- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 9 อยากกินหัวกระต่ายผัดพริกเสียแล้วสิ
บทที่ 9 อยากกินหัวกระต่ายผัดพริกเสียแล้วสิ
บทที่ 9 อยากกินหัวกระต่ายผัดพริกเสียแล้วสิ
จวนของราชครูซู นับเป็นหนึ่งในจวนที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง
เป็นเรื่องธรรมดาที่อาหารการกินครบสามมื้อ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ย่อมมีความประณีตบรรจงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
นับตั้งแต่ซูฉางอันย้ายเข้ามาอยู่ที่จวนสกุลซูแห่งนี้ ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาสามวันแล้ว
ตลอดสามวันมานี้...
กิจวัตรของซูฉางอันในจวนสกุลซู ถ้าไม่นั่งเหม่อลอยคุยเล่นกับเมาเมาในลานบ้าน ก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย
เรียกได้ว่า...
เขาว่างจนลืมไปแล้วว่าคำว่า “ยุ่ง” สะกดอย่างไร
และในวันนี้...
บนชั้นสองของเรือนพักที่มีชื่อว่า “เรือนอี่เหมย” ซูฉางอันกำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง ยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง มองดูเมาเมาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดการสมุนไพรในลานด้านล่าง
จากนั้นก็หันไปมองรองผู้บัญชาการเยี่ยนหรูอวี้ ที่ยืนถือกระบี่ยาวนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมไม่ไหวติงราวกับรูปปั้น
แล้วก็...
ตุบ!
เขาพลิกตัวกลับมานอนหงายจ้องมองเพดานห้อง
จ้องอยู่ครู่หนึ่งก็กะพริบตาปริบๆ แล้วกลิ้งตัวจากหัวเตียงฝั่งตะวันออกไปฝั่งตะวันตก แล้วก็กลิ้งกลับมาที่เดิม
“ว่างจังโว้ย~~~”
จากนั้นก็หยุดนิ่ง จ้องมองเพดานห้องแล้วบ่นอุบอิบออกมาเช่นนั้น
ในตอนนี้ซูฉางอันได้พับแผนการหลบหนีเก็บเข้ากรุไปชั่วคราว
ไม่ใช่ว่าไม่อยากหนีแล้ว
แต่หลังจากใคร่ครวญดูอย่างถี่ถ้วน เขารู้สึกว่าหากหนีไปดื้อๆ แบบนี้ มันช่างเป็นการทรยศต่อความดีที่จักรพรรดินีเซี่ยเฟิ่งเสียงมีให้เขาเหลือเกิน
ในฐานะลูกผู้ชายที่มีความรับผิดชอบเต็มร้อย ซูฉางอันทำเรื่องประเภทหนีหายไปโดยไม่บอกกล่าวไม่ได้จริงๆ
ดังนั้น ก่อนที่จะคิดหาวิธีรับผิดชอบเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เขาจึงตั้งใจว่าจะลองดูสถานการณ์ไปก่อน ทีละก้าว ทีละก้าว
“แต่จะว่าไป ชีวิตของผู้หญิงคนนั้น เซี่ยเฟิ่งเสียง ก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ แฮะ”
ซูฉางอันมองเพดานพลางถอนหายใจด้วยความเห็นใจ
เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย บวกกับใจจดใจจ่ออยู่แต่เรื่องหาทางหนีออกจากวัง ก็เลยขี้เกียจจะไปแอบฟังพวกนางกำนัลเม้ามอย
ทว่าในช่วงสามวันที่ผ่านมา...
เขาได้รับรู้สถานการณ์บางอย่างมาจากเยี่ยนหรูอวี้
เมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้สวรรคต แม้จะมีพระโอรสและพระธิดารวมกันถึงสี่พระองค์ แต่กลับทรงเลือกที่จะส่งต่อราชบัลลังก์ให้กับเซี่ยเฟิ่งเสียง ซึ่งเป็นลูกคนที่สาม
ในโลกที่ชายหญิงเท่าเทียมกัน หรืออาจจะค่อนไปทางยกย่องสตรีเสียด้วยซ้ำ การมอบบัลลังก์ให้ผู้หญิงจึงไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นลมรุนแรงแต่อย่างใด
ราชวงศ์นี้เคยมีจักรพรรดินีปกครองมาแล้วหลายพระองค์
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะเสด็จสวรรคต พระองค์ไม่ได้จัดการเรื่องราวต่างๆ ให้เรียบร้อย และไม่ได้ปูทางไว้ให้เซี่ยเฟิ่งเสียงเลย จู่ๆ ก็จากไปเสียดื้อๆ
ในราชสำนักเต็มไปด้วยขั้วอำนาจที่แตกแยก นอกจากราชครูซูและกลุ่มขุนนางฝ่ายฮ่องเต้ใหม่แล้ว ก็ยังมีกลุ่มบัณฑิตฮั่นหลินที่เป็นกลาง และกลุ่มที่อันตรายที่สุดคือกลุ่มอ๋องหัวเมือง แน่นอนว่ายังมีพวกนกสองหัวที่คอยดูทิศทางลมอยู่ด้วย
และท่านอ๋องแปด เซี่ยเฉินเฟิง ก็คือหนึ่งในแกนนำของกลุ่มอ๋องหัวเมือง
นอกจากนี้ ยังมีท่านอ๋องอีกสององค์ที่กุมกำลังทหารอยู่ในดินแดนของตน รวมถึงพี่ชายและน้องสาวของเซี่ยเฟิ่งเสียงที่อยู่ในเมืองหลวงและมีอำนาจอยู่ในมือเช่นกัน
ยังไม่นับรวมเหล่าขุนนางที่ต่างคนต่างมีแผนการร้ายซ่อนเร้นในใจ
แม้แต่ในวังหลัง ไทเฮาผู้กุมอำนาจก็ยังมีขั้วอำนาจของตนเอง
สรุปง่ายๆ ก็คือ ซูฉางอันค้นพบว่าจักรพรรดินีเซี่ยเฟิ่งเสียงผู้นี้ ตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูรอบทิศทาง มีมีดบินพุ่งเข้ามาหาจากทุกสารทิศ!
“เป็นสามีของจักรพรรดินีนี่ยากจริงแฮะ...” ซูฉางอันรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
“ช่างเถอะ อย่างไรก็โดนปองร้ายแต่ไม่สำเร็จมาตั้งหลายครั้งแล้วนี่นา”
แต่แล้วซูฉางอันก็ลุกขึ้นนั่ง เอามือเกาศีรษะที่มีผมยาวสลวยสีดำขลับ
ตั้งแต่มาอยู่โลกนี้ ซูฉางอันอาจจะยังทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เรื่องการปรับตัวนี่เรียกได้ว่าอัพค่าสถานะมาจนเต็มแม็กซ์
“แต่อีกตั้งเดือนกว่าจะแต่งงาน นี่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในเรือนนี้ไปตลอดทั้งเดือนเลยหรือ?”
ขณะที่คิดเช่นนั้น ซูฉางอันก็มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางในระยะไกลได้อย่างชัดเจน “แล้วของกินในโลกนี้เนี่ย ขนาดของพวกคนรวยก็ยัง... หือ?”
ในขณะที่ซูฉางอันกำลังพึมพำกับตัวเองอยู่นั้น...
สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระต่ายขนปุยสีขาวสองตัว กำลังกระโดดดึ๋งๆ เข้ามาในเรือนอี่เหมย
แถมกระต่ายสองตัวนี้ยังดูสมบูรณ์พูนสุข ตัวอ้วนกลมน่ากินเป็นที่สุด
ซูฉางอันในชาติก่อน แม้จะไม่ใช่ไฮโซ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็นับว่าสุขสบาย โดยเฉพาะเรื่องกินนี่ถือว่าไม่ธรรมดา
พอมาโลกนี้ ช่วงแรกหิวโซจนหน้ามืดตามัว อะไรก็ไม่สน มีอะไรให้กินก็กินๆ เข้าไป ขอแค่มีของตกถึงท้องก็พอ
พอเข้าไปอยู่ในวังก็มัวแต่ระวังตัวกลัวคนจะจับได้ว่าเป็นผู้ชาย เลยไม่มีเวลามาพิถีพิถันเรื่องกิน ส่วนใหญ่กินข้าวในโรงครัวนางกำนัลเสร็จก็รีบแจ้นออกมา ไม่กล้าอยู่นาน
แต่ตอนนี้...
เขาว่างมาก
และพอคนเราว่าง...
ถ้าไม่หาเรื่องกิน ก็ต้องหาเรื่องเล่น...
“เนื้อกระต่ายผัดพริกสด หัวกระต่าย...”
ซูฉางอันจ้องมองกระต่ายอ้วนพีสองตัวนั้นพลางพึมพำเสียงเบา
ในขณะนั้นเอง...
สาวใช้ตัวน้อยสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือน ทำความเคารพเยี่ยนหรูอวี้ที่อยู่ด้านใน แล้วเหมือนจะแจ้งจุดประสงค์ของการมา
ระดับยอดฝีมือขั้นแปดอย่างเยี่ยนหรูอวี้ การจับกระต่ายสองตัวนั้นง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ นางคว้ากระต่ายสองตัวนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย แล้วส่งคืนให้กับสาวใช้ทั้งสอง
ทั้งสองทำความเคารพอย่างนอบน้อม แล้วหันมาทำความเคารพทางทิศที่ตั้งของเรือนพัก ก่อนจะทำท่าจะเดินจากไป
“เยี่ยนหรูอวี้”
ซูฉางอันเดินออกมาจากตัวเรือนพอดี
“คุณหนูซู”
เยี่ยนหรูอวี้หันมาเห็นซูฉางอันก็รีบประสานมือคารวะ
ส่วนสาวใช้สองคนที่อุ้มกระต่ายและกำลังจะกลับ พอเห็นซูฉางอันเดินเข้ามาใกล้
ก็รีบย่อกายทำความเคารพอีกครั้ง “คารวะคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”
“ในเมืองหลวงมีกระต่ายตัวใหญ่ๆ ขายที่ไหนบ้าง พวกเจ้ารู้หรือไม่?”
ซูฉางอันโบกมือเป็นเชิงไม่ต้องมากพิธี แล้วยื่นมือไปลูบหัวกระต่ายอ้วนตัวหนึ่งพลางถามด้วยรอยยิ้ม
“?”
ได้ยินคำถามนั้น สาวใช้ทั้งสองต่างพากันชะงักงัน ไม่เข้าใจว่าซูฉางอันหมายความว่าอย่างไร
“พอดีข้าว่างๆ น่ะ เลยอยากจะลองทำเมนูเนื้อกระต่ายกินเล่นดู ก็เลยลองถามพวกเจ้าดู”
ซูฉางอันไม่ได้ปิดบัง และเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงพูดออกไปตรงๆ
“ก็มีอยู่สองตัวนี่ไม่ใช่หรือ?”
เมาเมาที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ชี้ไปที่กระต่ายในอ้อมแขนสาวใช้ทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วหันมามองซูฉางอัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สาวใช้ทั้งสองก็หน้าถอดสี รีบคุกเข่าลงกับพื้น “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ กระต่ายหยกขาวคู่นี้เป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณหนูรอง กินไม่ได้นะเจ้าคะ!”
ซูฉางอันตวัดสายตาค้อนใส่เมาเมา แล้วเข้าไปพยุงสาวใช้ทั้งสองให้ลุกขึ้น “ข้าถึงได้ถามพวกเจ้าไงว่าไปหาซื้อกระต่ายได้ที่ไหน ข้าไม่ได้จะกินคู่นี้สักหน่อย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สาวใช้ทั้งสองถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังดูหวาดๆ อยู่บ้าง กระชับอ้อมกอดกระต่ายแน่นขึ้นแล้วตอบว่า “เรียนคุณหนูใหญ่ ที่หมู่บ้านกระต่ายนอกเมืองมีการเลี้ยงกระต่ายอยู่มากมายเจ้าค่ะ แต่บ่าวไม่ทราบว่าเขาจะขายหรือไม่เจ้าค่ะ”
“จะออกไปข้างนอกหรือ?” เยี่ยนหรูอวี้มองซูฉางอันแล้วถามขึ้น
“ให้คนไปซื้อมาให้ก็พอ ข้ากลัวออกไปแล้วจะตายข้างนอกนั่น”
หลังจากเหตุการณ์วางยาพิษเมื่อสามวันก่อน บวกกับได้รับรู้สถานการณ์อันเปราะบางของเซี่ยเฟิ่งเสียง ซูฉางอันก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใดเขาถึงโดนปองร้ายจากคนมากหน้าหลายตาขนาดนี้
และนั่น... ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เขาไม่อยากหนีอีกแล้ว!
เพราะถ้าอยู่ที่นี่ ขอแค่รักษาความลับได้ เขาก็ยังมีชีวิตรอด แต่ถ้าออกไปข้างนอก...
ไม่แน่ว่าแค่กินน้ำคำเดียวก็อาจจะม่องเท่งได้!
ดังนั้น...
ถ้าไม่จำเป็นต้องออก!
ก็จะไม่ออกเด็ดขาด!
“ทุกอย่างแล้วแต่ท่านจะบัญชา ตามคำสั่งที่ได้รับมา หากท่านต้องการจะออกไปข้างนอก พวกเราก็จะไม่ขัดขวาง และจะคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา รับรองความปลอดภัยเต็มร้อย” เยี่ยนหรูอวี้เห็นซูฉางอันลังเล ก็ดูออกว่าจริงๆ แล้วซูฉางอันอยากออกไป แต่ในฐานะผู้คุ้มกัน ลึกๆ แล้วนางไม่อยากให้ซูฉางอันออกไปเสี่ยง
“พูดน่ะมันง่าย” ซูฉางอันขมวดคิ้ว ก้มมองกระต่ายในอ้อมกอดของสาวใช้
ใจจริงก็อยากออก!
อุดอู้มาตั้งหลายวันแล้ว!!
แต่...
ถ้าแค่ออกไปซื้อของแล้วรีบกลับเลยคงไม่เป็นไรมั้ง
ตราบใดที่ไม่ห่างจากเยี่ยนหรูอวี้...
แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาล่ะ
“มีคนคุ้มกันข้ากี่คน?” ซูฉางอันหันไปถามเยี่ยนหรูอวี้
เยี่ยนหรูอวี้ตอบกลับ “ที่เห็นตัวมีข้า รวมกับทหารกองพันชื่อเสียอีกหนึ่งร้อยนาย”
ซูฉางอันพยักหน้า เข้าใจว่ายังมีหน่วยลับคอยคุ้มกันอยู่ในเงามืดอีก
“ดูเหมือนว่าจะออกไปเดินเล่นสูดอากาศได้สินะ...” ซูฉางอันพึมพำ แต่ก็ยังลังเลใจไม่หาย!
“จะออกไปหรือไม่?” ซูฉางอันหันไปมองเมาเมา
เมาเมาเห็นท่าทางของซูฉางอันก็ถอนหายใจก็รู้ทันทีว่าโรค 'เรื่องมาก' ของซูฉางอันกำเริบอีกแล้ว จึงเอ่ยปากตัดบทว่า “ข้าจะไปเก็บของ รบกวนพวกเจ้าไปแจ้งคนอื่นด้วย ว่าคุณหนูใหญ่จะออกจากจวน”
ซูฉางอัน “หือ?”
เมาเมาสวนกลับ “ก็เจ้าจะออกไปข้างนอกไม่ใช่รึไง?”
“เดี๋ยวสิ ข้ายังไม่...”
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด ชุดเจ้ามันสะดุดตาเกินไป”
“ก็บอกแล้วไงว่าข้ายังไม่ได้บอกว่าจะออกไปสักหน่อย!”
........................................................................