- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 12 ถือมีดเดินฉับๆ ไปหาเจ้ากระต่าย
บทที่ 12 ถือมีดเดินฉับๆ ไปหาเจ้ากระต่าย
บทที่ 12 ถือมีดเดินฉับๆ ไปหาเจ้ากระต่าย
ระหว่างทางกลับจวน...
ซูฉางอันไม่ได้เก็บเอาเรื่องราววุ่นวายเมื่อครู่มาใส่ใจแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีแต่ภาพหัวกระต่ายลอยเด่นอยู่เต็มไปหมด
การทำหัวกระต่ายผัดพริกหม่าล่านั้น วัตถุดิบหลักแน่นอนว่าต้องเป็นหัวกระต่าย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเครื่องเทศสำหรับทำน้ำปรุงรส
โชคยังดีที่ซูฉางอันสืบทราบมาว่า ยุคสมัยนี้มีความคล้ายคลึงกับยุคราชวงศ์ถังในประวัติศาสตร์ชาติก่อนของเขา ซึ่งมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างแดนอย่างกว้างขวาง...
ดังนั้นเพียงแค่เขากระซิบกรายๆ ถึงสิ่งที่ต้องการให้เยี่ยนหรูอวี้ฟัง นางก็เข้าใจได้ทันที และพาพวกซูฉางอันมายังร้านเครื่องเทศที่ชื่อว่า “เรือนสมุนไพร” โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
ภายในร้าน นอกจากโป๊ยกั๊กที่เป็นเครื่องเทศพื้นฐานแล้ว ยังมีสมุนไพรแห้งชนิดต่างๆ วางเรียงรายอยู่อีกมากมาย
สิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของเมาเมาได้เป็นอย่างดี นางจึงกวาดซื้อสมุนไพรติดมือไปไม่น้อย
แต่ว่า...
สิ่งที่ทำให้ซูฉางอันประหลาดใจที่สุดก็คือ “พริกไทย” เพราะราคามันแพงหูฉี่!
แต่เมื่อคิดดูอีกที ซูฉางอันก็พอจะเข้าใจได้ แม้ว่ายุคสมัยนี้จะไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่เขารู้จักเสียทีเดียว แต่ในแง่มุมต่างๆ ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก
และในประวัติศาสตร์ พริกไทยถือเป็นของหายากและล้ำค่ามาก อย่าว่าแต่ยุคราชวงศ์ถังเลย ต่อให้เป็นยุคราชวงศ์ซ่งก็ยังคงมีราคาแพงลิบลิ่ว
แม้ว่าฮวาเจียวและชวนเจียวจะมีอยู่ดาษดื่น แต่ทว่ากลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของพริกไทยนั้น ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้
แต่คนก็นิยมบริโภคกันมาก ความต้องการจึงมีสูง
บวกกับเป็นสินค้านำเข้า จึงกลายเป็นหนึ่งในสินค้าเก็งกำไรที่พ่อค้ามักกักตุนไว้ปั่นราคา
แต่ถามว่า...
ซูฉางอันขาดเงินหรือไม่?
ขาดสิ!
แม้ตอนนี้เขาจะมีสถานะเป็นถึงว่าที่สามีของจักรพรรดินี และเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลซูในนาม แต่ถ้าจะให้พูดตรงๆ
ทั้งเนื้อทั้งตัวของซูฉางอัน ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว!
แต่โชคดีที่เยี่ยนหรูอวี้ที่อยู่ข้างกายนั้นกระเป๋าหนักมาก!
เยี่ยนหรูอวี้เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ก็เหมาพริกไทยทั้งถุงเล็กที่ร้านมีอยู่มาจนหมด
ในสายตาของซูฉางอัน การกระทำนี้มีคำนิยามสั้นๆ แค่สองคำ!
เจ้าแม่!
นอกจากพริกไทยแล้ว เครื่องเทศอื่นๆ อย่างโป๊ยกั๊ก อบเชย ขิงและเฉากั๊วล้วนเป็นของหาง่ายราคาถูก จึงหาซื้อได้ไม่ยาก
ดังนั้นพวกเขาก็กลับถึงจวนในเวลาไม่นาน
ส่วนกระต่ายพวกนั้น เยี่ยนหรูอวี้ได้สั่งให้คนนำมาส่งที่จวนตระกูลซูล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่พวกเขาออกจากภัตตาคารแล้ว
เมื่อซูฉางอันและคณะกลับมาถึงเรือนอี่เหมย จึงพบว่ามุมหนึ่งของลานบ้านเต็มไปด้วยกรงกระต่ายวางเรียงรายอยู่
“เอาล่ะ... แล้วอย่างไรต่อ? จะเริ่มทำหัวกระต่ายผัดพริกอะไรนั่นเลยหรือ?” เมาเมาวางเครื่องเทศทั้งหมดลงบนโต๊ะ แล้วหันมาถามซูฉางอัน
ซูฉางอันม้วนแขนเสื้อขึ้น พลางหันไปตอบเมาเมา “จะเป็นไปได้อย่างไร หัวกระต่ายผัดพริกหม่าล่าไม่ใช่ของที่จะทำเสร็จกันง่ายๆ นะ”
เมาเมามองซูฉางอันด้วยความสงสัย
“เยี่ยนหรูอวี้” ซูฉางอันหันไปเรียก “ช่วยไปตามแม่ครัวประจำเรือนเรามาให้หน่อยสิ”
เยี่ยนหรูอวี้ประสานมือรับคำแล้วเดินออกไปตามคน
ส่วนซูฉางอันหลังจากม้วนแขนเสื้อเสร็จ ก็พยายามจะรวบชายกระโปรงที่รุ่มร่ามเกะกะขึ้นมาผูกไว้แบบลวกๆ
เมาเมาเห็นสภาพทุลักทุเลของซูฉางอันก็เลยนั่งยองๆ ลงไปช่วยจัดการชายกระโปรงให้ พลางบ่นงึมงำ “วันนี้เห็นคนข้างนอกเขาเทิดทูนเจ้าเป็นยอดกวีหญิง เป็นเทพธิดากันหมด ถ้าพวกหนุ่มๆ สาวๆ เหล่านั้นมาเห็นสภาพเจ้าตอนนี้คงได้ร้องยี้น่าดู”
ซูฉางอันก้มมองมือที่คล่องแคล่วของเมาเมา แล้วยิ้มตอบ “สิ่งที่ข้าจะทำตอนนี้ มันสำคัญยิ่งกว่าการแต่งบทกวีอะไรนั่นตั้งเยอะ”
และข้าก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาเทิดทูนเป็นเทพธิดาสักหน่อย!!
ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ในใจซูฉางอันกลับตะโกนก้อง
เพียงครู่เดียว...
เมาเมาก็จัดการรวบชายกระโปรงให้ซูฉางอันจนเรียบร้อย แถมยังหาผ้ากันเปื้อนเก่าๆ มาคาดเอวให้ซูฉางอันอีกต่างหาก
เมื่อเครื่องเทศพร้อม
ซูฉางอันก็มุ่งหน้าตรงไปยังครัวเล็กประจำเรือนทันที
ในจวนตระกูลซูอันกว้างใหญ่ แต่ละเรือนจะมีครัวเล็กแยกต่างหากเพื่อความสะดวกของเจ้าของเรือน
และตั้งแต่ซูฉางอันโดนวางยาพิษเมื่อสามวันก่อน เขาก็ฝากท้องไว้กับแม่ครัวของครัวเล็กแห่งนี้มาตลอด
อุปกรณ์เครื่องครัวที่ครบครันช่วยให้ซูฉางอันสะดวกสบายขึ้นมาก
สักพักเยี่ยนหรูอวี้ก็พาแม่ครัวสามคนมายืนรอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
“เดี๋ยวรบกวนพวกพี่สาวช่วยดูแลเรื่องฟืนไฟให้ข้าหน่อยนะ ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการเอง” ซูฉางอันบอกกับแม่ครัวทั้งสามที่มีฝีมือทำอาหารใช้ได้และดูซื่อสัตย์
ทั้งสามรีบรับคำสั่ง
ซูฉางอันมองดูวัตถุดิบที่วางเรียงราย แล้วก็เริ่มลงมือทันที
การทำหัวกระต่าย...
ตัวหัวกระต่ายยังไม่ต้องรีบจัดการ
ที่สำคัญคือน้ำตุ๋น!
น้ำตุ๋นที่เคี่ยวจากเนื้อไก่และกระดูกขาหมูคือที่สุดของความกลมกล่อม!
ซูฉางอันไม่ต้องการลูกมือ ดังนั้นภายในครัวนอกจากแม่ครัวที่คอยดูไฟแล้วก็มีเพียงแค่เขาคนเดียว
แม้แต่เมาเมาและเยี่ยนหรูอวี้ก็ยังต้องยืนดูอยู่ข้างนอก
“มันคืออาหารแบบไหนกันแน่นะ...” ปกติเยี่ยนหรูอวี้ไม่ค่อยพิถีพิถันเรื่องการกิน สมัยเด็กถ้าไม่ฝึกยุทธ์ก็เรียนพิชัยสงคราม สำหรับนางแล้ว การกินก็แค่เพื่อให้ท้องอิ่ม
แต่พอเห็นท่าทางกระตือรือร้นของซูฉางอันที่วุ่นวายอยู่ในครัว นางก็เริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ
“ใช้วัตถุดิบชั้นดีทั้งนั้น ถ้าทำออกมาแล้วไม่อร่อย ถือว่าเป็นการผลาญสมบัติชัดๆ เดี๋ยวข้าจะด่าให้” เมาเมายังคงหน้านิ่ง แต่แววตาฉายแววอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม
แต่ทันทีที่เมาเมาพูดจบ
ทั้งสองก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “อืม ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเด็กคนนี้จะทำอะไรออกมา”
เมื่อหันไปมอง
ก็พบว่าเป็นซูหลิวซื่อ
“ฮูหยิน” ทั้งสองรีบทำความเคารพ
“ท่านรองเยี่ยน” ซูหลิวซื่อย่อกายรับไหว้ แล้วมองเข้าไปในครัว จ้องมองซูฉางอันที่กำลังยืนอยู่หน้าเตาใบใหญ่ด้วยความสนเท่ห์ “พวกเจ้ารู้หรือไม่?”
“เป็นเมนูที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนวิธีทำจะซับซ้อนน่าดู” เยี่ยนหรูอวี้ตอบ
ซูหลิวซื่อพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปมองกรงกระต่ายที่วางอยู่มุมหนึ่ง “ก็น่าคาดหวังอยู่หรอก แต่ว่า... กลัวแต่หานเอ๋อร์จะคิดอย่างไรกับอันเอ๋อร์นี่สิ”
เยี่ยนหรูอวี้และเมาเมาได้ยินคำรำพึงของซูหลิวซื่อ ก็หันมองหน้ากันแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร แล้วหันกลับไปมองซูฉางอันที่ยังคงง่วนอยู่หน้าเตาไฟ
ซูฉางอันขยับไม้ขยับมืออย่างคล่องแคล่ว...
อันที่จริงก็ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไร แค่เอากระดูกขาหมูและแม่ไก่แก่ลงไปลวกน้ำทิ้ง แล้วก็เริ่มต้มน้ำซุป
ใส่เครื่องเทศลงไป ตามด้วยเหล้าจีน แล้วก็เคี่ยวไปเรื่อยๆ
หัวใจสำคัญอยู่ที่การคุมไฟ
ซูฉางอันถึงต้องเรียกแม่ครัวทั้งสามมาช่วยดูไฟให้
ส่วนขั้นตอนการปรุงน้ำตุ๋นและเตรียมเครื่องเทศอื่นๆ นั้นง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย!
ดังนั้นซูฉางอันจึงไม่รีบร้อน เขาคว้ามีดปังตอขึ้นมา เตรียมจัดการกับเหล่ากระต่าย
“ท่านแม่”
เมื่อเห็นซูหลิวซื่อยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาก็รีบทักทายตามมารยาท
ซูหลิวซื่อยิ้มบางๆ แต่ก็อดถามไม่ได้ “ถือมีดจะทำอะไรหรือ?”
“ฆ่ากระต่าย เอาหัวมันเจ้าค่ะ” ซูฉางอันตอบหน้าตาย
“ฮะ?” ซูหลิวซื่อเกิดในตระกูลหลิว ซึ่งเป็นตระกูลผู้ดีเก่าแก่ แม้จะเคยเข้าครัวบ้าง แต่ไม่เคยแตะต้องงานฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พอได้ยินซูฉางอันพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติแบบนั้น นางถึงกับตะลึงงัน
“คนอื่นทำ ข้ากลัวเขาจะทำหัวกระต่ายเสียของ ข้าเลยจะลงมือเองเจ้าค่ะ ท่านแม่วางใจได้” ซูฉางอันพูดพลางซ่อนมีดไว้ข้างหลัง สายตาจ้องเขม็งไปที่กระต่ายตัวหนึ่งที่กำลังมองเขาตาแป๋วด้วยความอยากรู้อยากเห็น
...
ภายในจวนตระกูลซูอันกว้างใหญ่ไพศาลมีเรือนพักอาศัยแบบเรือนอี่เหมยอยู่นับสิบแห่ง
หนึ่งในนั้นคือ “เรือนไผ่เขียว” ซึ่งเป็นที่พักของซูหลินหาน คุณหนูรองสายตรงแห่งตระกูลซู
แต่ทว่า...
บรรยากาศที่เรือนไผ่เขียว ช่างแตกต่างจากเรือนอี่เหมยที่ผู้คนกำลังตื่นตระหนกตกใจกับฉากนองเลือดอย่างสิ้นเชิง...
เรือนไผ่เขียวแห่งนี้ยังคงเงียบสงบและร่มรื่นเฉกเช่นทุกวัน
ภายในลานเรือนเต็มไปด้วยต้นไผ่เขียวชอุ่ม ทางเดินที่ปูด้วยหินกรวดแม่น้ำทอดตัวยาวไปจนถึงตัวเรือน
วันนี้แสงแดดสาดส่องเจิดจ้า ซูหลินหานในชุดสีเขียวอ่อนนั่งเอนกายพิงต้นไผ่ต้นหนึ่งริมบันได ท่าทางดูเกียจคร้านสบายอารมณ์ ในมือเรียวงามดั่งหยกประคองหนังสือเล่มหนึ่งไว้อย่างทะนุถนอม
หากพินิจดูให้ดีจะสัมผัสได้ถึงความสง่างามที่ไม่ธรรมดา
ข้างกายของนางมีชั้นวางของทำจากไม้ไผ่ วางเรียงรายไปด้วยหนังสือที่นำออกมาผึ่งแดด
สาวใช้ตัวน้อยนางหนึ่งคอยดูแลหนังสือแต่ละเล่มอย่างระมัดระวัง
สาวใช้ผู้นี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเมาเมา นางคอยจัดระเบียบหนังสือไปพลาง ก็แอบชำเลืองมองคุณหนูของตนไปพลาง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นแทบจะเขียนคำว่า “มีเรื่องอยากจะฟ้อง” แปะเอาไว้บนหน้าผากอยู่รอมร่อ
“ข้าให้เจ้าเอาหนังสือมาตากแดด แต่เจ้ากลับใจลอยไปถึงไหนต่อไหน” ซูหลินหานเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนเล่นในวัยเด็กของตน
สาวใช้ตัวน้อยผู้นี้ติดตามรับใช้ซูหลินหานผู้ชื่นชอบต้นไผ่มาแต่เล็กแต่น้อย จึงได้รับชื่อที่เกี่ยวข้องกับไผ่ว่าจู๋หลินที่แปลว่าป่าไผ่
เมื่อจู๋หลินเห็นว่าในที่สุดคุณหนูยอมเปิดปากพูดด้วย ก็รีบระบายความในใจออกมาทันที “คุณหนูก็ช่างกระไร ไม่รู้จักเดือดเนื้อร้อนใจบ้างเลยนะเจ้าคะ... คนคนนั้น...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จู๋หลินเห็นสายตาดุๆ ของซูหลินหานที่จ้องมองมา จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “จู๋หลินผิดไปแล้วเจ้าค่ะ หมายถึงคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ ตั้งแต่คุณหนูใหญ่เข้ามาอยู่ที่นี่ คุณหนูก็โดนแย่งความสนใจไปตั้งเยอะ แต่ก่อนนายท่านผู้เฒ่ามักจะหยิบบทกวีของคุณหนูขึ้นมาชื่นชม แต่หลายวันมานี้ ท่านเอาแต่ชื่นชมบทกวีสามบทของคุณหนูใหญ่ไม่วางตา”
“แถมวันนี้ พอเห็นกระต่ายที่คุณหนูเลี้ยงไว้ก็บ่นอยากกินเนื้อกระต่าย แล้วยังวิ่งแจ้นออกไปซื้อกลับมาตั้งเยอะแยะ บ่าวเพิ่งได้ยินมาว่า แม้แต่ฮูหยินก็ยังรีบไปดูด้วยเลยเจ้าค่ะ”
ซูหลินหานมีใบหน้าที่หมดจดงดงาม แม้จะไม่ถึงขั้นล่มเมือง แต่เครื่องหน้าคมชัดและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งปัญญาชน นางยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “เหตุใด? เจ้าอยากให้ข้าไปหาเรื่องทะเลาะตบตีกับพี่สาวผู้นั้นของข้าหรืออย่างไร?”
จู๋หลินเบิกตากว้าง “คุณหนูจะไปสู้เขาได้อย่างไรเจ้าคะ! ต่อให้คนทั้งเรือนของเรารวมหัวกันก็สู้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ คุณหนูก็เห็นไม่ใช่หรือว่าข้างกายคุณหนูใหญ่มีทหารกองทัพหมอกแดงคอยตามติดแจ! คนพวกนั้นน่ากลัวจะตายไป ได้ยินพวกพี่ๆ ยามเฝ้าเรือนคุยกันว่าแต่ละคนอย่างต่ำก็เป็นจอมยุทธ์ขั้นสี่เชียวนะเจ้าคะ! แค่คนเดียวก็ซัดพวกเราลงไปกองกับพื้นได้หมดแล้ว!”
ซูหลินหานหัวเราะขบขันกับท่าทีของสาวใช้ “ปากเจ้าเนี่ยนะ ต่อให้ไม่ต้องถึงมือจอมยุทธ์ขั้นสี่หรอก แค่ท่านรองเยี่ยนมาได้ยินเข้าก็คงขำกลิ้งแล้ว”
จู๋หลินทำหน้ามุ่ยด้วยความร้อนใจ “คุณหนูยังมีอารมณ์มาล้อเลียนบ่าวอีก! ขืนคุณหนูยังไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังโดนแย่งความสำคัญไปหมดแน่เจ้าค่ะ!”
ซูหลินหานปิดหนังสือในมือ สายตาทอดมองใบไผ่ที่ไหวเอนตามสายลม “นางเป็นพี่สาวคนโตของข้า แม้จะไม่เคยพบหน้าค่าตามาก่อน แต่นางก็คือพี่สาว ข้าจะไปแก่งแย่งชิงดีกับนางเพื่ออะไร อีกอย่าง บทกวีสามบทนั้น ล้ำเลิศกว่าทุกบทที่ข้าเคยแต่งมาทั้งชีวิต ส่วนที่เจ้าบอกว่านางเห็นกระต่ายข้าแล้วอยากกินเนื้อกระต่ายเป็นการจงใจหาเรื่องข้านั้น... คนชอบกินเนื้อกระต่ายมีถมเถไป จะหาว่าทุกคนจ้องเล่นงานข้าหมดเลยหรืออย่างไร? ข้าไม่ได้มีหน้ามีตาใหญ่โตขนาดนั้นเสียหน่อย”
“การจ้องจับผิดแบบไร้เหตุผลพรรค์นี้มีแต่พวกเจ้าเท่านั้นแหละที่คิดได้ คนที่สามารถแต่งบทกวีที่ว่า 'หิมะยอมพ่ายแพ้ให้กับกลิ่นหอมของดอกเหมยหนึ่งช่วงตัว ดอกเหมยจำต้องยอมสยบให้กับความขาวของหิมะสามส่วน' ย่อมมีจิตใจสูงส่ง ไม่มีทางคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้หรอก อีกอย่างนางเป็นคนที่มีความคิดแปลกใหม่ ท่านแม่มาหาข้าทีไรก็ชมเปาะทุกที ขนาดหมากรุกห้าตัวที่นางคิดค้นขึ้นมา พวกเจ้าเองก็ยังเล่นกันติดงอมแงมไม่ใช่หรือ?”
ท้ายประโยค ซูหลินหานก้มลงมองจู๋หลิน
จู๋หลินเม้มปากแน่น สีหน้ายังคงไม่ยอมรับ “บ่าวเถียงสู้คุณหนูไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ แต่บ่าวก็แค่มองนางในแง่ร้าย ถึงจะสวย จะเก่งกวี แถมได้ยินว่าดีกับสาวใช้ แล้วก็ดีกับพี่สาวคนอื่นๆ ที่ส่งของกำนัลไปให้ แต่บ่าวก็ยังไม่ชอบหน้านางอยู่ดี!”
ซูหลินหานยิ้มอย่างจนใจ เอาหนังสือในมือเคาะหัวจู๋หลินเบาๆ “เจ้านี่นะ... จะให้ข้าว่าอย่างไรดี วันหลังหัดอ่านหนังสือหนังหาให้มากหน่อย อย่ามัวแต่ไปฟังพวกป้าๆ นินทาชาวบ้าน จะได้เลิกคิดอะไรตื้นๆ แบบนี้เสียที”
พูดจบ ซูหลินหานก็นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน “เอาเถิด ถึงแม้ทางบ้านจะสั่งห้ามไม่ให้ไปรบกวนการพักผ่อนของพี่สาวท่านนั้น แต่อย่างไรก็ควรไปทำความเคารพสักครั้ง อีกอย่าง ถ้าข้าไม่ไปสยบข่าวลือพวกนี้ด้วยตัวเอง เกรงว่าพวกปากหอยปากปูอย่างพวกเจ้าจะไม่รู้จบรู้สิ้น แล้วพาลทำให้ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของข้ากับนางต้องร้าวฉานโดยใช่เหตุ”
จู๋หลินกะพริบตาปริบๆ มองคุณหนู พยักหน้าหงึกหงัก แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ รีบส่ายหน้าดิก หันมองซ้ายขวา แล้วก้มลงเก็บท่อนไม้ไผ่สั้นๆ แถวนั้นขึ้นมากำไว้แน่น “งั้นบ่าวจะปกป้องคุณหนูเองเจ้าค่ะ”
ซูหลินหานอ่อนใจเหลือประมาณ “สภาพอย่างเจ้าเนี่ยนะ ถึงเวลาอย่าทิ้งข้าวิ่งหนีไปก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่มีทางเจ้าค่ะ!” จู๋หลินประกาศก้องด้วยความมุ่งมั่น
ซูหลินหานหัวเราะ “เอาล่ะๆ วางไม้ลงเถอะ ไปหยิบกระดาษเฉิงซินถังครึ่งพับในห้องหนังสือข้ามาที”
“จะเอาของดีขนาดนั้นไปเพื่ออะไรเจ้าคะ กระดาษนั่นแม้แต่คุณหนูเองยังตัดใจใช้ไม่ลงเลยนะเจ้าคะ” จู๋หลินรีบท้วง
ซูหลินหานแสร้งทำหน้าดุ “บอกให้ไปก็ไปสิ! จะบ่นอะไรนักหนา...”
จู๋หลินแก้มป่อง แม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ยอมหมุนตัววิ่งเข้าไปในห้องหนังสือ
ซูหลินหานยิ้มจาง แล้วหันมองออกไปข้างนอก
พอนึกว่าจะได้เจอกับพี่สาวคนนั้น นางก็รู้สึกประหม่าและทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เพราะว่า...
นางเติบโตมาโดยถูกวางตัวให้เป็นพี่สาวคนโตมาตลอด ในใจลึกๆ ก็ปรารถนาอยากจะมีพี่ชายหรือพี่สาวมาคอยปกป้องดูแลบ้าง ตอนนี้จู่ๆ ก็มีพี่สาวโผล่มาจริงๆ...
ความรู้สึกมันช่างบอกไม่ถูกจริงๆ
เมื่อจู๋หลินเดินออกมา ในอ้อมแขนประคองห่อกระดาษที่หุ้มด้วยกระดาษน้ำมันอย่างดีไว้อย่างทะนุถนอม
จากนั้นนางก็เดินตามคุณหนูที่นางคิดว่าช่าง “ซื่อบื้อ” เหลือเกิน มุ่งหน้าสู่เรือนอี่เหมยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ตลอดทาง จู๋หลินยังคงกังวลว่าซูหลินหานจะถูกรังแก จึงพร่ำบ่นกำชับนู่นนี่นั่นไม่หยุด
ซูหลินหานก็ฟังบ้าง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาบ้าง แต่ในใจหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องจับแม่สาวใช้ตัวดีคนนี้แยกจากพวกป้าๆ ขาเม้าท์ให้ได้ ไม่อย่างนั้นฝีปากคงจะแซงหน้าเจ้านายไปไกลแน่
ทว่า...
ยิ่งเดินเข้าใกล้เรือนอี่เหมยมากเท่าไหร่
ซูหลินหานและจู๋หลินก็สังเกตเห็นบ่าวไพร่หลายคนเดินสวนออกมาด้วยสีหน้าพะอืดพะอม
โดยเฉพาะเมื่อมาถึงถนนหน้าเรือน ก็เห็นคนจำนวนไม่น้อยยืนออแอบมองเข้าไปข้างใน
สาวใช้หลายคนหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม
แม้แต่พวกบ่าวชายฉกรรจ์สีหน้าก็ดูไม่จืดสักเท่าไหร่
แต่ถึงกระนั้น ผู้คนก็ยังพยายามเบียดเสียดแย่งกันดูเหตุการณ์ภายในเรือน
“แย่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู หรือเราค่อยมาวันหลังดีกว่า ดูท่าทางแบบนี้ ถ้าเกิดตบตีกันขึ้นมา เจ็บตัวไม่เท่าไหร่ แต่ขายหน้านี่เรื่องใหญ่เลยนะเจ้าคะ” จู๋หลินเห็นฝูงคนแล้วจินตนาการบรรเจิดไปไกลลิบ
ซูหลินหานกลับรู้สึกสงสัยใคร่รู้เป็นกำลัง จึงไม่สนใจคำพูดไร้สาระของจู๋หลิน นางเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
บ่าวไพร่ที่ยืนมุงอยู่ ย่อมจำซูหลินหานได้แม่นยำ
เมื่อเห็นนางเดินมา ต่างก็รีบทำความเคารพ พร้อมกับพยายามเอ่ยปากห้ามปราม ไม่ให้นางเข้าไปเห็นภาพเหตุการณ์ด้านใน
แต่...
จะห้ามคนอย่างนางได้หรือ
ดังนั้น...
ฝูงชนที่แออัดหน้าประตูเรือน จึงแหวกทางเป็นช่องให้ซูหลินหานและจู๋หลินเดินผ่านเข้าไป
การแหวกทางนี้ หากคนยังแน่นขนัดอยู่ก็คงไม่เป็นไร เพราะคงมองไม่เห็นอะไร
แต่พอทางเปิดโล่ง...
ซูหลินหานและจู๋หลินจึงมองเห็นเหตุการณ์ภายในได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ทันใดนั้นเอง!!
...
...
..............................................................................