- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 8 จักรพรรดินี: เจ้าตัวแสบผู้นั้น!!
บทที่ 8 จักรพรรดินี: เจ้าตัวแสบผู้นั้น!!
บทที่ 8 จักรพรรดินี: เจ้าตัวแสบผู้นั้น!!
“หึ นางซ่อนคมได้ลึกซึ้งนัก เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์เป็นห่วงว่าจะความแตก”
ภายในพระราชวัง เซี่ยเฟิ่งเสียง จักรพรรดินีแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย จ้องมองบทกวีสามบทในมือด้วยความปีติยินดีอย่างออกนอกหน้า ทว่าท่าทางนั้นกลับดูคล้ายดรุณีน้อยแรกรุ่น ไร้ซึ่งความน่าเกรงขามของจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นยามปกติ
“แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ช่วงเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ ต่อจากนี้ จะได้ไม่ต้องรบกวนราชครูซูให้ไปสอนเขาอ่านออกเขียนได้อีก”
องค์จักรพรรดินีพึมพำกับตัวเอง
แต่แล้วจู่ๆ นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่ว่าซูหลินหานแห่งตระกูลซูคนนั้น ข้าเคยเห็นผ่านตาอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นแม่นางน้อยที่งดงามน่ารักเชียวล่ะ แถมยังชื่นชมสตรีที่มีความรู้ความสามารถทางกวีเสียด้วย แล้วเจ้าหมอนั่นก็ดันเจ้าชู้แพรวพราวเสียขนาดนั้น แถมยังแต่งบทกวีพรรค์นี้ออกมาอีก...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเซี่ยเฟิ่งเสียงก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ไม่ได้การ คงต้องเขียนจดหมายไปเตือนสักหน่อยแล้ว”
ขณะที่บ่นพึมพำกับตัวเอง องค์จักรพรรดินีก็ขยับตัวลุกขึ้นหยิบพู่กันและแท่นหมึก ในใจคิดถึงซูฉางอัน แต่จู่ๆ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างน่าประหลาด...
“เจ้าตัวแสบนั่นไม่เคยฝึกวรยุทธ์แท้ๆ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงได้กอดข้าหลับไปทั้งคืนแบบนั้น แถมยังกล้าปิดบังข้าเรื่องความสามารถทางกวีอีก ถ้าข้าไม่ระวังตัวให้ดี มีหวังได้ไปหลอกลวงสาวๆ ข้างนอกแน่! ถ้ารู้อย่างนี้ ข้าไม่น่าส่งออกไปเลย น่าจะเก็บไว้ในวังต่อก็ดีอยู่แล้ว”
องค์จักรพรรดินีขบกัดริมฝีปากล่าง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห!
…
และในขณะเดียวกัน...
“ท่านพ่อ เรื่องในวันนี้...”
“บทกวีที่ดี... ช่างเป็นบทกวีที่ดีจริงๆ”
ภายในห้องหนังสือของราชครูซู ซูจื่อมู่ยืนสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือด้วยความเคารพ ขณะที่ราชครูซูผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้ พินิจดูบทกวีสามบทในมือ “ติดตรงที่ลายมือไก่เขี่ยไปหน่อย ต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้”
“ท่านพ่อ!”
เมื่อเห็นผู้เป็นบิดาไม่ยอมเข้าเรื่องเสียที ซูจื่อมู่จึงรีบเอ่ยทักท้วง
“จะเอะอะอะไรนักหนา...” ท่านผู้เฒ่าซูเหลือบตาขึ้นมองลูกชายคนโต
ซูจื่อมู่รีบหุบปากเงียบกริบทันที
“ทันทีที่ข่าวเรื่องฝ่าบาทจะอภิเษกกับเด็กคนนี้แพร่ออกไปเมื่อคืน เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างก็ตบเท้าเข้าวังกันให้ควั่ก พวกเราในฐานะฝ่ายสนับสนุน มีหน้าที่แค่ช่วยฝ่าบาทส่งเด็กคนนี้เข้าวังไปอย่างราบรื่น ให้ได้ขึ้นเป็นฮองเฮาอย่างสมเกียรติก็พอ เรื่องอื่นอย่าไปคิดให้มากความ และอย่าไปทำอะไรเกินหน้าที่”
ราชครูซูยังคงจ้องมองบทกวีในมือ พลางเอ่ยเนิบๆ
“แต่ว่า... ท่านพ่อ วันนี้ท่านอ๋องแปดจงใจมาหาเรื่องชัดๆ แถมมู่ซวี่เองก็มาด้วย ข้าจำได้ว่าเมื่อวานท่านบอกว่าท่านอ๋องแปดไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ส่วนมู่ซวี่กับพรรคพวกมองว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมจึงคัดค้านหัวชนฝา แต่วันนี้...”
“เจ้าดูไม่ออกรึ?”
