- หน้าแรก
- ระบบตกปลา ระดับเทพ
- บทที่ 46 ระฆังผนึกมาร
บทที่ 46 ระฆังผนึกมาร
บทที่ 46 ระฆังผนึกมาร
บทที่ 46 ระฆังผนึกมาร
"ศิษย์มัวแต่กักตนบำเพ็ญเพียร จึงมิได้ออกมาต้อนรับ ขอผู้อาวุโสอาเซลโปรดอภัยที่ต้องลำบากออกตามหาตัวศิษย์หลายครา" อีธานเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ พลางประสานมือคารวะผู้อาวุโสที่กำลังเดินเข้ามา
อาเซลมองเขาด้วยสายตาที่กึ่งเอ็นดูกึ่งจับผิด "เจ้าน่ะรึ... ถึงขั้นลบ 'ตราประทับจิต' ที่ข้าฝากไว้ทิ้งเสียสิ้นเชียวหรือ?"
อีธานชะงักไปครู่หนึ่ง สมองหมุนวนหาทางหนีทีไล่ "เรียนผู้อาวุโส ตามจริงแล้วมีผู้อาวุโสท่านหนึ่งช่วยลบออกให้เมื่อกาลก่อน ศิษย์เองก็เพิ่งทราบภายหลังว่าตรานั้นมีประโยชน์เพียงใด... เป็นท่านผู้อาวุโสเบิร์นเองที่เป็นคนลงมือขอรับ"
เขาเลือกตอบอย่างระมัดระวัง แม้จะเป็นอาเซล แต่การเผยไพ่ในมือทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก
อาเซลหัวเราะร่าอย่างชอบใจ "ผู้อาวุโสเบิร์นงั้นรึ? แน่นอนว่าข้าย่อมรู้จักเขา หากข้ามิได้ออกปากฝากฝังเจ้า มีหรือที่เจ้าจะได้วาสนาใหญ่หลวงเช่นนี้?"
อีธานกะพริบตา ในที่สุดเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ "ที่แท้... เป็นเพราะผู้อาวุโสอาเซลช่วยผลักดัน ศิษย์ถึงเข้าตาเบื้องบนหรือขอรับ?"
"ข้าก็แค่เอ่ยชื่อเจ้าทิ้งไว้เท่านั้น" อาเซลโบกมือปัดอย่างไม่ถือเป็นบุญคุณ "หากจะขอบคุณ ก็จงขอบคุณพรสวรรค์ของเจ้าเถิด แต่หากเจ้าอยากตอบแทนคุณวันหน้า... ก็ย่อมมีโอกาส"
อีธานรีบประสานมือโน้มตัวลงอย่างนอบน้อม "ขอบพระคุณผู้อาวุโสอาเซลที่เมตตา หากวันหน้ามีสิ่งใดให้ศิษย์รับใช้ เพียงสั่งมาคำเดียว ศิษย์ย่อมมิเกี่ยงงอน"
อาเซลยิ้มรับ "วาจาช่างห้าวหาญนัก แต่สิ่งที่ข้าต้องการวันนี้มีเพียงให้เจ้าตามมาอย่างว่าง่าย ท่านผู้อาวุโสเบิร์นต้องการพบเจ้า รีบไปกันเถิด"
หัวใจของอีธานเต้นระรัว แม้ความแข็งแกร่งจะรุดหน้าไปเพียงใด แต่การถูกเรียกพบโดย 'ผู้อาวุโสเบิร์น' ก็ยังคงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น และกดดันไม่น้อย
เขาทะยานตามอาเซลไปสู่เทือกเขาอันสลับซับซ้อนที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดชายขอบของสำนักชิงหยวน (Azure Origin) สถานที่อันเป็นตำนาน... 'ถ้ำผนึกมาร'
"ผู้อาวุโสอาเซล ผู้อาวุโสเบิร์นก็พำนักอยู่ในถ้ำผนึกมารด้วยหรือขอรับ?" อีธานเอ่ยถามเสียงเบา
อาเซลพยักหน้า "ใช่ และฐานะของท่านสูงส่งกว่าข้ามากนัก ท่านเป็นรุ่นพี่ของข้า เป็นผู้อาวุโสของเจ้า และเป็นบรรพชนของทุกคนในสำนักนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่" เขาหัวเราะเบา ๆ "อย่าถามเรื่องอายุเลย พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรย่อมปล่อยวางเรื่องวันเวลา ข้าเองยังจำอายุตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ"
อีธานยิ้มตาม พลางนึกถึงใบหน้าที่ดูเยาว์วัยทว่าดวงตาผ่านโลกมาเนิ่นนานของผู้อาวุโสเบิร์น 'ท่านคงแก่พอจะเป็นทวดของทวดของทวดข้าได้จริง ๆ อย่างที่ท่านเคยล้อเล่นสินะ'
เบื้องหน้าของเขา ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยไอหมอกสีดำมืดมิดที่ม้วนตัวไปมาราวกับมีชีวิต เมื่ออีธานเปิดใช้งาน 'เนตรสวรรค์ทะลวงจิต' ภาพความเป็นจริงก็ปรากฏชัด ทะเลแห่งความมืดมิดอันเข้มข้นกำลังเดือดพล่านอยู่เหนือยอดเขา ใบหน้าภูตผี และหัวอสูรร้าย ทั้งหัวกะโหลก หมาป่า และมังกร พยายามดิ้นรนปะทะกับข่ายมนตร์สีทองสลักอักขระรูนที่โอบล้อมทั่วขุนเขา
เพียงชั่วพริบตาที่ม่านพลังสีทองเจิดจ้าขึ้น อีธานก็มองเห็นค่ายกลอันพิสดาร มันหมุนวนซ้อนทับกันดุจกงล้อซ้อนกงล้อ ซับซ้อนเกินกว่าค่ายกลใด ๆ ที่เขาเคยเห็นมา
'ท่านสะกดที่นี่ไว้ด้วยค่ายกลถึงสิบแปดชั้น! มิน่าเล่า ความลับอันน่าหวาดกลัวที่สุดของสำนักถึงถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างปลอดภัย'
อาเซลหันกลับมาเห็นสายตาที่จับจ้องนิ่งของอีธาน "เจ้ามองเห็นสิ่งใดรึ?"
"ไม่มากขอรับ" อีธานตอบอย่างราบเรียบ "ศิษย์เพียงรู้สึกว่าไอเย็นของภูเขาลูกนี้ รุนแรงยิ่งกว่าสุสานบรรพชนเสียอีก ทั้งเสียงโหยหวนนั่น..."
อาเซลยิ้มอย่างพึงพอใจ "ประสาทสัมผัสของเจ้าช่างเฉียบคมนัก หากเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญวิถีวิญญาณ เจ้าคงได้เห็นโลกที่วิปลาสยิ่งกว่านี้เป็นแน่"
สิ้นคำ อาเซลหยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมา อักขระสีทองบนแผ่นหยกทอแสงเรืองรอง เขาประทับมันลงบนซุ้มหิน ทันใดนั้น ม่านพลังชั้นหนึ่งก็แยกออก เผยให้เห็นอุโมงค์ที่ทอดยาวลึกเข้าไปในภูเขาหินอ่อน และหยก
"ตามมา"
อากาศภายในอุโมงค์นั้นต่างออกไป มันทั้งเบาบาง หนาวเหน็บ ทว่ากลับชวนให้อึดอัด พลังมาร พลังวิญญาณ และพลังธาตุต่างพัวพันกันจนแทบแยกไม่ออก มันมิใช่เพียงความเย็นที่ดับแสงตะวัน แต่เป็นเงาร้ายที่คอยกัดกินความฝันของผู้คน
ยิ่งลึกเข้าไป สัมผัสของอีธานยิ่งจับความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน พลังวิญญาณปนเปกับกลิ่นอายอสูร และความเย็นเยียบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าใจกลางสุสาน ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความเสื่อมสลายนั้น กลับมีกระแสความร้อนจากอัคคีธาตุที่ซ่อนเร้นอยู่ ราวกับถ่านไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ใต้รัตติกาลอันยาวนาน
เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังสะท้อนไปตามระเบียงทางเดินที่มีโคมสัมฤทธิ์ตั้งเรียงราย เปลวไฟในโคมลุกโชนเป็นสีน้ำเงินชวนขนหัวลุก แต่ถึงกระนั้นแสงของมันก็ไม่อาจขับไล่ความมืดมิดอันหนาทึบออกไปได้หมดสิ้น ทางเดินนั้นทอดยาวไปจนถึงจุดที่พื้นที่เปิดกว้างออก
พวกเขาเข้าสู่ใจกลางของถ้ำผนึกมาร โถงขนาดมหึมาที่ถูกขุดเจาะขึ้นจากยอดเขาหินแกร่ง เพดานโถงสูงลิบจนแสงจากโคมไฟไม่อาจส่องถึง เบื้องบนใจกลางโดมเปิดออกสู่ท้องฟ้า มีไอหมอก และเถาวัลย์ทิ้งตัวลงมา หากมิสังเกตให้ดีคงมิอาจพบเห็นทางเข้าที่ซ่อนเร้นจากโลกภายนอกนี้ได้
ทว่าสิ่งที่ดูโดดเด่นที่สุดในห้องโถง ลอยเด่นอยู่ใกล้เพดาน คือ ระฆังทองคำ ทอประกายสุกปลั่ง ขนาดของมันใหญ่พอที่จะโอบอุ้มไว้ในสองมือ มันลอยนิ่งสนิททว่าแผ่พุ่งความกดดันอันมหาศาลจนอีธานแทบหายใจไม่ออก บนพื้นผิวสลักรูนละเอียดลออที่พริ้วไหวราวกับสายธารอัคคี
แต่กระนั้น อักขระรูนเหล่านั้นกลับมิได้สมบูรณ์ ในจุดหนึ่งใกล้กับส่วนยอด มีรอยเว้าแหว่งขาดหายไป เป็นรอยตำหนิเพียงหนึ่งเดียวบนศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ทำให้แสงสีทองขาดช่วงไปในจุดนั้น
'บาดเจ็บทว่ามิพ่ายแพ้' อีธานคิดในใจด้วยความทึ่ง
เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสมบัติอมตะที่กดทับลงไปถึงกระดูก ลำพังเพียงระดับการบำเพ็ญเพียรมิอาจสร้างบารมีเช่นนี้ได้ แต่นี่คือกลิ่นอายแห่งยุคสมัยที่ถูกผนึกไว้ในทองคำ
เขาหันไปถามอาเซล "ระฆังนั่นคือสิ่งใดขอรับ?"
แววตาของอาเซลเหม่อลอยไปไกล เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง "นั่นคือมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสำนักชิงหยวน... อีธาน แม้จะเสียหายไปบ้าง แต่นี่คือศัสตราวุธวิญญาณขั้นอมตะที่สามารถสยบกองทัพ หรือกักขังทุกสรรพสิ่งในใต้หล้านี้ได้ 'ระฆังผนึกมาร' คือรากฐานของพวกเรา และเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ยับยั้งความโกลาหลในขุนเขาแห่งนี้"
"ภายใต้ขุนเขานี้ ทุกเสียงกระซิบ ทุกเงามืด ล้วนถูกสยบอยู่ใต้เจตจำนงของระฆังใบนี้ ไม่มีมารร้าย อสูร หรือผู้บำเพ็ญที่ตกสู่ทางมารตนใดจะผ่านพ้นมันไปได้" อาเซลเว้นจังหวะ มองลงไปยังก้นบึ้งของโถงถ้ำ "นั่นคือเหตุผลที่สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าถ้ำผนึกมาร... แดนต้องห้ามของสำนัก ที่ซึ่งโชคชะตา และประวัติศาสตร์เฝ้ารอคอยมือคู่ต่อไปมาสั่นสะเทือนโลก"
อีธานรู้สึกถึงความหนาวเยือกที่มิได้มาจากอากาศ นี่คือหัวใจสำคัญของสำนักชิงหยวน สถานที่ที่กักขังฝันร้ายมิให้หลุดรอดออกมา
เขาก้าวตามอาเซลเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ
ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox
https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr