต่เขาไม่สามารถรับมือการโจมตีจากเมอร์ลินได้ ทำให้เคานต์เซลินตระหนักถึงความแข็งบแกร่งของนักเวทย์ที่มีสังกัดองค์กร

ตอนนี้เมอร์ลินแข็งแกร่งกว่าเมอแรงค์มาก

“คะคือว่า” เคานต์เซลินมองเมอร์ลินด้วยความขมขื่น เขาไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมา

นักเวทย์อีกคนหนี่ง พ่อมดเฟรเยอร์ที่ถูกหมอกรัตติกาลปกคลุมเช่นกัน เขามองไปที่ร่างของพ่อมดแบร์สด้วยความตกตะลึง หลังจากนั้นเขาก็มองเมอร์ลินด้วยสายตาที่หวาดกลัว

เฟรเยอร์รู้ดีว่าแบร์สแข็งแกร่งมากแค่ไหน แม้เขาจะไม่ค่อยชอบแบร์สเท่าไหร่นักแต่เขาก็เก็บไว้ในใจเพราะทำอะไรเขาไม่ได้

เขารู้สิ่งที่แบร์สทำกับตระกูลวิลสัน หลังจากที่เมอร์ลินกลับมาถึงเมืองปรากาซ เขาก็ได้มาฆ่าแบร์สทันที นั่นทำให้เขาเข้าใจว่าเมอร์ลินที่เข้าร่วมดินแดนมนต์ดำนั่นแข็งแกร่งมากเพียงใด

“พ่อมดเมอร์ลิน ฉันเองก็ไม่พอใจสิ่งที่แบร์สทำเหมือนกัน หวังว่าพ่อมดเมอร์ลินจะเข้าใจฉัน” ในฐานะพ่อมดพเนจร เขารู้ดีว่าควรจะต้องทำตัวอย่างในเวลานี้

เมอร์ลินเหลือบมองพ่อมดเฟรเยอร์และรอยยิ้มเผยออกมาบนใบหน้าของเขา “แน่นอน ฉันเข้าใจคุณ ไม่อย่างนั้นแบร์สจะไม่ใช่ศพเดียวที่จะอยู่บนพื้น”

เฟรเยอร์รู้สึกเสียวสันหลังทันที เขายังจำความรู้สึกที่อยู่ในหมอกสีดำได้ดี เขาสูญเสียการรับรู้ทิศทางโดยสิ้นเชิงราวกับว่าจมอยู่ในความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด แม้เขาจะรู้ตัวว่าอยู่ในภาพลวงตาแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

ถ้าเมอร์ลินจะฆ่าเขา เขาคงจะตายไปแล้ว

ทางด้านเคานต์เซลินดูอึดอัดกับสถานการณ์เช่นนี้ ความแข็งแกร่งของเมอร์ลินนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของเขาและเขาก็รู้ว่าแบร์สแข็งแกร่งมากแค่ไหน ขนาดเฟรเยอร์ยังเต็มใจที่จะเชื่อฟังเขาเลย

อย่างไรก็ตาม แบร์สที่แข็งแกร่งคนนั้นถูกฆ่าโดยเมอร์ลินอย่างง่ายดาย

อันที่จริง เขาก็รู้ว่าถึงสิ่งที่แบร์สทำที่ปราสาทวิลสันแต่เนื่องจากเขาจำเป็นต้องพึ่งพาแบร์สดังนั้นเขาจึงไม่ได้หยุดแบร์ส

แต่เมื่อได้เห็นความแข็งแกร่งของเมอร์ลิน ทำให้เคานต์เซลินรู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจอย่างนั้นออกไป

“บารอนเมอร์ลิน คะคือว่าพ่อมดแบร์สได้เข้าร่วมกับเมืองปรากาซ ข้าจึงไม่สามารถหยุดสิ่งที่เขาทำ...”

ก่อนที่เขาจะถูกจบประโยค เขาก็ถูกเมอร์ลินขัดจังหวะด้วยสายตาและน้ำเสียงอันเย็นชา “ท่านเคานต์เซลิน ไม่ว่าเหตุผลมันจะเป้นอะไรก็ตาม ผมหวังว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครังสุดท้าย!”

เคานต์เซลินไม่พอใจที่เมอร์ลินวางท่าเช่นนี้ เขาเป็นถึงเจ้าเมืองที่ปกครองเมืองปรากาซ

อย่างไรก็เขาไม่กล้าพูดแย้งอะไรออกมา เนื่องจากออร่าที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจากเมอร์ลิน เขาดูแข็งแกร่งกว่าเมอแรงค์เสียอีก

ถึงเขาจะไม่พอใจกับคำขู่ของเมอร์ลินแต่เขาก็ยังยิ้มรับไว้อย่างฝืน ๆ

“บารอนเมอร์ลินโปรดไว้วางใจ เหตุการณ์แบบพ่อมดแบร์สจะไม่เกิดขึ้นอีก”

หลังจากได้รับคำสัญญาจากเคานต์เซลิน เมอร์ลินก็พยักหน้าและไม่ได้กดดันเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามครอบครัวของเขายังต้องการอยู่ในเมืองปรากาซ พวกเขายังต้องพึ่งพาเคานต์เซลินเพื่ออยู่ที่ได้อย่างสงบสุข

เขาได้ยื่นคำขาดให้กับเคานต์เซลิน หากในอนาคต เขาออกจากเมืองรากาซไป เคานต์เซลินจะไม่ยอมให้เร่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

“เรามาเข้าเริ่องกันดีกว่า ก่อนหน้านี้ฉันสังเกตเห็นความตึงเครียดในเมืองปรากาซ มันเกิดอะไรขึ้นท่านเคานต์เซลิน” เมอร์ลินถามด้วยความสงสัย

เมื่อกล่างถึงเมืองปรากาซ ความไม่พอใจในก่อนหนานี้ได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าแบร์สจะตายไปแต่ได้เมอร์ลินที่แข็งแกรง่มาแทน มันก็ยังเป็นเรื่องดีสำหรับเขา

ดังนั้นเคานต์เซลินจึงเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างเมืองปรากาซกับเมืองเลบิส

“ตลอดเวลาหายปีที่ผ่านมา ปรากาซกับเลบิส มักจะมีข้อขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ มาโดยตอดแต่พวกเราก็ยังอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”

อย่างไรก็ตาม เมื่อครึ่งปีที่แล้ว หลังจากที่เคานต์ทาลอนเสียชีวิตและลองการ์ดี บุตรชายของเขาได้รับตำแหน่งเคานต์คนถัดไป เขาได้เริ่มขยายกองทัพและยังทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเมืองจนทำให้เกิดสงคราม

“ลองการ์ดียังไม่หยุดแค่นั้น เขาเริ่มส่งคนให้ตามผู้คนที่เข้าออกจากเมืองปรากาซ ทำให้พ่อค้าจำนวนมากหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงที่จะมาเมืองปรากาซ

ถ้าเป็นเรื่องแค่นี้ข้าพอจะรับได้แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ลองการ์ดีส่งกองทัพของเขาบุกโจมตีเมืองเล็ก ๆ ของเมืองปรากาซ เห็นได้ชัดว้าเขาจะเริ่มทสงคราม”

เคานต์เซลินดูโกรธมาก แววตาของเขาฉายแวววิตกกังวล เขากลัวว่ากองกำลังของเขาจะไม่สามารถต้านกองทัพของเมืองเลบิสได้

“หากมีข้อแย้งระหว่างเมือง ทำไมท่านไม่ทูลขอให้พระราชาพิพากษาเรื่องนี้ล่ะ”

เมอร์ลินถามเคานต์เซลิน แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในเมืองปรากาซแต่เขาก็พอจะรู้จักระบบปกครองของอาณาจักรแบล็กมูน เนื่องจากกองกำลังของราชวงศ์แห่งอาณาจักรแบล็กมูนมีเกินไป ทำให้ทุกเมืองไม่กล้าที่จะคัดค้านคำส่งของราชวงศ์

ดังนั้นหากมีข้อขัดแย้งระหว่างเมือง พวกเขาสามารถขอคำพิพากษาจากราชวงศ์ได้เพื่อหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

“คำพิพากษาจากพระราชา” เคานต์เซลินยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าทำไปแล้วแต่ทว่าลองการ์ดีมีความใกล้ชิดกับองค์ชายแปดขอราชวงศ์ ทำให้คำขอของข้าถำกระงับไปโดยองค์ชายแปดจึงทำให้เขาไม่สามารถพึ่งพาการพิพากษาของพระราชาได้”

เมอร์ลินรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เขาหวนนึกถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับทางราชวงศ์ เขาไม่มีทางยอมให้ตระกูลวิลสันกลับไปสู่จุดนั้นอีก

“ท่านเคานต์เซลิน ที่ลองการ์ดีมีความมั่นใจมากขนาดนี้ มันมีสาเหตุอื่นนอกจากกองทัพที่แข็งแกร่งใช่มั้ย”

เมอร์ลินจ้องมองตรงไปยังดวงตาของเคานต์เซลิน เขารู้ว่ามันต้องมีเหตุผลมากกว่าที่ทำให้เคานต์เซลินต้องกังวลมากกว่านี้ เรื่องนี้มันอาจมีอะไรมากกว่าความขัดแย้งระหว่างเมืองเลบิสกับเมืองปรากาซก็เป็นได้

จบบทที่ WS บทที่ 162 พลังที่เกินต้านทาน

คัดลอกลิงก์แล้ว