เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 มีองค์จักรพรรดินีกำลังหึงหวงหนักมากอยู่ในวังหลวง

บทที่ 30 มีองค์จักรพรรดินีกำลังหึงหวงหนักมากอยู่ในวังหลวง

บทที่ 30 มีองค์จักรพรรดินีกำลังหึงหวงหนักมากอยู่ในวังหลวง


เมื่อปีก่อน ซูหลินหานคว้าตำแหน่งยอดกวีในงานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว ด้วยบทกวีที่ว่า 'ใบไม้เปลี่ยนสีเมามายในเหมันต์ คลื่นมรกตขับขานบทเพลงแห่งราตรี ช่วงเวลาอันงดงามไม่อาจหวนคืน สายฝนและวายุพัดผ่านดั่งหนึ่งปี'

และในปีนี้...

ซูฉางอันก็คว้าตำแหน่งยอดกวี ด้วยบทกวีที่ว่า 'ราตรีวสันต์หนึ่งห้วงยามมีค่าพันตำลึงทอง บุปผาส่งกลิ่นหอมกรุ่น จันทร์กระจ่างทอเงาสลัว' อันเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ!

สองพี่น้องตระกูลซูล้วนคว้าตำแหน่งยอดกวีทั้งคู่!

นับเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจยิ่งนัก!

โดยเฉพาะความงามและความสามารถทางกวีของซูฉางอันที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนในค่ำคืนนี้ ทำเอาผู้คนในงานและในภัตตาคารต่างพากันกล่าวขานถึงไม่ขาดปาก...

งานชุมนุมบทกวีที่ลานด้านในของ “ภัตตาคารชิงหยา” จบลงแล้ว

แต่ทว่าภายนอก...

เหล่าบัณฑิตที่ประทับใจในบทกวี 'ฝันหวานเต็มลำเรือทับถมทางช้างเผือก' และ 'เงาบุปผาเต็มกายต้องอาศัยคนพยุง' ต่างพากันดื่มด่ำกับจินตนาการ

บ้างก็ตะโกนก้องว่า 'ราตรีวสันต์หนึ่งห้วงยามมีค่าพันตำลึงทอง' แล้วยกจอกสุราขึ้นดื่มจนเมามาย

อารมณ์สุนทรีย์ของบัณฑิตมักถูกกระตุ้นได้ง่ายด้วยบทกวีเพียงไม่กี่วรรค

หรืออาจจะเป็นเพราะฤทธิ์สุรา... ใครจะรู้

ความคิดของพวกหนอนหนังสือช่างลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง

แต่...

ในค่ำคืนนี้...

มีบัณฑิตขี้เมาคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซไปที่ริมแม่น้ำ มองดูเงาสะท้อนของดวงดาวบนผิวน้ำ แล้วตะโกนว่า 'ข้ากำลังล่องลอยอยู่บนทางช้างเผือก!' ก่อนจะกระโดดตูมลงไปในแม่น้ำ

ในค่ำคืนนี้...

มีบัณฑิตหนุ่มไปเที่ยวหอนางโลม จ้องมองสาวงามแล้วกระซิบแผ่วเบาว่า 'ราตรีวสันต์หนึ่งห้วงยามมีค่าพันตำลึงทอง อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แม่นาง... เรามาเริ่มกันเถิด'

ในค่ำคืนนี้...

ยังมีบัณฑิตที่กลับถึงบ้าน แล้วลงไปนอนแผ่หรากลางสวนดอกไม้ที่ร่วงโรยเพราะลมหนาว เหม่อมองดวงจันทร์และดวงดาว ก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมกับจินตนาการถึงเงาของใครบางคนในความฝัน

แน่นอน...

ในค่ำคืนนี้...

ซูฉางอันได้สนทนาอย่างถูกคอกับหลี่ซิงเยวี่ย บุตรสาวอัครเสนาบดี และซูจ้าวซิน คุณชายน้อยตระกูลซูก็โดนหลี่ซิงเยวี่ยทุบตีไปหลายที เพราะทนความกวนประสาทไม่ไหว

ในค่ำคืนนี้...

ซูฉางอันได้รับรู้ฉายาของหลี่ซิงเยวี่ยจากน้องสาวซูหลินหานว่า นางมีฉายาว่า “หมอนใบใหญ่สกุลหลี่” เพราะตอนเด็กๆ นางมักจะแอบหลับในเวลาเรียนเป็นประจำจนอาจารย์ตั้งฉายาให้

ในค่ำคืนนี้...

ขณะซูฉางอันก้าวขึ้นรถม้าหลังงานเลิก มีคนตะโกนไล่หลังมาว่า 'คุณหนูซูเดินทางปลอดภัย' ซูฉางอันจึงหันกลับไปส่งยิ้มให้ ทำเอาหนุ่มสาวน้อยใหญ่ใจละลายไปตามๆ กัน

หนึ่งในนั้นคือซื่อจื่อ บุตรชายท่านอ๋องแปดที่เฝ้ามองอยู่บนชั้นสอง เขาถึงกับใจเต้นระรัว หันไปบอกท่านฝางว่า 'แย่แล้ว ข้าดันไปชอบของสิ่งเดียวกับเสด็จพี่อีกแล้วสิ'

ในค่ำคืนนี้...

องค์จักรพรรดินีผู้ประทับอยู่ในวังหลวงโกรธจนแทบคลั่ง หึงหวงจนกลิ่นน้ำส้มสายชูคละคลุ้งไปทั่วห้องทรงพระอักษร

และในค่ำคืนนี้...

ซูฉางอัน... ถูกลอบสังหาร

……

ภายในห้องทรงพระอักษร

“ยี่สิบเจ็ดคน!!! เจ้ามือสังหารนั่นเหตุใดไม่แทงให้ตายๆ ไปเสียเลยนะ!!” จักรพรรดินีถือสมุดบันทึกเล่มเล็กในมือ กัดริมฝีปากแน่นด้วยความโมโห มือสั่นเทา “แถมตอนที่มีคนมาถามเรื่องบทกวี ยังทำหน้าแดงใส่เขาอีก!!”

ยิ่งอ่าน ลมหายใจของจักรพรรดินีก็ยิ่งถี่กระชั้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะ

เยี่ยนหรูอวี้ที่ยืนสงบนิ่งอยู่นอกม่าน ไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว

“แล้วนี่อีก! สาวใช้มารินน้ำ นางก็ขอบคุณ... ขอบคุณก็พอเข้าใจ แต่ยิ้มหวานให้เพื่ออะไร!!”

“แล้วไอ้เรื่องปอกกล้วยให้หลี่ซิงเยวี่ย ยัยหมอนใบใหญ่นั่นมันคืออะไร!!”

“ที่สำคัญที่สุด!! เหตุใดถึงไปจับมือคุณหนูตระกูลเฮ่อโดยไม่ตั้งใจได้!!”

“แล้วนี่ก็...”

ปัง!!

อ่านถึงตรงนี้ จักรพรรดินีทนไม่ไหว ขว้างสมุดบันทึกทิ้งด้วยความโมโห

เยี่ยนหรูอวี้แอบชำเลืองมองผ่านม่าน เห็นจักรพรรดินีตัวสั่นเทิ้ม ริมฝีปากแดงช้ำจากการขบกัดก็ยิ่งไม่กล้าเอ่ยอะไร

“เก็บมา!” จักรพรรดินีสั่ง

เยี่ยนหรูอวี้รีบไปเก็บสมุดบันทึกมาคืน

จักรพรรดินีหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงอารมณ์ แต่ก็ยังฝืนเปิดสมุดอ่านต่อ

แต่พอเปิดปุ๊บ...

ก็ปรี๊ดแตกอีกรอบ!

เพราะเห็นบันทึกว่าซูฉางอันรับจานอาหารที่คุณหนูตระกูลอื่นคีบให้... แถมยังกินจนเกลี้ยง!!

ฟึ่บ!

จักรพรรดินีปิดสมุดดังลั่น ตั้งท่าจะขว้างทิ้งอีกรอบ แต่ชะงักมือไว้ สุดท้ายแค่กระแทกลงบนตั่งมังกรข้างตัว แล้วนั่งหน้ามุ่ย อยากจะจับซูฉางอันมาตีก้นให้ตายคามือ

เนิ่นนานผ่านไป จักรพรรดินีจึงเอ่ยขึ้น “เยี่ยนหรูอวี้!”

เยี่ยนหรูอวี้ประสานมือ “เพคะ”

จักรพรรดินีจ้องเยี่ยนหรูอวี้ “ที่เจ้าจดมานี่... ครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่”

เยี่ยนหรูอวี้ตอบทันที “ตามพระบัญชา ทุกการกระทำและปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดของท่านซูฉางอันกับผู้อื่น ตั้งแต่ออกจากจวนจนถึงกลับจวน หม่อมฉันบันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้ทั้งหมดเพคะ ไม่มีตกหล่น และไม่มีการใส่สีตีไข่ ทุกอย่างคือความจริงเพคะ”

ได้ยินดังนั้น จักรพรรดินีกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “เจ้าคนสารเลว!”

สบถเสร็จก็ถามต่อ “แล้วเรื่องมือสังหาร... ทำเขาบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

เยี่ยนหรูอวี้ตอบ “ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายก้อยเพคะ ใต้เท้าซูจื่อมู่และทหารกองทัพหมอกแดงพบเห็นก่อน จึง...”

แต่ยังพูดไม่ทันจบ จักรพรรดินีก็สวนขึ้น “เหตุใดไม่ปล่อยให้มันแทงเขาเสียเลยล่ะ!!”

เยี่ยนหรูอวี้เงยหน้ามองจักรพรรดินีที่กำลังทำแก้มป่อง หน้าบึ้งตึงด้วยอาการหึงหวงแบบเด็กสาวก็ได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าต่อปากต่อคำ

จักรพรรดินียังบ่นพึมพำไม่หยุด “ยี่สิบเจ็ดคน!! แค่ไปงานบทกวีงานเดียว ยังโปรยเสน่ห์ได้ถึงเพียงนี้!! ขืนปล่อยให้ทำตามใจชอบ มีหวัง...”

พูดถึงตรงนี้ จักรพรรดินีก็ชะงัก แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ไม่เป็นอะไรแน่นะ ขวัญอ่อนถึงเพียงนั้น ป่านนี้คงอยากให้เจ้ารีบกลับไปอยู่เป็นเพื่อนแย่แล้วกระมัง!”

เยี่ยนหรูอวี้ตอบ “ก็ตกใจอยู่บ้างเพคะ แต่... ก็ไม่ได้ขวัญเสียมากนัก ท่านซูฉางอันบอกเองว่าโดนบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวก็ชิน ไม่ค่อยกลัวแล้ว”

จักรพรรดินีได้ยินประโยคนั้นก็เผลอหลุดขำออกมานิดหนึ่ง แต่พอนึกถึงวีรกรรมในสมุดบันทึก ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาอีก “ฮึ! ปากดีขึ้นทุกวัน! แต่คนขวัญอ่อนอย่างเขา แค่ไปร่วมงานบทกวีก็โดนหมายหัวจากคนตั้งเยอะแยะ... พวกมันนี่ช่างใจร้อนกันจริงนะ... สืบรู้หรือยังว่าเป็นฝีมือใคร?”

เยี่ยนหรูอวี้ตอบ “เป็นพวกมือสังหารในยุทธภพ ใช้วิธีการซับซ้อน หม่อมฉันยังดูไม่ออก และพวกมันกัดยาพิษฆ่าตัวตายทันทีที่ถูกจับ จึงไม่มีเบาะแส แต่หม่อมฉันกำลังตรวจสอบจอมยุทธ์ที่เข้าออกเมืองหลวงในช่วงนี้ คาดว่าจะต้องได้เรื่องแน่เพคะ”

จักรพรรดินีขมวดคิ้ว “ถ้าเป็นเรื่องของชาวยุทธภพให้สำนักเสินเช่อจัดการ เจ้าไม่ต้องไปยุ่ง ดูแลปกป้องซูฉางอันให้ดีก็พอ แล้วก็... ให้คนของสำนักเสินเช่อไปช่วยคุ้มกันเพิ่มอีกร้อยนาย กองทัพหมอกแดงสะดุดตาเกินไป ให้สำนักเสินเช่อคอยดูแลในที่ลับ พวกเขามีประสบการณ์รับมือเรื่องพรรค์นี้ดีกว่า... เจ้าคนสารเลวนั่นเจ้าชู้นัก โดนลอบสังหารเสียบ้างก็สมควร! แต่จำไว้... นอกจากข้า ห้ามใครแตะต้องเขาเด็ดขาด!”

เยี่ยนหรูอวี้รับคำ “รับด้วยเกล้า”

จักรพรรดินีเลิกม่าน มองเยี่ยนหรูอวี้ “ว่าแต่... ช่วงนี้เจ้าดูอ้วนขึ้นหรือเปล่า?”

เยี่ยนหรูอวี้สะดุ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไร

จักรพรรดินีเดินออกมาจากม่าน เดินวนรอบตัวเยี่ยนหรูอวี้ “อ้วนขึ้นจริงๆ ด้วย... เจ้าคนสารเลวนั่นทำกับข้าวอร่อยถึงเพียงนั้นเลยรึ?”

เยี่ยนหรูอวี้อึกอัก “กะ... ก็อร่อยดีเพคะ”

พูดจบก็เหลือบมองจักรพรรดินี

จึงเห็นสายตาตัดพ้อแกมริษยาของนาง แถมยังทำท่ากัดปากอย่างน่าเอ็นดู เยี่ยนหรูอวี้จึงรีบเสนอ “พอกลับไป หม่อมฉันจะให้ท่านซูฉางอันทำอาหารเมนูเด็ดๆ ส่งมาถวายพระองค์นะเพคะ”

จักรพรรดินีสะบัดแขนเสื้อ เดินกลับไปนั่งบนตั่งมังกร “ข้าจะเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง เจ้าเอากลับไปให้นางอ่าน พร้อมกับสมุดบันทึกเล่มนี้ด้วย!”

เยี่ยนหรูอวี้ “เพคะ!”

ในที่สุด

เยี่ยนหรูอวี้ก็ได้รับจดหมายและเดินจากไปพร้อมกับความโล่งใจ

ส่วนจักรพรรดินี... ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนตั่งมังกร!

นางยังคงทำหน้าบึ้งตึง ยิ่งคิดยิ่งโมโห กำปั้นทุบที่นอนปึกๆ แต่ทุบแรงไปหน่อยจนเจ็บมือ ต้องรีบเป่ามือตัวเอง

แต่พอนึกถึงว่าซูฉางอันเพิ่งโดนลอบสังหาร แถมยังเป็นคนขวัญอ่อนก็เริ่มเป็นห่วง “ท่านอา ให้คนของท่านไปแอบดูนางเพิ่มอีกสักสองคนเถิด อย่าให้เยี่ยนหรูอวี้รู้นะ”

นางกำนัลชุดม่วงที่โผล่มายืนหน้าประตูตั้งแต่เยี่ยนหรูอวี้กลับไป รับคำสั่งทันที “เพคะ”

แล้วก็หายวับไป

จักรพรรดินีลุกขึ้นนั่ง นึกถึงเรื่องราวที่เยี่ยนหรูอวี้เล่าให้ฟัง แม้จะยังหึงอยู่ แต่พอคิดว่าซูฉางอันช่างเก่งกาจเหลือเกิน ก็อดยิ้มไม่ได้ “ไปงานบทกวีทั้งทียังจะก่อเรื่องวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้ แถมยังอ้างว่าแพ้ทุกอย่าง... คนกลัวตายนี่ช่างสรรหาข้ออ้างได้เก่งจริงเชียว ฮึ!”

พูดไปก็หยิบพู่กันขึ้นมา ขีดเส้นหนึ่งเส้นลงบนแผ่นไม้ข้างตัว

บนแผ่นไม้มีรอยขีดอยู่สิบเส้นแล้ว...

เหลืออีกยี่สิบเส้น...

ซูฉางอันก็จะได้กลับเข้าวัง

แต่...

พอมองดูรอยขีดที่ขีดไปในวันนี้ จักรพรรดินีก็ขมวดคิ้ว “ควรจะเพิ่มคนคุ้มกันอีกดีหรือไม่นะ คู่เวรคู่กรรมของข้าทำตัวเด่นดังถึงเพียงนี้ เกิดพวกมันหมั่นไส้ส่งคนมาฆ่าเพิ่มจะทำอย่างไร...”

แต่สักพัก ความกังวลก็หายไป แทนที่ด้วยความหมั่นไส้ “โดนฆ่าก็สมน้ำหน้า! ใครใช้ให้ทำตัวเด่นนักล่ะ!! ฮึ!”

แล้วนางก็ล้มตัวลงนอน คิดในใจว่า... อีกตั้งยี่สิบวัน

นานจัง!

ส่วนที่หน้าประตู...

นางกำนัลชุดม่วงยืนสงบนิ่ง เฝ้ามองจักรพรรดินีที่แสดงอาการรักๆ ใคร่ๆ เหมือนเด็กสาวทั่วไป นางไม่ได้เข้าไปรบกวน เพียงแต่ยืนเฝ้าเงียบๆ

แต่ในใจ...

นางคิดว่าจะส่งคนไปเพิ่มอีกสักหน่อยดีกว่า

เพราะเพื่อจะเข้าใจความรู้สึกของจักรพรรดินีในช่วงนี้ นางได้ไปหาหนังสือมาอ่านหลายเล่ม

เล่มหนึ่งเขียนไว้ว่า...

'คนมีรักย่อมปรารถนา... ขอเพียงได้ใจคนรัก จะครองคู่จนแก่เฒ่า... แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายคือการเห็นคนรักจากไปก่อนวัยอันควร'

นางกำนัลชุดม่วงไม่เข้าใจความรัก แต่เข้าใจประโยคนี้ดี

เห็นอาการของจักรพรรดินีแล้ว...

นางไม่อยากให้จักรพรรดินีต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนั้น

ทางด้านจวนตระกูลซู

ซูฉางอันนั่งอยู่ในห้องโถงเรือนอี่เหมย

เรื่องถูกลอบสังหารระหว่างทางกลับบ้าน ถ้าจะบอกว่าไม่ตกใจเลยก็คงโกหก

เขากำลังนั่งกินของอร่อยที่ห่อกลับมาจากงานอย่างสบายใจ จู่ๆ มีดาบพุ่งทะลุเข้ามาตรงหน้า

จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรไหว!

แต่ซูฉางอันก็ยังนึกโล่งใจ...

ที่ขากลับซูหลินหานและซูหว่านเอ๋อร์นั่งรถม้าอีกคัน

ไม่อย่างนั้น ถ้าคนขวัญอ่อนอย่างซูหลินหานและจู๋หลินมาเจอเข้า มีหวังได้สลบเหมือดไปอีกรอบ

ส่วนซูหว่านเอ๋อร์กับซูจ้าวซิน เจอเรื่องแบบนี้เข้าไปตั้งแต่เด็ก อาจจะกลายเป็นปมด้อยฝังใจไปเลยก็ได้

แต่ตอนนี้...

ซูฉางอันมองเมาเมาที่นั่งเท้าคางทำหน้าเซ็งอยู่ตรงบันไดหน้าห้องโถง

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินเข้าไปนั่งข้างๆ

เมาเมากลับมาถึงก่อน พอเขามาถึงนางก็นั่งรออยู่แล้ว

แน่นอน...

ซูฉางอันเล่าเรื่องถูกลอบสังหารให้นางฟังแล้ว

หลังจากนั้น...

เมาเมาก็มีสภาพอย่างที่เห็น

ซูฉางอันนั่งลงข้างๆ มองหน้ามุ่ยของเมาเมา “เลิกคิดมากเถอะ ข้าก็ยังอยู่ดีมีสุขไม่ใช่หรือ อีกอย่าง โดนลอบสังหารก็ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย ไม่เป็นอะไรหรอกน่า”

เมาเมาหันมามองซูฉางอัน “ข้าไม่ได้คิดเรื่องเจ้ายังอยู่ดีมีสุข แต่ข้ากำลังคิดว่าเหตุใดพวกนั้นไม่ใช้ยาพิษฆ่าเจ้า ได้ยินทหารหมอกแดงบอกว่าเป็นชาวยุทธภพ ข้าอุตส่าห์ตั้งตารอว่าจะได้เห็นยาพิษแปลกๆ จากยุทธภพเสียหน่อย”

เมื่อได้ยินแบบนี้...