ราชครูซูเลิกคิ้วถาม
“ลูกโง่เขลาขอรับ” ซูจื่อมู่ก้มศีรษะยอมรับทันที
“เพราะแบบนี้ไง พ่อถึงอยากให้เจ้าออกไปอยู่หัวเมือง ไม่ใช่อยู่ที่เมืองหลวง นิสัยอย่างเจ้าตามเล่ห์เหลี่ยมคนพวกนี้ไม่ทันหรอก”
ราชครูซูวางบทกวีในมือลง แล้วเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา
“ท่านอ๋องแปดมีใจฝักใฝ่ในบัลลังก์มาโดยตลอด กองทัพกว่าสามแสนนายทางเจียวตงอยู่ในกำมือของบุตรชายคนโตของเขา เขาถึงได้ลำพองใจ มั่นใจว่าไม่มีใครกล้าแตะต้อง การกระทำของเขาในวันนี้ก็เพื่อทำลายชื่อเสียงของซูฉางอัน หวังจะให้กระทบไปถึงฝ่าบาท ทำให้เกียรติยศของฝ่าบาทมัวหมองในสายตาประชาชน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับบัลลังก์มังกร ไม่มีคำว่าเรื่องเล็ก
ส่วนมู่ซวี่ ตาแก่จอมเจ้าเล่ห์นั่น รู้ดีว่าเรื่องนี้ขัดขวางไม่ได้แล้วก็เลยถือโอกาสมาดูเรื่องสนุก มาดูว่าท่านอ๋องแปดจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไร แล้วค่อยหาลู่ทางขยับขยายทีหลัง
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ซูฉางอันดันซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ มู่ซวี่เลยสบโอกาสก้าวออกมา ดูเหมือนจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่เนื้อแท้แล้วคือการหาทางลงให้ท่านอ๋องแปดและรักษาหน้าให้ฝ่าบาท เพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง”
ซูจื่อมู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่ลูกคิดว่าเรื่องในวันนี้...”
ราชครูซูวางถ้วยชาลง แล้วหยิบกวีสามบทบนโต๊ะขึ้นมาดูอีกครั้ง พลางกล่าวว่า “แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น คนพวกนั้นเห็นว่าฝ่าบาทของพวกเรายังเยาว์วัย รังแกง่าย แถมรอบกายก็รายล้อมไปด้วยพวกมักใหญ่ใฝ่สูง... ไม่อย่างนั้นฝ่าบาทจะแต่งเมียสักคน เพศสภาพมันสำคัญนักหรือ? หากสำคัญจริง ไฉนในอดีตถึงไม่มีใครไปตำหนิเหล่าจักรพรรดินีองค์ก่อนๆ ของราชวงศ์ต้าเซี่ย ยามที่พวกพระนางแต่งตั้งฮองเฮาบ้างเล่า!!
แต่ดันมาจู้จี้จุกจิก วิจารณ์ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันเสียยกใหญ่ ตรงนั้นก็ไม่ได้ ตรงนี้ก็ไม่ดี! เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าที่พวกมันเต้นเร่าๆ เป็นเพราะฝ่าบาทเลือกสตรี? ความจริงก็แค่ฝ่าบาทไม่ได้เลือกคนจากตระกูลของพวกมันก็เท่านั้น
หากตำแหน่งมารดาของแผ่นดินยังว่างอยู่ โดยเฉพาะหากสามารถผลักดันลูกหลานของตน ไม่ว่าชายหรือหญิงขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นได้ ผลประโยชน์มหาศาลนะจื่อมู่... ตั้งแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ มีกี่คนแล้วที่จ้องตำแหน่งนี้ตาเป็นมัน...
และในเมื่อตอนนี้ เด็กที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมารดาของแผ่นดิน กลับไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับพวกมัน เจ้าคิดว่าพวกมันจะยอมง่ายๆ รึ? โดยเฉพาะพวกตระกูลใหญ่ที่เป็นตัวแทนของขั้วอำนาจต่างๆ คนพวกนี้โลภมากจะตายไป!!
ไอ้ข้ออ้างที่ว่าแต่งตั้งสตรีด้วยกันไม่ได้ หรือฐานะต่ำต้อยไม่คู่ควร ลองเป็นยุคอดีตฮ่องเต้ดูสิ พวกมันจะกล้ากระด้างกระเดื่องแบบนี้รึ? มีกี่หัวก็โดนตัดทิ้งหมดแล้ว! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเห็นว่าฝ่าบาทเพิ่งครองราชย์ได้ไม่กี่ปี ฐานอำนาจยังไม่มั่นคงก็เลยรุมรังแกกัน
ในบรรดาคนที่มามุงดูเรื่องสนุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนของพวกมันส่งมาทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งเล่นละครตบตาเพื่อกลับบ้าน จะมีคนแห่มาดูมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร!!
น่าสมเพชท่านอ๋องแปด เรื่องการศึกสงครามนั้นเก่งฉกาจหาตัวจับยาก แต่ในสนามการเมืองเมืองหลวง เขาก็เป็นได้แค่นกที่โผล่หัวออกมาให้โดนยิงเป็นตัวแรกเท่านั้น”
“ลูกจะรีบไปตรวจสอบตัวตนของคนพวกนั้นเดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้อง” ราชครูซูขัดขึ้น “หลายคนก็ดีแต่ปาก ปล่อยให้พวกมันเห่าหอนไปเถอะ ต่อให้ตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนพวกที่กล้าลงมือปองร้ายซูฉางอันจริงๆ นั้น พ่อรู้ดีอยู่แก่ใจ ฝ่าบาทเองก็ทรงทราบว่ามีใครบ้าง รออีกหน่อย ไม่ต้องรีบร้อน”
“ขอรับ”
“สรุปก็คือตราบใดที่เด็กคนนั้นยังอยู่ที่นี่ ห้ามปล่อยให้เกิดเรื่องเด็ดขาด นอกเหนือจากนั้น หากนางอยากจะออกไปไหนก็ตามใจนาง” ราชครูซูก้มลงอ่านบทกวีในมืออีกครั้ง
ซูจื่อมู่ได้ยินดังนั้นจึงรีบแย้งว่า “ท่านพ่อ หากนางออกไปข้างนอก พวกเรา...”
“เหตุใด?” ราชครูซูตวัดสายตามองลูกชายคนโต “พวกเจ้าคิดจะกักขังว่าที่ฮองเฮาไว้ หรือจะบอกว่าตระกูลซูของพ่อไม่มีปัญญาคุ้มครองสตรีเพียงคนเดียวในเมืองหลวงแห่งนี้”
“ลูกผิดไปแล้วขอรับ” ซูจื่อมู่รีบประสานมือคารวะ
ราชครูซูเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “เข้าใจก็ดี ออกไปได้แล้ว พ่อเหนื่อย บอกเมียเจ้าให้หมั่นไปดูแลเด็กคนนั้นหน่อย ในจวนมีสายสืบปะปนอยู่ อย่าถอนออกไปจนหมด เดี๋ยวคนอื่นจะมองว่าตระกูลซูของเราเข้มงวดจนเจาะไม่เข้า แต่เรื่องของท่านอ๋องแปดในคราวนี้ ค่ำๆ ค่อยมารายงานพ่ออีกที”
ซูจื่อมู่รีบรับคำ “ลูกทราบแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ท่านพ่อ... แล้วพวกลูกหลานของเจ้ารองกับเจ้าสาม หากพวกมันไปรบกวน...”
ราชครูซูโบกมือ “เรื่องของเด็กๆ เราจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่ง พวกมันอยากทำอะไรก็ทำ แต่หากบังอาจไปล่วงเกินว่าที่ฮองเฮา ไม่ว่าจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร... จัดการขั้นเด็ดขาดได้เลย ฝ่าบาทฝากฝังว่าที่มารดาของแผ่นดินไว้ข้างกายคนแก่อย่างพ่อ ก็เพื่อให้พ่อช่วยดูแลปกป้อง”
“ขอรับ ลูกทราบแล้ว” ซูจื่อมู่ประสานมือคำนับ ก่อนจะถามทิ้งท้าย “เอ่อ... วันนี้คนเฝ้าประตูมารายงานว่ารองผู้บัญชาการเยี่ยนเชิญหมอหลวงมาถึงสามท่านติดต่อกัน เราควรจะไปถามไถ่หรือไม่ขอรับ”
ราชครูซูไม่ได้เอ่ยตอบคำใด
ซูจื่อมู่มองท่าทีของบิดาแล้วก็เข้าใจความหมาย เขาประสานมือคำนับอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องหนังสือไป
ทิ้งให้ราชครูผู้เฒ่าอยู่ภายในห้องเพียงลำพัง สายตายังคงจับจ้องไปที่บทกวีสามบทบนกระดาษ
“หน้าตาก็ดี ความสามารถทางวรรณศิลป์เท่าที่เห็นตอนนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยม แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยฝ่าบาทแบกรับแผ่นฟ้านี้ไหวหรือไม่... เฮ้อ อดีตฮ่องเต้หนออดีตฮ่องเต้... ธิดาของพระองค์ยังเหี้ยมโหดไม่พอ หากนางมีความอำมหิตได้สักครึ่งหนึ่งของพระองค์ ไม่ต้องสนใจว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ แล้วเชือดไก่ให้ลิงดู จัดการคนของท่านอ๋องแปดสักคนสองคน ก็คงไม่มีใครกล้าโดดออกมาคัดค้านเรื่องแต่งเมียแบบนี้หรอก หวังว่าหลังอภิเษกแล้ว นางจะยอมปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อสตรีผู้นี้บ้างนะ”
เมื่อกล่าวจบ...
ราชครูผู้เฒ่าก็ถอนหายใจยาวอีกครั้ง
“เฮ้อ... แก่แล้วจริงๆ แผ่นดินระส่ำระสาย ยุคทองที่อดีตฮ่องเต้สร้างไว้คงจะจบสิ้นแล้วสินะ... เฮ้อ... ยากลำบากเหลือเกิน แต่ว่า... หากเด็กคนนั้นเป็นบุรุษก็คงจะดี... น่าเสียดายที่เป็นสตรี... เฮ้อ~~~~”
..............................................................