เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 136 ค่ำคืนก่อนรุ่งสาง

WS บทที่ 136 ค่ำคืนก่อนรุ่งสาง

WS บทที่ 136 ค่ำคืนก่อนรุ่งสาง


“เดอะเมทริกซ์ วิเคราะห์ความเข้ากันได้ระหว่างคาถาเพลิงพิโรธกับคาถาลูกไฟ”

ภายหลังที่เมอร์ลินได้รับผลลัพธ์การวิเคราะห์โครงสร้างเวทมนต์คาถาเพลิงพิโรธออกมา เขาก็สั่งให้เดอะเมทริกซ์ตรวจสอบความเข้ากันได้ทันที การจะจำลองคาถาสำเร็จหรือมันไม่นั้นมันขึ้นอยู่กับในส่วนนี้

ปี๊บ ทำการวิเคราะห์เสร็จสิ้น มีรูปแบบ 13,628รูปแบ ที่ไม่ขัดแย้งกับรูปแบบคาถาลูกไฟ

เดอะเมทริกซ์ทำการวิเคราะห์เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันสั้น จากแสนกว่ารูปแบบเหลือเพียงหมื่นกว่ารูปแบบ เมอร์ลินมั่นใจว่าไม่มีนักเวทย์คนไหนที่ทำได้แบบเขาอย่างแน่นอน

แม้เรื่องของความเข้ากันได้จะเพียงทฤษฎีแต่เมอร์ลินก็กลัวว่า หากเขาจำลองรูปแบบที่ความเข้ากันได้ต่ำมันจะทำให้โครงสร้างเวทมนต์ไม่เสถียร

ดังนั้นเขาจึงพิจารณาอย่างรอบคอบ หลังจากตรวจพบว่ามีรูปแบบอันหนึ่งที่มีความเข้ากันได้สูงถึง 91%

ระดับความเข้ากันได้ที่ส่วนใหญ่ที่พวกนักเวทย์ระบุว่าอยู่ในจุดที่ปลอดภัย มันอยู่ที่ 60%

ดังนั้น 91% ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากแต่เมอร์ลินได้ลองตรวจอีกทีพบว่า มันความเสถียรค่อนข้างปานกลางอยู่ในลำดับสามร้อยเท่านั้น

ในการสร้างโครงสร้างคาถาระดับนี้ มีเกณฑ์การพิจารณาอยู่ 3อย่าง ความเสถียร พลังและความเข้ากันได้ 3อย่างนี้ต้องมีความสมดุลถึงเขาจะเลือกมันมาใช้งาน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่แปลกใจเลยที่นักเวทย์ระดับเริ่มต้นทั่วไปไม่สามารถเป็นนักเวทย์ระดับหนึ่งได้ แม้ว่านักเวทย์เหล่านั้นจะมีพลังจิตที่สูงพอและได้รับโครงสร้างคาถาระดับหนึ่งมาแล้วก็ตาม

สำหรับเมอร์ลินนั้นเขามีเดอะเมทริกซ์ที่อยู่ในครอบครองของเขา ด้วยการคำนวณสุดอัจฉริยะของมันทำให้เขาสามารถแก้ปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดที่เหล่านักเวทย์จะต้องพบเจอ

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมเมอร์ลินถึงสามารถแหกกฎเกณฑ์เหนือจินตนาการและกลายเป็นนักเวทย์หกธาตุได้

เมอร์ลินพิจารณาเลือกโครงสร้างเวทมนต์อีกครั้ง เขาไม่สามารถเลือกโครงสร้างที่มีความเข้ากันได้กับคาถาลูกไฟมากที่สุดได้ เนื่องจากมันมีความเสถียรที่ต่ำเกินไป เขาจำเป็นต้องเลือกโครงสร้างเวทมนต์ที่มีความเสถียร ความเข้ากันได้และพลังโจมตีที่ยอดเยี่ยม

ในที่สุดเมอร์ลินก็ได้เลือกโครงสร้างเวทมนต์ที่มีความเข้ากันได้ถึง 81% และความเสถียรอยู่ในยี่สิบอันดับแรกในบรรดาโครงสร้างเวทมนต์นับหมื่นแบบ

หลังจากตัดสินใจเลือกโครงสร้างเวทมนต์แล้ว เขาก็รีบดำเนินต่อในขั้นตอนต่อไปอย่างกระตือรือร้น

เมอร์ลินหลับตาลงอย่างแผ่วเบาและเริ่มปรับเปลี่ยนคลื่นพลังจิตของเขา เขาเริ่มทำการจำลองคาถาเพลิงพิโรธด้วยกำลังทั้งหมดที่เขามี

หลังจากนั้นก็ได้ไปไม่กี่ชั่วโมง เมอร์ลินลืมตาขึ้น สีหน้าของดูตึงเครียดหมดนทาง

“...การจำลองล้มเหลว”

สาเหตุที่เขาล้มเหลวเพราะเขาฝืนจำลองมากเกินไป แม้ว่าเขาจะมีพลังจิตจำนวนหนึ่งแต่โครงสร้างคาถาตัวนี้ต้องใช้พลังจิตมากกว่านี้เพื่อจำลอง

มันเป็นเรื่องปกติที่ต้องใช้พลังจิตในการจำลองโครงสร้างเวทมนต์ เมอร์ลินได้ล้มใส่พลังจิตเข้าไปในการสร้างแต่เขาฝืนได้ครึ่งทางแต่ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้

โชคดีที่เขาได้รับบาดเจ็บใด ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกไม่พอใจ

“ดูเหมือนว่าฉันจะต้องมีพลังจิตมากกว่านี้”

ความล้มเหลวในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากพลังจิตที่อ่อนแอโดยตรง หากเขาจะปรุงน้ำยามนตราอสูรขึ้นมาใหม่เพื่อเพิ่มพลังจิต มันจะทำให้พลังจิตของเขามาที่จะรองรับคาถาระดับหนึ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเขาเดินหน้าปรุงยาตอนี้ มันก็ไม่ทันงานชุมนุมนักเวทย์แถมตอนนี้เขามีวัตถุดิบในการปรุงยาเพียงแค่สองชุดเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงติดสินใจเอาเวลาที่เหลือไปพักผ่อนและทำสมาธิเพื่อเฝ้ารองานชุมนุมที่กำลังมาถึง

...

10วันผ่านไป ตัวอักษรรูนจำนวนมากได้ปรากฏในกลางห้องของเมอร์ลิน ใจกลางของวงแหวนเวทย์มีใบหน้ามนุษย์โปร่งแสงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา

“เมอร์ลินมาที่ห้องของข้า ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย” เสียงอันแหบแห้งของพ่อมดลีโอดังขึ้น

เมอร์ลินได้นิ่งไปพักนึ่งและนึกขึ้นไปว่า วันพรุ่งนี้เป็นวันที่จัดงานชุมนุมนักเวทย์ของดินแดนมนต์ดำ เขาจึงแปลกใจที่พ่อมดลีโอมาเรียกในเวลาแบบนี้

เขาได้ลืมตาขึ้นและออกจากห้องไปทันทีและไปที่ห้องของพ่อมดลีโอ

“เข้ามา”

เสียงอันเย็นชาของพ่อมดลีโอได้ดังจากข้างใน เมอร์ลินได้ผลักประตูเข้าไป

เขาได้มองเห็นดวงตาสีแดงสดบนหน้าผากพ่อมดลีโอได้จ้องมองเขาและกะพริบอย่างเงียบ ๆ เขารู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดจากดวงตาดวงนั้น เขามีข้อมูลของดวงตาแห่งความมืดของพ่อลีโอน้อยมาก เขารู้เพียงแค่ว่ามันมีพลังลึกลับมากอย่างก็ตามเขาไม่ว่ามันมีพลังอะไรบ้าง

จากนั้นดวงตาแนวตั้งได้ปิดลงและพ่อมดลีโอได้พูดขึ้นมาว่า

“พรุ่งนี้จะเป็นวันงานชุมนุมนักเวทย์ ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ก็เพื่ออธิบายกฎต่าง ๆ ของงานชุมนุมนักเวทย์ให้เจ้าฟัง”

เมอร์ลินพยักหน้ารับ จากนั้นพ่อมดลีโอได้อธิบายกฎต่าง ๆ ให้เมอร์ลิน เขารับฟังทุกอย่างอย่างตั้งใจแต่มีสิ่งหนึ่งที่เมอร์ลินได้ฟังก็รู้สึกสงสัย นั่นก็คือผู้เข้าร่วมงานชุมนุมสามารถต่อสู้ได้อย่างอิสระและยังสามารถใช้พวกอุปกรณ์เวทมนต์ได้

เมอร์ลินรู้สึกว่ามันจะทำให้เขาเสียเปรียบมาก ถ้าหากอีกฝ่ายใช้ม้วนคัมภีร์คาถาระดับหนึ่งหรือระดับสองมา เขามีหวังได้ตกรอบแรกอย่างแน่นอน

ราวกับพ่อมดลีโออ่านใจของเมอร์ลินได้ เขาได้โบกมือและพูดว่า

“ไม่จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมหรือความอยุติธรรม หากเราไปเปรียบเทียบกับพ่อมดพเนจร พวกเขาก็มองว่ามันไม่ยุติธรรมเช่นกันที่พวกเขาด้อยกว่านักเวทย์ที่อยู่ในองค์กรนักเวทย์ แล้วอีกอย่างอุปกณ์เวทมนต์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเช่นกัน ไม่ว่าใครก็อยากได้อันดับสูง ๆ จริงมั้ย?” จากพ่อมดลีโอได้กล่าวต่อว่า “ส่วนว่านักเวทย์คนไหนจะถูกรับเลือก มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าแสดงความสามารถออกไปมากแค่ไหนดังนั้นการพึ่งพาแต่อุปกรณ์เวทมนต์มันไม่ส่งผลดีต่อคนที่ใช้อย่างแน่นอน”

เมอร์ลินพยักหน้า คำพูดของพ่อมดลีโอ มันช่วยทำให้เขาเข้าใจโลกของนักเวทย์มากขึ้น ผู้ที่แข็งแกร่งมีสทธิ์กล่าวอ้างถึงความยุติธรรม ส่วนผู้ที่อ่อนแอก็ต้องอยู่อย่างเงียบๆ ไร้สิทธิ์ไร้เสียงใด ๆ

ส่วนงามชุมนุมนักเวทย์มีจุดประสงค์เฟ้นหานักเวทย์ที่เก่งกาจดังนั้นพวกเขาต้องแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับการยอมรับ เมื่อได้รู้แบบนี้จึงทำให้เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพวกนั้น

ภายหลังจากที่เมอร์ลินเข้าใจรายละเอียดทุกอย่างแล้ว เขาก็ได้บอกลาและกลับไปที่ห้องของเขา

...

ภายใต้แสงตะเกียงอันเรืองรอง เมอร์ลินกางกระดาษสีขาวออกบนโต๊ะไม้ เขาถือปากกาขนนกไว้ในมือ เขามองทอดยาวไปในท้องฟ้ายามค่ำคืนในระหว่างทบทวนความทรงจำที่ผ่านมาของเขา

นี่มันก็เกือบปีแล้ว นับตั้งแต่ที่เขาออกจากเมืองปรากาซอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้ซีเลียกับโคซิออนน่าจะเริ่มหัดเดินแล้ว เขารู้สึกไม่ดีที่ทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดี เขาไม่สามารถอยู่กับลูก ๆ ได้ ในขณะที่พวกเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้น

ตอนนี้เมอร์ลินกำลังเขียนจดหมายหาครอบครัวของเขา เขาสามารถเขียนจดหมายในดินแดนมนต์ดำได้แต่การจะส่งออกไปต้องใช้ 5แต้มสนับสนุน นี่เป็นทางส่งไปทางเดียว ไม่มีส่งกลับเนื่องจากไม่มีสามารถล่วงรู้ตำแหน่งที่แท้จริงของที่นี่ได้

การส่งจดหมายครั้งหนึ่งต้องใช้ถึงห้าหมื่นเหรียญทอง นี่ถึงเป็นการส่งจดหมายที่แพงที่สุดในโลก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ตัวเขาแทบจะไม่มีแต้มสนับสนุนสักแต้ม เขาไม่มีทางนำมันมาใช้ส่งจดหมายอย่างแน่นอนแต่อย่างไรก็ตามเขาได้รับแต้มสนับสนุนจำนวนมากจากเลอแรนก้า ทำให้เขามีแต้มมากพอที่จะทำอยางนี้ได้

เมอร์ลินจมอยู่ในห้วงของความคิดถึง เขาใช้เวลาอยู่นานก่อนจะเริ่มจรดปากกาขนนกเขียนลงไปบนกระดาษ

“ถึงเชอรีส แอวริลสุดที่รัก

โปรดส่งความคิดถึงของฉันไปหาท่านพ่อของฉัน ฉันต้องขอโทษพวกเธอด้วยที่ไม่ได้เขียนอะไรส่งมาหาพวกเธอเลย เนื่องจากการส่งจดหมายที่นี่ต้องใช้เงินจำนวนมาก

จากนั้นก็เกือบหนึ่งปีแล้ว ซีเลียกับโคซิออนเป็นอย่างไรบ้าง ลูก ๆ สบายดีมั้ย ฉันคิดถึงลูกของพวกเรา

ฉันอยู่ในดินแดนมนต์ดำ พวกเธอไม่ต้องกังวล ฉันปลอดภัยดี ก่อนที่ฉันจากเดินทางก่อนจะออกจากเมืองปรากาซ ฉันได้ขอให้เคานต์เซลินกับพ่อมดฮิลล์ช่วยดูแลตระกูลวิลสันและดินแดนของเรา ดังนั้นฉันจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นที่นั่น

ฉันอาจกลับไปหลังจากสองปี ช่วยส่งข้อความไปยังพ่อมดฮิลล์ด้วยว่า ที่ดินแดนมนต์ดำมียาที่ช่วยทำให้โครงสร้างเวทมนต์คงที่ ฉันจะคิดหาวิธีที่จะได้รับน้ำยาตัวนี้มาและจะนำไปให้คุณ หลังจากสองปี”

เมื่อเขาเขียนถึงตรงนี้ เขารู้สึกว่าไม่มีอัไรเขียนต่อแล้ว หลังจากนั้นเขาก็เขียนถึงภรรยาทั้งสองและก็เซ็นชื่อลงท้ายกระดาษ

เมอร์ลินได้อ่านเนื้อหาในจดหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำให้เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นขึ้นมาในใจของเขา

ตอนนี้จิตใจของเขาผ่อนคลายขึ้นมา มันทำให้เขาพร้อมแล้วสำหรับงามชุมนุมนักเวทย์ที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้

จบบทที่ WS บทที่ 136 ค่ำคืนก่อนรุ่งสาง

คัดลอกลิงก์แล้ว