เยี่ยม! สมเป็นเจ้าจริงๆ! เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของข้า!

จากนั้นเมาเมาก็ทำท่าครุ่นคิด “แต่... เจ้าไม่ตายก็ดีแล้ว เพราะถ้าเจ้ายังอยู่ ข้าถึงจะมีโอกาสได้เห็นยาพิษพวกนั้น”

ซูฉางอันมองหน้าเมาเมา แล้วถามจริงจัง “เจ้าอยากให้ข้ามีชีวิตอยู่จริงๆ ใช่หรือไม่? ตอบดีๆ นะ นี่มันเกี่ยวกับความเป็นเพื่อนของเราเลยนะ”

เมาเมาชะงักไปนิด แล้วยิ้มกว้างจนตาหยี “แน่นอนสิ”

ไม่รู้เหตุใด...

ซูฉางอันรู้สึกว่ารอยยิ้มของเมาเมา... มันดูสยองพิลึก

เขาเลยเปลี่ยนเรื่อง “ที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง?”

เมาเมาพยักหน้า “ก็ดี เครื่องประทินโฉมที่เจ้าให้ พวกพี่สาวชอบมาก เงินที่เจ้าให้ ข้าก็ทิ้งไว้ให้พวกนางแล้ว”

ซูฉางอันดูออกว่าเมาเมาไม่อยากคุยเรื่องที่บ้าน จึงพูดว่า “วันหลังถ้าอยากกลับไปเยี่ยมบ้านก็ไปได้เลยนะ ของที่นี่ถ้าอยากเอาอะไรไปฝากก็หยิบไปได้เลย ตระกูลซูรวยจะตาย ส่วนข้า... ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว อยู่แต่ในจวนระวังตัวหน่อยก็น่าจะรอด”

เมาเมากะพริบตาปริบๆ มองซูฉางอันด้วยความสงสัย “ไม่นะ โอกาสที่เจ้าจะได้ออกไปข้างนอกมีสูงมาก”

ซูฉางอันงง “หา?”

เมาเมาอธิบาย “ในฐานะยอดกวีเจ้าต้องได้รับเชิญไปร่วมงานสังสรรค์ส่วนตัว หรืองานเสวนาภาษาดนตรีอะไรพวกนั้นอีกเพียบแน่ ได้ยินว่าปีที่แล้วคุณหนูรองได้รับเชิญตั้งเยอะ แต่นางปฏิเสธหมด แต่กรณีของเจ้า... ถ้าฝ่าบาทสั่งให้ไป เจ้าจะกล้าไม่ไปหรือ?”

ซูฉางอันตาโต เมาเมาพูดมีเหตุผล!

ดังนั้น...

เขาต้องรีบเขียนจดหมายไปหาจักรพรรดินีด่วน!!

แต่พอลุกขึ้นยืน...

ก็เห็นเยี่ยนหรูอวี้เดินเข้ามาในลานเรือน

อ้าว... ไม่ใช่ไปเข้าเฝ้าหรือ? เหตุใดกลับมาเร็วจัง? แต่ก็ดี จะได้ฝากจดหมายไปเลย

ขณะที่ซูฉางอันกำลังคิดเพลินๆ เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ...

เยี่ยนหรูอวี้ก็มายืนอยู่ข้างๆ “ฝ่าบาทฝากจดหมายและสมุดบันทึกเล่มหนึ่งมาให้ท่านเจ้าค่ะ”

ซูฉางอันรับมา เห็นสมุดบันทึกวางทับจดหมายอยู่จึงเปิดสมุดดูก่อน

“หือ?” ซูฉางอันมองบันทึกข้อแรก แล้วขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

..........................................................................

จบบทที่ บทที่ 30 มีองค์จักรพรรดินีกำลังหึงหวงหนักมากอยู่ในวังหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว